คุรุจิต นาครทรรพ หารือการปฏิรูกระบบแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน โดยเสนอให้แก้ไขกฎหมายและเสริมกลไกคัดเลือกอย่างเป็นธรรมเพื่อป้องกันการแทรกแซง พร้อมผลักดันการปรับปรุงโครงสร้างราชการให้ทันสมัย มีความยืดหยุ่นและเปิดโอกาสหมุนเวียนตำแหน่งเพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารราชการและส่งเสริมคุณธรรมในองค์กรรัฐ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ จริง ๆ ผมลงชื่อไว้ตั้งแต่วาระที่แล้วเป็นคนที่ ๔ ก็เลยนึกว่าเปเปอร์ (Paper) นี้จะเป็นคนที่ ๔ ด้วยครับ เมื่อกี้เขาไปตามอยู่ในห้องกินข้าวต้อง ออกมาเป็นคนแรกเลยนะครับ ก็ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินอีกครั้งที่ท่านผลิตรายงานที่มีคุณภาพและหยิบ ประเด็นที่มีความสําคัญต่อการปฏิรูป ในวันนี้ก็เป็นเรื่องของการปฏิรูประบบการแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญและการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมแก่ข้าราชการ ตัวกระผมเอง ก็เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญมา รับราชการมาจนเกษียณก็เห็นความสําคัญของเรื่องที่ ท่านนําเสนอว่าการบริหารงานบุคคลโดยเฉพาะการแต่งตั้งข้าราชการตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไป ถึงระดับสูงที่เป็นนักบริหารถ้าไม่ได้ใช้ระบบคุณธรรม คัดเลือกคนจากความรู้ความสามารถแล้ว มันก็จะเป็นปัญหาในการบริหารงานแล้วในที่สุดก็กระทบไปถึงประชาชนผู้รับบริการ คณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินก็ได้ไอเดนทิฟาย (Identify) ปัญหาจาก ประสบการณ์ส่วนตัว การศึกษา การสัมมนารับฟังความคิดเห็น แล้วก็ได้เสนอแนะข้อเสนอ ในรายงานของท่านซึ่งผมพอจะสรุปได้ดังนี้
ข้อแรกก็คือเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับระเบียบข้าราชการพลเรือน ใน ๖ ประเด็น ก็คือการจัดทําหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดที่ชัดเจนอธิบายได้โดยให้ ก.พ. แจ้งเวียน แก่ส่วนราชการทราบโดยทั่วกันอย่างสม่ําเสมอ
ข้อต่อไปก็คือให้มีกรรมการคัดเลือกเพื่อกลั่นกรองการแต่งตั้งก่อนเสนอ ผู้มีอํานาจแต่งตั้ง
ข้อ ๓ ก็คือให้มีการปรับปรุงระบบข้อมูลทะเบียนประวัติผลงานให้ทันสมัย อยู่ตลอดเวลา
ข้อ ๔ การสั่งบรรจุแต่งตั้งต้องมีเหตุผลโดยใช้ระบบคุณธรรมและต้องระบุ เหตุผลในการแต่งตั้งไว้ในบันทึกรายงาน
ข้อ ๕ กําหนดโทษทางวินัยแก่ผู้แทรกแซงหรือยินยอมในเรื่องของการแต่งตั้ง โดยไม่ถูกต้อง
และข้อ ๖ ก็ให้ผู้เข้าบัญชีประเมินผลงานผลการปฏิบัติงานและความประพฤติ ตามประมวลจริยธรรมของผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อใช้ประกอบในการแต่งตั้ง
นอกจากนั้นท่านก็ยังมีข้อเสนอเชิงนโยบายไปยังคณะรัฐมนตรีต่าง ๆ รวม ๙ ข้อนะครับ ซึ่งผมจะไม่ขอลงรายละเอียดเพราะท่านก็ได้พูดไปแล้ว ท่านประธานครับ ในหลักการผมคิดว่าหัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่ดีที่ท่านหยิบขึ้นมาแล้วก็ในประเด็นทั้ง ๖ ประเด็น ที่ท่านเสนอให้มีการแก้กฎหมายผมก็เห็นสมควรที่จะสนับสนุนแต่ผมก็มีข้อสังเกตว่าบางเรื่องนี้ ก.พ. เขาก็ทําอยู่แล้ว คือบางเรื่องถ้าท่านไปเสนอ ก.พ. เขาเอาไปดูเขาก็บอกทําอยู่แล้ว ท่านก็ควรจะลงไปลึกหน่อยว่าที่ทําอยู่แล้วมันดีไม่ดีอย่างไร ท่านมีมุมมองที่ดีกว่าอย่างไร อย่างเรื่องตัวชี้วัด ก.พ.ร. เขาก็กําหนดให้ทําอยู่แล้ว เรื่องการมีคณะกรรมการกลั่นกรองผมเอง ก็ผ่านมาเป็นทั้งตัวคณะกรรมการ เป็นประธานแต่งตั้งเอง กรรมการกลั่นกรองก็มีทั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิและมีทั้งผู้แทน ก.พ. ที่มาคอยคานอํานาจ ซึ่งผมก็คิดว่าทําได้ดีพอสมควรนะครับ ทีนี้ประเด็นที่ผมคิดว่าท่านหยิบยกขึ้นมาก็คือสิ่งที่มักจะเป็นข่าวอยู่เสมอว่าการแต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการระดับสูงมีการวิ่งเต้นและใช้ดุลยพินิจที่ไม่เหมาะสมมีการแทรกแซงทางการเมือง จริง ๆ การแทรกแซงทางการเมืองไม่ใช่ว่าไม่ดีเสมอไปถ้าเป็นผู้ที่แทรกแซง ผู้ใช้ดุลยพินิจ ใช้ดุลยพินิจที่ถูกต้องเพราะว่าข้าราชการระดับสูงต้องสามารถตอบสนองนโยบายและทํางาน ได้ทันเหตุการณ์ ไม่ใช่มีไฟไหม้แล้วกว่าจะไปดับไฟไปถึงพรุ่งนี้อย่างนี้มันก็ไม่ได้ก็ควรจะต้อง ย้ายไป เพราะฉะนั้นการแต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการระดับสูงนี้มันไม่ใช่ดูอาวุโสอย่างเดียว ดูความรู้อย่างเดียวก็ไม่ได้ก็ต้องดูความสามารถและที่สําคัญคือดูทักษะในการบริหาร ทักษะ ในการประสานงาน ทักษะในการปกครองคน เพราะฉะนั้นทําอย่างไรผมคิดว่าที่ท่านได้ทําให้ ทะเบียนประวัติให้เป็นทันสมัยอยู่ผมก็เห็นว่าถูกต้อง ตั้งแต่ผมเข้ารับราชการมาจนเกษียณ ก็ยังเป็นแบบ ก.พ. ๗ อยู่ครับ ท่านเคยดู ก.พ. ๗ ไหมครับท่านประธานกรรมาธิการ หรือรองประธาน ดูแล้วก็งงมึน เพราะว่าใช้ลายมือปากกาลูกลื่นสมัยเด็ก ๆ ตัวยั้วเยี้ยะ ๆ เราก็ไปอบรมและพลิกดูอยู่นั่นแหละ คือสมัยนี้มันก็ต้องขึ้นจอแล้วไปไหนมาไหนอะไรอย่างนี้ มันก็ไม่ได้ทันใจทุกที อันนี้ก็ต้องปรับปรุง คือปรับปรุงวิธี รูปแบบ ให้มันในยุคดิจิทัลแล้ว มันก็ควรจะต้องทันสมัยมากขึ้น ทีนี้การทําประมวลจริยธรรม บันทึกข้อมูลอะไรต่าง ๆ นี้ ก็เป็นการที่จะส่งเสริมให้ใช้ดุลยพินิจ ผมเห็นด้วยที่ว่าการสั่งแต่งตั้งก็ต้องบรรจุเหตุผลว่าแต่งตั้ง คนนี้เพราะอะไร บางทีเขาไม่อาวุโสแต่เขามีความสามารถ ความสามารถเขาโดดเด่นอย่างไร ความสามารถทุกวันนี้เรื่องประสานงานนี้สําคัญนะครับเพราะว่าถ้าท่านทํางานไม่ทันใจนี้ ไฟมันไหม้ไปเรียบร้อยแล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่ผมก็อยากจะเน้นย้ํา เพราะฉะนั้นบางที ที่ท่านบอกว่าแทรกแซงอิทธิพลทางการเมือง มันไม่ใช่ว่าการเมืองแย่เสมอไป แต่จริง ๆ มันจะต้องดูว่าแทรกแซงโดยไม่ชอบ แทรกแซงแล้วได้คนที่ไม่เหมาะสมมา คนที่ไม่ทํางาน คนที่เอาแต่ประจบอะไรอย่างนี้ ก็ควรจะต้องมีกฎเกณฑ์อย่างที่ท่านบอก ทีนี้ผมอยากจะ เสนอข้อสังเกตส่วนตัวอีกอันหนึ่งก็คือว่าโครงสร้างของระบบราชการไทยมันเป็นโครงสร้าง แบบพีระมิด แล้วก็เป็นโครงสร้างแบบปิดนะครับ ผมเองก็อาจจะโชคดีที่ว่ามีโอกาสไปทํางาน ต่างประเทศ อยู่ที่มาเลเซียนี้เขาก็ลอกแบบอังกฤษมาเลยนะครับ โครงสร้างของเขา ข้าราชการพลเรือนสามัญสามารถจะหมุนเวียนข้ามหน่วยได้นะครับ คือของเรานี้ อย่างท่านประธาน สํานักงบประมาณมาก็ต้องมาแจกเจ้าหน้าที่โต๊ะ เจ้าหน้าที่ฝ่าย เป็น ผอ. สํานัก เป็นรองผู้อํานวยการสํานักงาน เป็นที่ปรึกษาโยกมาเป็นรอง แล้วก็เป็น ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ แต่ของเขาคือเขาไม่รู้ตัวว่าเขาอาจจะไปอยู่กระทรวงการคลังก็ได้ ไปอยู่กระทรวงพาณิชย์ก็ได้เพราะเรียนเศรษฐศาสตร์มา เพราะฉะนั้นมันจะไม่มีความเป็น เจ้าเข้าเจ้าของ แล้วก็ไม่มีความวิ่งเต้นแบบ แปลว่าตําแหน่งมันมีน้อย รองอธิบดีว่างมีอยู่ ๒ ตําแหน่ง มีคนอยู่ ๑๐ คนก็ต้องวิ่งกันแล้ว เนี่ยต้องวิ่งไปหาปลัดกระทรวง เอาผลไม้ไปฝาก อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่ระบบข้าราชการจริง ๆ คือต้องประเมิน มีศูนย์การประเมินคือ ก.พ. เขาจะมีข้อมูล และ มองว่าคนนี้มีความรู้ความสามารถผ่านงานอะไร จะให้เรียนรู้ในด้านนี้ ผมมีเพื่อนนี่ครับ เขาอยู่สํานักงาน ก.พ. มาอยู่สํานักนายกรัฐมนตรี ไปอยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ สุดท้ายมาขึ้นเป็นเลขาธิการ ก.พ. ของมาเลเซียเขาเวียนไปได้ตั้งหลายกระทรวง จะมีอยู่บางหน่วย เท่านั้นที่เป็นระบบปิด อย่างกรมศุลกากรหรือกระทรวงการต่างประเทศต้องเป็นระบบปิด แต่จริง ๆ แล้วผู้บริหารมันก็ต้องหมุนเวียนกันได้ ถ้าเราทําแบบนี้ความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ในตําแหน่งเล็งว่านี่ของข้านะอันนี้มันก็จะหมดไปเพราะว่าไม่รู้ว่าจะต้องไปอยู่ที่ไหน และ จะต้องเป็นนักบริหาร ซึ่งในยุคปัจจุบันนี้เราจะต้องเติบโตมาแบบไซลินเดอร์ (Cylinder) แบบไซโลไม่ได้แล้ว มันต้องมีความรู้ที่กว้าง เพราะว่างานราชการมันมาหลายรูปแบบ ทุกวันนี้เราก็ต้องบริหารราชการผ่านไลน์ (Line) กันแล้วนะครับว่ามันมาโจมตีอันนี้ต้องตอบกัน เดี๋ยวนั้นนี่จะทําอย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นการปฏิรูประบบแต่งตั้งอย่างเดียวคงไม่พอ คงต้องดูของระบบโครงสร้างด้วยว่าจะทําให้มีการหมุนเวียนข้าราชการอย่างไร หรือแม้แต่ ข้าราชการสภาก็สามารถจะหมุนเวียนไปอยู่ข้าราชการองค์กรอิสระอื่นหรือข้าราชการพลเรือน ในฝ่ายบริหารได้ เป็นการเรียนรู้ คนที่จะตรวจสอบเขานี่มันต้องเคยถูกตรวจสอบมาก่อน มันถึงจะเป็นผู้ตรวจสอบที่ดี ยกตัวอย่างนะครับ เพราะฉะนั้นในหลักการผมก็เห็นด้วย ส่วนข้อเสนอแนะ ๙ เรื่องในที่เสนอต่อ ครม. ก็อีกนั่นแหละครับ ผมก็คิดว่าหลายเรื่องนี่ ก.พ. เขาก็ทําอยู่แล้วนะครับ ผมคิดว่าท่านน่าจะต้องหารือกับ ก.พ. ว่า ก.พ. เขามี ปัญหาอุปสรรคอย่างไร แล้วทําอย่างไรถึงจะเป็นข้อเสนอที่โดนใจแล้วเขารับไปทํา ไม่อย่างนั้นท่านเสนอไปเขาบอกเขาก็ทําอยู่แล้ว ข้อเสนอท่านก็เก็บเข้าลิ้นชัก ผมอยากจะ ตั้งข้อสังเกตว่าในยุค ๒๐ ปีที่ผ่านมาที่ต้องมีระบบพีซี (PC) เป็นซี (C) แล้วตอนนี้เปลี่ยนเป็น ระบบชํานาญการ ชํานาญการพิเศษ ตําแหน่งข้าราชการเนื่องจากควบคุมค่าใช้จ่ายภาครัฐ มันก็เหลือน้อยลง เพราะฉะนั้นการเลือกคนเข้าไปแทนในตําแหน่งสูงขึ้นนี่มันสรรหาได้ยากขึ้น ในภาคเอกชนนี่บริษัทใหญ่ ๆ เขาจะเลือกคนเป็นเพรสซิเดนต์ (President) บางทีเขาเตรียม ตัวตายตัวแทนได้ ๘ คน แล้วให้พิสูจน์ฝีมือกัน ผ่านไป ๒ ปี เหลือ ๔ คน บางคนอาจจะต้องถูก เฮดฮันเตอร์ (Headhunter) ออกไปอยู่หน่วยงานอื่น ในที่สุดแล้วเขาจะมีตัวเลือก มากกว่า ของเรามีตัวเลือกน้อยลง ๆ เพราะอัตรากําลังน้อยลง ๆ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นปัญหา เชิงคุณภาพของการบริการ และคุณภาพของการบริหารจัดการที่เราไม่ทันต่อเหตุการณ์ ในยุคโลกาภิวัตน์นะครับ เพราะฉะนั้นในหลักการนี่ผมก็เห็นด้วยนะครับ แต่ก็อยากจะเรียน ว่าข้อเสนอของท่านหลายเรื่องอาจจะมีหน่วยงานเขาทําอยู่แล้วคือ ก.พ. ก.พ.ร. เขาน่าจะ ปรึกษาหารือกันและเสนอข้อเสนอที่คมคายที่เขาจะสามารถนําไปปฏิบัติได้อย่างแท้จริง ขอบพระคุณครับ