นิกร ชี้ปัญหาแต่งตั้งข้าราชการ ขาดเกณฑ์ชัด-เสนอตรวจสอบโปร่งใส

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๗ · ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

นิกร จำเนง หารือประเด็นการปฏิรูประบบแต่งตั้งข้าราชการ โดยสนับสนุนหลักการส่งเสริมคุณธรรม แต่ท้วงติงการใช้คำว่า "ระบบอุปถัมภ์" อย่างไม่เหมาะสมในรายงานกรรมาธิการ ซึ่งอาจสะท้อนอคติและคลาดเคลื่อนจากหลักวิชา พร้อมเสนอให้วิเคราะห์ข้อมูลการร้องเรียน อุทธรณ์ และคดีปกครองร่วมกับข้อมูลการแต่งตั้ง เพื่อแยกแยะแนวโน้มปัญหาตามสายงาน ตำแหน่ง และช่วงการเมือง รวมถึงเรียกร้องให้ปรับปรุงเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานให้เป็นรูปธรรม พร้อมเสนอตั้งหน่วยตรวจสอบภายในและกลุ่มข้าราชการเพื่อเสริมความโปร่งใส ป้องกันการทุจริต และกำหนดหลักเกณฑ์ชัดเจนในการแต่งตั้งย้ายตำแหน่ง โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลรักษาการ เพื่อป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองและสร้างกลไกถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ

นายนิกร จํานง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกลําดับที่ ๗๙ จากรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้าน การบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องการปฏิรูประบบการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญและ การส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมแก่ข้าราชการ รวมทั้งร่างพระราชบัญญัติ ผมเห็นด้วย ในหลักการ เพราะว่าเรื่องนี้มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็มันต้องมีความเป็นธรรม ในการดําเนินการ เป็นเรื่องที่พึงประสงค์ที่จะต้องทํากัน เพื่อทําให้วิธีการดําเนินการตรงนี้ มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านบริหารงานบุคคลของระบบราชการ ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญ เป็นอย่างมากในการบริหารประเทศและพัฒนาประเทศนะครับ แต่ท่านประธานที่เคารพ ก่อนที่จะเข้าไปสู่รายละเอียดตรงนี้ผมขอปรับความเข้าใจกับทางกรรมาธิการนิดหนึ่ง ที่จริงไม่นิด มากนะครับเรื่องความเข้าใจ คือผมมองว่าในการนําเสนอตรงนี้มันมีบางอย่าง ที่เกิดขึ้นก็คือว่าทัศนคติหรือความเห็น ผมมองว่าเราตั้งอยู่บนฐานตรงนี้ไม่ได้ ผมขอพูดแทน ฝ่ายการเมือง ผมเองจบมาทางรัฐศาสตร์เพื่อน ๆ ก็เป็นผู้ว่ากันไป ผมไม่เลือกเดินเส้นทางนั้น ไปศึกษาต่อด้านการเมือง แล้วก็กัฟเวิร์นเมนต์ (Government) ศึกษาเรื่องที่ศึกษากันอยู่นี่แหละ ก็คือเรื่องการบริหารงานบุคคลก็มีการศึกษาในพับบลิกแอดมินิสเทรชัน (Public Administration) ที่ต่างประเทศนะครับ ประเด็นที่ยกขึ้นมาไม่ว่าแนวคิดของอินเนียเซียนหรือเฟรเดอริก เฮิร์ซเบิร์ก (Frederick Herzberg เรียนกันมาตั้งแต่ผมเด็ก ๆ อยู่ ระบบเมอริตซิสเต็ม (Merit System) ก็เรียนเป็นคอร์ส (Course) เลย เราค้นพบบางอย่างที่แปลก ๆ เช่นพอเจาะลึกเข้าไปผมทําวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ เสียด้วยซ้ําว่าการให้โอกาสทางด้านเมอริตซิสเต็ม (Merit System) บางครั้งถ้าเราไม่ระวังมันนําไปสู่ การกลับด้าน เคส (Case) ที่เกิดขึ้นก็คือว่าเราอยากให้คนดําซึ่งเขาเป็นไมนอริตี (Minority) ในประเทศสหรัฐอเมริกามีโอกาสในการเป็นข้าราชการ เป็นพับบลิกเซอร์แวนต์ (Public Servant) มาก ก็มีการให้สิทธิพิเศษในการสอบปรากฏแล้วไป ๆ มา ๆ การพยายาม ให้มีเมอริตซิสเต็ม (Merit System) แบบนี้ก็คือคุณธรรมว่าให้มีการเฉลี่ยเพราะเขาเป็น ไมนอริตี (Minority) นะ มันกลายเป็นทําให้คนขาวเองถูกเอาเปรียบ พอศึกษาเข้าไป เรื่องเหล่านี้ละเอียดอ่อนในการมองมาก ดังนั้นในการพิจารณามันมีรายละเอียด ผมเองมองเห็น ว่าการเสนอของท่านอยู่บนพื้นฐานถ้าไม่ใช่ท่านก็ค่อยตอบว่าไม่ใช่ ของอคติต่อระบบการเมือง ต่อฝ่ายการเมือง ผมมีตัวอย่างให้ชัด ๆ ก็คือว่าเช่น ในหน้า ๗ ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาเช่นตัวอย่างนี้ คนหาเสียงสมัครผู้แทนราษฎรแสดงพฤติกรรมดีสารพัดเป็นคนที่มีเมอริต (Merit) แต่ในใจจริง ไม่มีเวอร์ชู (Virtue) ได้โอกาสก็เป็นคนโกงกินก็ได้ การยกตัวนี้มาคือเราดูด้วยตาดูไป เรียบ ๆ เราก็พอจะรู้ว่าความรู้สึกเป็นอย่างไร ประเด็นตรงนี้เป็นความรู้สึก แค่ถามว่าทําไม จะต้องยกตัวอย่างเอาลอยมาตรงนี้เพราะว่าฝ่ายการเมืองชัดเพราะเขาชั่วใช่หรือไม่ ยกขึ้นมา จะได้ชัด ๆ ว่านี่คือสิ่งที่ไม่ดี ผมยกมาอีกอันตรงนี้เป็นการขัดกับหลักความรู้ในเรื่องนี้ เป็นอย่างมาก ในหน้า ๘ อย่างที่ผมเรียนเมื่อกี้นี้แล้วว่าเราเรียนรู้เรื่องแพโทรเนจซิสเต็ม (Patronage System) ในหลักวิชานะครับ เรียนมาเหมือนกันนี่แหละครับ แล้วก็มา สปอยล์ซิสเต็ม (Spoils System) แล้วมาเมอริตซิสเต็ม (Merit System) เป็นลําดับ แต่พอเรายก ตัวนี้ขึ้นมาเรามาดูคําแปลที่มีการนําเสนอ ระบบอุปถัมภ์ในหน้า ๘ ซึ่งผมมองว่าตรงนี้อาจจะ ไม่บังควรเสียด้วยซ้ําที่จะเขียนไว้อย่างนี้แพโทรเนจซิสเต็ม (Patronage System) เคยใช้มา ก่อนมีพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๔๗๑ ปัจจุบันใช้สําหรับข้าราชการ พลเรือนในพระองค์เป็นกรณีพิเศษตามกําหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แพโทรเนจ (Patronage) ไม่ได้หมายความอย่างนี้เลย ระบบอุปถัมภ์ ไม่ถูก ระบบอุปถัมภ์ มันเป็นเนกาทิฟ (Negative) ดังนั้นการยกตรงนี้นี่เป็นการไม่ใช่ในอีกมุมหนึ่งที่ไม่ถูกต้อง ผมมองว่าไม่บังควร เสียด้วยซ้ํา เป็นระบบที่อยู่ก็มีอยู่แต่ไม่ใช่ คําอธิบายนี้ผิด ถ้าเราไปมองในข้อเสนออีกอันหนึ่ง ท่านจะขัดกันได้อย่างไรหน้า ๓๐ ในเรื่องนี้ท่านก็มีการนําเสนอว่าระบบอุปถัมภ์ ผลกระทบ ระบบอุปถัมภ์ที่ใช้ในการแต่งตั้งข้าราชการไทยไว้อย่างน่าสนใจดังนี้ อันนี้ยกของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติมาว่าระบบอุปถัมภ์ทําให้ข้าราชการถูกใช้ไปในทางส่วนตัว ไม่ยึดประโยชน์ประเทศชาติ ระบบอุปถัมภ์ทําให้เกิดบริหารงานบุคคลไม่มีหลักประกัน ระบบอุปถัมภ์ทําให้เกิดอาณาจักรแห่งอิทธิพล การแต่งตั้งโดยอุปถัมภ์ทําให้ประชาชน ขาดศรัทธา อุปถัมภ์ทําให้หลักนิติรัฐถูกทําลาย และคําว่าอุปถัมภ์ในหน้า ๘ ของท่านที่บอกว่า ระบบอุปถัมภ์เคยใช้มาก่อนและยังใช้อยู่หมายความอย่างนี้หรือ ไม่บังควรมากในการวางตัวนี้ นี่คือความผิดพลาดในการวาง ผมเห็นด้วยตรงนี้ไม่ว่าจะอย่างไรผมขอร้องท่านประธานว่า มันจะทําให้ไขว้เขวและระบบอุปถัมภ์ตรงนี้กับตรงที่หน้า ๓๐ เมื่อกี้ซึ่งเป็นความเข้าใจ โดยรวมของแพโทรเนจซิสเต็ม (Patronage System) ซึ่งเราเห็นว่าเป็นเนกาทิฟ (Negative) หรือเป็นลบอยู่ตรงนี้ไม่ได้ มันต้องอธิบายกันแบบอื่น การที่ว่าแต่งตั้งข้าราชการของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและไปดูแลแทนพระเนตรพระกรรณอาจจะเป็น หลวงยกกระบัตรในอดีตเป็นเรื่องที่ดีทั้งสิ้น ไม่น่าจะใช้คํานี้ แพโทรเนจ (Patronage) ไม่ใช่ จะเป็นคําอื่นหรืออะไรผมไม่ทราบแต่ไม่ใช่คํานี้ แต่คําที่ทําให้มีความรู้สึกระบบ สปอยล์ซิสเต็ม (Spoils System) เราก็รู้ว่าคือการเล่นพรรคเล่นพวก แต่คําอธิบายก็คือบอกว่า ระบบสปอยล์ซิสเต็ม (Spoils System) ใช้สําหรับข้าราชการการเมืองใช่ไหมตรงนี้เป็นส่วน ของการเมือง สปอยล์ซิสเต็ม (Spoils System) อาจจะตกคําว่า ข้าราชการการเมือง หรืออย่างไร ลักษณะที่ชี้แบบนี้ก็คือจริง ๆ แล้วสปอยล์ซิสเต็ม (Spoils System) มันเกิดการเล่นพรรค เล่นพวกไม่สําคัญว่าคุณเป็นการเมืองหรือเป็นระบบราชการธรรมดา การเล่นพรรคเล่นพวกนี่ คือใช่ตรงนี้ มันเลวหรือมันแย่กว่าแพโทรเนจ (Patronage) มาก แล้วอันสุดท้ายนี่ก็คือว่า เป็นระบบคุณธรรมใช้สําหรับข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่เมื่อมีพระราชบัญญัติมาตรงนี้เลย เพราะฉะนั้นคํานิยามตรงนี้มันคือเริ่มมาตั้งแต่หน้า ๘ ที่ว่ามันเป็นการกําหนดที่เหลือข้างหลัง ผมเห็นว่าพึงใช้ความระมัดระวัง คือถ้าเป็นแบบนี้เท่ากับมันจะมีสิ่งอคติในใจกันหรือ หรืออย่างไรต่อเรื่องนี้ นี่ผมทักท้วงว่าผมเป็นฝ่ายการเมืองมาตลอด ผมเรียนว่าเรื่องนี้ การยกตัวอย่าง ทีนี้ระบบพรรคพวกที่ได้กล่าวแล้วนะครับ การแทรกแซงการแต่งตั้งเมื่อกี้ ท่านสมาชิกก็พูดไปแล้ว การแทรกแซงการแต่งตั้งที่จะมองว่ามีปัญหากันไปทั้งหมดคือ ข้าราชการการเมืองนี่ต้องคุมเรื่องนโยบาย การพุต เดอะ ไรต์ แมน ออน เดอะ ไรต์ จ็อบ (Put the right man on the right job) การวางคนที่ถูกต้องที่สามารถทํานโยบายเหล่านั้นได้ เป็นความจําเป็นอย่างยิ่งเพราะว่าพวกเรานี่ต้องรับผิดชอบกับนโยบายที่เราแถลง ต้องรับผิดชอบกับรัฐสภา ถ้าหากว่าดําเนินการไม่ได้เราทําได้แต่กับปลัดกระทรวงเท่านั้นเอง ลงลึกกว่านั้นไม่ได้ แต่ว่าต้องมีความจําเป็นที่จะต้องทําอย่างนั้น ผมเคยทําเรื่องขนส่งผมมองว่า ใบขับขี่นี่สาหัสสากรรจ์มาก ผมพูดให้เขาฟังตอนเข้าไปรับตําแหน่งว่าใบขับขี่นี่มันเป็น ๒ อย่าง เป็นทู ไซต์ ไลเซนส์ (Two site license) คือใบอนุญาตในการฆ่าตัวตายหรือเป็น คิลลิงไลเซนส์ (Killing License) เป็นใบอนุญาตในการไปฆ่าคน ถ้าไม่ไปฆ่าเขาก็ไปฆ่าตัวตาย ดังนั้นเรื่องใบขับขี่นี่ถ้าใครไปบอกหรือว่าการทําใบขับขี่ไม่เป็นไปตามนี้ เป็นหลักการกัน ในนั้นเลยว่าเป็นเรื่องที่ซีเรียส (Serious) ที่สุดก่อนเรื่องอื่นในระบบการขนส่ง ไม่ใช่ย้ายกันใน ๒๔ ชั่วโมง ต้องภายใน ๑๒ ชั่วโมงเลยเพราะว่าเป็นความผิดแบบเหมือนต้องรุนแรงมาก ถ้าเป็นอย่างนั้นเวลามีปัญหาแบบนี้แล้วไม่สามารถจะดําเนินการถ้าฝ่ายการเมืองทําแบบนี้ ก็กลายเป็นว่าเป็นการแทรกแซงหรืออย่างไร มันมีรายละเอียดเยอะ การวางคนให้เหมาะสม กับงานมันเป็นเรื่องที่เราจําเป็นต้องทําในการพิจารณานะครับ มันมีอีกด้านหนึ่งด้วยด้านที่ดี ด้านที่ไม่ดีมี ใช่ แต่ว่ามันก็เสมอกันหมดนะครับ ผมเรียนว่าผมเองนี่นะครับ ทัศนคติตรงนี้ ผมอยากจะขอความกรุณานะครับ ถ้าเราตั้งลํากันแบบนี้มันจะมีปัญหาเยอะในอนาคต ผมเองนี่ครั้งแรกที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีผมไปที่วังไกลกังวลยังจําได้ เข้าไปถวายสัตย์ แล้วก็ไปกันไม่กี่คน มีท่านกร ทัพพะรังสี ท่านพงศ์เทพ พระองค์มีพระราชดํารัส ผมยังจําใส่เกล้าฯ อยู่จนปัจจุบันนี้ว่า การทํางานนี่เป็นรัฐมนตรีให้ดูเรื่องนโยบายเข้าไว้ ส่วนรายละเอียดให้ดูจาก ข้าราชการเพราะท่านเหล่านั้นมีรายละเอียด หมายถึงว่าในการทํางานอยู่มากแล้ว เป็นรัฐมนตรี ก็ดูนโยบาย ผมก็เอาใส่เกล้าฯ มาจนปัจจุบัน แล้วมาทํางานกับท่านบรรหาร คืออยากจะ ลงรายละเอียดเรื่องนี้สักนิดหนึ่ง ท่านก็สอนมาตลอดว่าไปทํางานนี่นะ ข้าราชการนี่ไม่ว่าจะเป็น คนของใครเพราะว่าทุกคนผ่านคนอื่นมาแล้วทั้งนั้น เคยทํางานกับคนอื่นมา ให้เขาทํากับเราก่อน แล้วทําไม่ได้ถึงค่อยว่ากัน ให้โอกาสเขา ไม่ใช่เข้ามาถึงคุณเป็นพวกคนอื่นจัดการนี่ระมัดระวังมาก ผมเองมาที่กรมการขนส่งทางบก ผมเคยอภิปรายให้ท่านประธานฟังแล้วว่าความเชื่อ ในทัศนคติก็คือว่าข้าราชการเองเขามีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่อยู่ในใจในการบริการประชาชน เราเป็นฝ่ายการเมืองเรามีหน้าที่ใส่ปุ๋ย รดน้ํา พรวนดิน ให้เขาดําเนินการสิ่งนั้น ผมปลูกไว้ ๒ อย่างในกรมการขนส่งทางบก ปลูกต้นพะยูงไว้ต้นหนึ่งตอนนี้ก็โตแล้ว แต่ที่โตกว่าก็คือว่า ความรู้สึกในการบริการประชาชนที่อยู่ในใจเขา ผมเคารพเขา ปัจจุบันเขาก็เคารพผม มันเป็น ความสัมพันธ์ระหว่างกัน ระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายประจําที่จะต้องไปด้วยกัน ฝ่ายหนึ่ง คุมนโยบายคือถ้าเราจะใช้วิธีอื่นในระบบราชการบริหารเองทั้งหมดโดยไม่ใช้ระบบการเมืองนี่ เป็นระบบอื่นแล้วไม่ใช่ระบบประชาธิปไตย เพราะว่าฝ่ายการเมืองมาดูแลเรื่องนโยบาย ที่มาจากประชาชนเป็นการกําหนดนโยบาย อย่างไรก็ต้องมีฝ่ายการเมือง ดังนั้นทัศนคติตรงนี้ ต้องขอความกรุณาเป็นอย่างยิ่งอาจจะต้องมีการปรับ ผมรู้สึกดีมาตลอด แล้วก็เชื่อว่า ข้าราชการทุกคนมีความดีงามอยู่ เราฝ่ายการเมืองให้เขาได้ทําสิ่งนั้นเต็มที่ตามความประสงค์ ของเขา นี่เป็นหน้าที่ของเรา คือมาตั้งลํากันอยู่ไม่ได้ ผมจะขออัญเชิญพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับ ประเด็นนี้ที่วันเดียวกัน ท่านประธานก็ยกพระบรมราโชวาท มีอยู่หลายมิติทีเดียวในการมา พิจารณาเกี่ยวกับเรื่องการดําเนินงานให้ไว้แก่ข้าราชการพลเรือนในวันข้าราชการพลเรือน เช่นกันในวันจันทร์ที่ ๑ เมษายน ๒๕๒๘ ความว่านะครับ “การทํางานให้สําเร็จขึ้นอยู่กับ ความสามารถ ๒ อย่างเป็นสําคัญ คือสามารถในการใช้วิชาความรู้อย่างหนึ่ง สามารถในการ ประสานสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างหนึ่ง ทั้ง ๒ ประการนี้ต้องดําเนินคู่กันไปและจําเป็นต้องกระทํา ด้วยความสุจริตกาย สุจริตใจ ด้วยความคิดความเห็นที่เป็นอิสระ ปราศจากอคติและ ด้วยความถูกต้องตามเหตุตามผลด้วยจึงจะช่วยให้งานบรรลุจุดมุ่งหมายและประโยชน์ ที่พึงประสงค์ได้อย่างครบถ้วนแท้จริง” ด้วยเรื่องว่าความสุจริตกายสุจริตใจโดยปราศจากอคติ ผมแค่ไม่สบายใจเรื่องนี้มากก็ทําความเข้าใจกันสักครั้งหนึ่งในฐานะที่ว่าพูดแทนฝ่ายการเมืองก็ได้ ว่าไม่ได้เลวร้ายไปหมด ไม่ได้มีปัญหาไปหมด การมาดําเนินการเราต้องรับผิดชอบกับงาน กับคนเหมือนกัน แล้วก็ไม่มีทางที่เราจะแยกออกจากกันได้ ระบบข้าราชการประจํากับการเมือง ยกเว้นเราเป็นระบบอื่นที่ไม่ใช่ระบบนี้

ผมขออนุญาตท่านประธานเสนอประเด็นเกี่ยวกับรายงานนี้นิดเดียวนะครับ ความเห็นต่อรายงานด้านข้อมูลนะครับ คือตอนนี้ก็ได้ปรับความรู้สึกแล้ว ผมมองว่าการเก็บ ข้อมูลที่ทํามา ๓ รูปแบบก็คือสัมมนาบุคลากรจากรัฐ การสํารวจข้อคิดเห็นจากผู้บริหาร ระดับสูงและการนําคําพิพากษาของศาลปกครองมาใช้น่าที่จะดําเนินการ สิ่งที่ข้อมูลจากด้าน การอุทธรณ์ การร้องเรียนมาด้วย คือการอุทธรณ์ การร้องเรียนข้อมูลตรงนี้เป็นข้อมูลที่มี ประโยชน์มากนะครับ ที่ร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมและนําคดีฟ้อง ศาลปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับบริหารงานบุคคล ตรงนี้ก็เป็นข้อมูลที่สําคัญที่เอามาวิเคราะห์ได้ ที่ค้างอยู่ตรงนั้นครับ ไม่ใช่แต่คําพิพากษาอย่างเดียว จํานวนเรื่องร้องเรียนแต่ละปีก็เป็น ประเด็นที่สําคัญครับท่านประธาน ก็คือว่าแต่ละปีลองไปเทียบกันว่าจากการปกครอง ความแตกต่างระหว่างภาคการเมืองกับการเลือกตั้งที่มาจากรัฐประหารหรือว่าเป็นปกติตรงนี้ คือ ความแตกต่างระหว่างที่เกิดขึ้นจากแต่ละฝ่ายในแต่ละปีเอามาวิเคราะห์ได้ เหตุการณ์ในการ ร้องอุทธรณ์และฟ้อง การไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือการแต่งตั้งผิดหลักเกณฑ์ การแต่งตั้ง ไม่เป็นระบบคุณธรรมที่เราว่าการเล่นพรรคเล่นพวก การแทรกแซง เหตุไหนมีจํานวน มากกว่ากันอย่างไร คือเรื่องการร้องเรียนมันจะฟ้องมันเหมือนกับว่าคนเป็นโรคไปหาหมอ การเรกคอร์ด (Record) เอาไว้เป็นเรื่องจําเป็น การแยกสายงานก็เป็นข้อมูลที่สําคัญและ ระดับตําแหน่งว่าแต่ละสายงานมีฟ้อง มีร้องเรียนกันอยู่ในสายงานไหนมาก ในระดับตําแหน่ง ขนาดไหนมาก ตรงนี้มันจะได้ข้อมูลที่ชัดเจนในการมาวิเคราะห์ในการดําเนินการต่อไป

บุคคลต้องแยกว่าฝ่ายไหนมามากกว่าและถ้าท่านจะเทียบฝ่ายการเมืองกับ ฝ่ายระบบราชการและระบบราชการเองก็ไม่ใช่ไม่มีเรื่องนี้ ส่วนไหนมากเราจะได้มา เทียบเคียงได้จะแก้ปัญหาให้ตรงจุด

สําหรับรายละเอียดในการแต่งตั้ง โยกย้าย รายงานที่ท่านเสนอตัวชี้วัดเรื่อง ประเมินผลการทํางานไม่มีเลยหมายถึงไม่มีเป็นรูปธรรม เรื่องนี้ก็อย่างที่เรียนท่านประธาน แล้วว่าต้องขอความกรุณาด้วยเพราะว่าในการพิจารณาเรื่องว่าผลสัมฤทธิ์ของการทํางาน ของแต่ละคน คนบางคนดีแต่ทํางานบางอย่างไม่ได้ก็จําเป็นจะต้องย้ายไปอยู่ตรงโน้นตรงนี้ มันต้องมีการวัดประเมินผลทั้งที่ทําแล้วในการโปรโมต (Promote) เขาขึ้น ในการยกระดับเขาขึ้น หรือการย้ายไปในงานที่เหมาะสมกว่าโดยวัดตรงนี้เป็นสาระสําคัญเป็นอย่างมากสําหรับ การทํางานด้วย คือถ้าเราดูแต่ในองค์รวมว่าอาวุโสเป็นอย่างไร อะไร อย่างไร ความรู้ ความสามารถไม่พอในการทํางาน

ข้อเสนอที่ควรมีก็คือว่าการดําเนินการขั้นตอนอยากจะให้มีส่วนนี้ด้วย ระบบ มันเดินไปในการดําเนินการ เหมือนอินเฮาส์ (In-House) ในแต่ละส่วน คงจะต้องมีการ ทบทวน หมายถึงตรวจสอบกันเองด้วยว่าในระบบการตรงนี้มีการตรวจเช็ก (Check) ตรวจทานกันว่าถูกต้องไหม อะไร อย่างไร ไม่ใช่ว่าทะลุไปถึงก็มีการฟ้องร้องกันแล้ว คือ ตรวจสอบกันชั้นต้นเสียหน่อยหนึ่งในระบบของตัวเองตลอดจนการตั้ง ตรงนี้เสนอหน่วยตรวจทานในระบบการดําเนินการแต่งตั้ง โยกย้ายภายในสํานักงานเอง ถ้ามี ได้ก็จะดีด้วย และอีกอย่างก็คือว่าการให้ข้าราชการเป็นกลุ่มเรื่องนี้จะเป็นมุมกลับ หมายถึง ว่าด้านหนึ่งเราอาจจะมองว่าตั้งขึ้นมาเพื่อกดดัน แต่ว่าการตั้งเป็นกลุ่มข้าราชการขึ้นมา ในรัฐธรรมนูญก็เสริมให้มีตามร่าง ตรงนี้จะช่วยให้เขาจัดกลุ่มขึ้นมา ตรงนี้แค่มีขึ้นมาก็ช่วย ประคองไม่ให้ทะลุไปถึงด้านการเอาเปรียบซึ่งกันและกันแล้ว ก็จะช่วยเป็นเหมือนกับว่า เป็นกลุ่ม คล้าย ๆ ว่าถ้าในสหภาพก็เป็นสหภาพ แต่ในนี้เป็นระบบกลุ่มข้าราชการก็น่าจะมี สุดท้ายก็คือว่ามันมีช่องว่างอยู่นิดหนึ่ง ผมไม่ทราบว่าท่านจะระบุเข้าไปอย่างไร ท่านประธานครับ เวลามีการเลือกตั้งเราจะกันฝ่ายการเมืองออกไป ช่วงนี้มีช่องว่างเยอะ ปลัดกระทรวงก็ดี หรือว่าส่วนราชการที่บริหารอยู่ก็ดีควรจะทํา หมายถึงว่าแต่งตั้ง โยกย้ายไม่ได้ด้วย ฝ่ายการเมืองทําไม่ได้ แต่ตอนนี้เราผลักไปแล้ว ถ้าตรงนี้ใช้อํานาจตรงนี้เสียเองบัฟเฟอร์ (Buffer) หรือว่าส่วนที่กันชนที่จะป้องกันการจัดการตรงนี้ใช้อํานาจในระหว่างรอยต่อตรงนี้ก็สําคัญมาก เพราะว่าไม่มีอะไรตรวจสอบเลยตรงนี้เป็นอีกประเด็นหนึ่ง สุดท้ายก็เรียนว่าอยากให้เสนอตรงนี้ และอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะฝากท่านไปว่า ผมจะฝากย้อนกลับไปว่าในรัฐธรรมนูญ ท่านประธานสุดท้ายแล้ว มีระเบียบที่เราบอกว่าถ้าหากว่าเป็นฝ่ายประจําทํา ให้ผิดวินัย แต่ถ้าฝ่ายการเมืองทํา ให้ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ผมเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ต้องห่วงมากนัก เพราะว่า นอกจากจริยธรรมแล้วรัฐธรรมนูญกําหนดชัดว่าใครแทรกแซงคุณไปเลย คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กําหนดไว้ชัดเจนมาก แต่ปัญหาคือให้ท่านลงรายละเอียดเรื่องวินัยนิดหนึ่ง เพราะถ้าผิดวินัย หมายถึงว่ามีการดําเนินการกดดันกันเองหรือว่ากระทําการผิดอยู่ในข้างประจํา วินัยแบบไหน อย่างไร ของฝ่ายการเมืองพวกผมมีอยู่แล้วรัฐธรรมนูญก็มี กลไกต่าง ๆ มีครบจริยธรรมก็มี ซึ่งไม่รู้จะออกมารูปไหนก็ยังไม่รู้ได้ แต่ว่าคําว่า วินัย ต้องมีการตีความให้ชัด มีรายละเอียดให้ชัดว่า ให้เป็นการป้องกันฝ่ายข้าราชการประจําด้วยกันเองไม่ให้กระทําการกันเอง ให้ชัดเจนเรื่อง ในการกระทําผิดตรงนี้ ก็เป็นประเด็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึกต่อความมีอคติเรื่องหนึ่ง แล้วก็เรื่องประเด็นที่นําเสนอท่านประธานด้วยความเคารพ กราบขอบพระคุณครับ