ประพล ศิริปรีชา หารือร่างแก้ไข พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน โดยเน้นการปรับปรุงหลักเกณฑ์การแต่งตั้ง เลื่อนตำแหน่ง และการย้ายให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรม พร้อมเสนอให้มีคณะกรรมการคัดเลือกที่เป็นกลาง ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมพิจารณาในตำแหน่งบริหารสูง และกำหนดให้การแทรกแซงหรือก้าวก่ายการแต่งตั้งข้าราชการถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงหรือผิดจริยธรรม ทั้งต่อข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง เพื่อคุ้มครองหลักคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลอย่างเข้มแข็ง
ขอบคุณ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างสูง และท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายประพล ศิริปรีชา ในฐานะคณะทํางานพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลภาครัฐ และคณะทํางานปรับปรุง รวมระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพและพัฒนาบุคลากร ภาครัฐ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ขออนุญาตตอบท่านประธานครับ เพื่อจะชี้แจงการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ดังต่อไปนี้ครับ
สําหรับสาระในการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ฉบับนี้นะครับ มีสาระที่สําคัญที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้นะครับ
ประการที่ ๑ กําหนดให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกเพื่อพิจารณา กลั่นกรอง การย้าย การโอน หรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญไปดํารงตําแหน่ง ข้าราชการพลเรือนสามัญในหรือต่างกระทรวง หรือกรมแล้วแต่กรณี โดยผู้มีอํานาจสั่งบรรจุ และแต่งตั้งตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน คณะกรรมการจะต้องมี ความเป็นกลาง คําว่า ความเป็นกลาง มีการบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มีหลักเกณฑ์ที่วัดความเหมาะสมได้ และมีวิธีการที่ประกัน ความโปร่งใสสําหรับตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวให้เป็นไปตาม ที่กําหนดในกฎ ก.พ. นอกจากนี้ยังกําหนดให้ส่วนราชการที่จะพิจารณาโอนหรือเลื่อนข้าราชการ พลเรือนสามัญแจ้งหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ. กําหนดให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้ทราบ โดยทั่วไปก่อนการดําเนินการอีกด้วย อันนี้อยู่ในร่างมาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๓ ครับ
ประการต่อไปครับ กําหนดให้การเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดํารง ตําแหน่งในระดับที่สูงขึ้นในตําแหน่งประเภทอํานวยการและประเภทบริหาร ไม่ว่าจะเป็น การเลื่อนในสายงานตําแหน่งเดียวกันหรือต่างสายงาน หรือสายงานวิชาการก็ตามต้องดําเนินการ โดยทางการคัดเลือกที่เป็นกลาง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ปลัดกระทรวง หรืออธิบดี แล้วแต่กรณีแต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือนสามัญในกรมหรือกระทรวงในสังกัด ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ. กําหนด ส่วนในกรณีการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดํารงตําแหน่งประเภทบริหารก็คือระดับตั้งแต่อธิบดีขึ้นไปจนถึงปลัดกระทรวง จะต้องมี ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับงานในหน้าที่หลักของส่วนราชการนั้นอย่างน้อย ๑ คนร่วมดําเนินการด้วย ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ. กําหนด เพราะถือว่าเป็น ตําแหน่งบริหารที่สําคัญนะครับอันนี้ จึงควรต้องรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับงานของส่วนราชการนั้น จึงจะทําให้ได้บุคคลมาปฏิบัติงานตามความประสงค์ของส่วนราชการนั้นได้เป็นอย่างดีนะครับ อันนี้จะอยู่ในร่างมาตรา ๔ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๓/๑
หลักการในข้อที่ ๓ ต่อไปนะครับก็คือจะมีการกําหนดให้คณะกรรมการ คัดเลือกต้องจัดให้มีการบันทึกรายงานการประชุม แสดงเหตุผลในการใช้ดุลยพินิจ ในการพิจารณาเกี่ยวกับการย้าย การโอน หรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญแล้วแต่กรณี ของตนไว้ชัดแจ้ง นอกจากนี้ผู้มีอํานาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งตามมาตรา ๕๗ จะต้องระบุเหตุผล ดังกล่าวไว้ในคําสั่งย้ายโอนและเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญด้วย อันนี้จะอยู่ในร่างมาตรา ๔ เพิ่มเติมมาตรา ๖๓/๒ อันนี้เป็นหลักการใหม่นะครับ ซึ่งเป็นการใช้ดุลยพินิจในการย้าย การเลื่อนจะต้องมีการบันทึกเหตุผลไว้เป็นหลักฐานเพื่อในการตรวจสอบที่โปร่งใสด้วยครับ
ประการที่ ๔ กําหนดให้มีผู้มีอํานาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งตามมาตรา ๕๗ และ ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องป้องกันหรือกระทําการใด ๆ ไม่ให้ถูกก้าวก่ายหรือแทรกแซง การปฏิบัติหน้าที่หรือกระบวนการแต่งตั้งโดยมิชอบ หากผู้กระทําการก้าวก่ายหรือแทรกแซง การปฏิบัติหน้าที่หรือกระบวนการแต่งตั้งโดยมิชอบเป็นข้าราชการให้ถือว่าเป็นความผิดวินัย อย่างร้ายแรง และถ้าผู้ฝ่าฝืนเป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองให้ถือว่าเป็นความผิดจริยธรรม อย่างร้ายแรงเช่นกัน นอกจากนี้ครับหากผู้มีอํานาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งตามที่กฎหมาย บัญญัติหรือผู้บังคับบัญชาของข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดทราบหรือควรทราบว่าถูกก้าวก่าย หรือแทรกแซงในการปฏิบัติหน้าที่แต่ละเลยต่อหน้าที่ไม่ป้องกันหรือระงับ หรือยับยั้ง จนทําให้ การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญเป็นไปตามการก้าวก่ายหรือแทรกแซงจากบุคคลใด ๆ ให้ถือว่าผู้มีอํานาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งหรือผู้บังคับบัญชาคนนั้นให้การสนับสนุนกับ บุคคลที่เข้ามาใช้อํานาจก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทําให้เสีย ความเป็นธรรมในการแต่งตั้งเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และถ้าผู้ฝ่าฝืนเป็นผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองให้ถือว่าเป็นความผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันนี้เป็นการบัญญัติที่สอดคล้องกับ มาตรา ๗๖ ของร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการประชามติแล้วก็มาตรา ๑๕๙ มาตรา ๑๖๐ อันนี้ เป็นเรื่องของจริยธรรม มาตรา ๑๘๕ ซึ่งกําหนดห้ามไม่ให้ ส.ส. หรือ ส.ว. ก้าวก่าย การแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่นะครับ แล้วก็มาตรา ๑๘๖ วรรคสอง ก็เป็นเรื่อง การแทรกแซง มาตรา ๒๑๙ ซึ่งบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเรื่องของ การกําหนดมาตรฐานจริยธรรมใช้บังคับต่อ ส.ส. ส.ว. และ ครม. ด้วย อันนี้จะอยู่ใน ร่างมาตรา ๔ เพิ่มเติมในมาตรา ๖๓/๓ ครับ
๕. กําหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ปลัดกระทรวง หรือ อธิบดีแล้วแต่กรณีที่จะต้องดูแลรับผิดชอบให้การดําเนินการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ เป็นไปตามระบบคุณธรรม หากปรากฏว่ามีการละเลยต่อหน้าที่ดังกล่าวจึงส่งผลให้การปฏิบัติ หน้าที่ของข้าราชการไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพให้ถือว่าเป็นความผิดวินัย อย่างร้ายแรง และถ้าผู้ฝ่าฝืนเป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองให้ถือว่าเป็นความผิดจริยธรรม อย่างร้ายแรง เพราะเจตนาของการกําหนดหลักการนี้ก็คือว่าต้องการจะให้ผู้บังคับบัญชาเขามา ดูแลในการแต่งตั้งอย่างใกล้ชิดไม่ให้มีปัญหา เพราะถ้าหากมีปัญหาจะทําให้กระทบต่อ การปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ เพราะฉะนั้นจึงบัญญัติว่าให้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ถ้าละเลย อันนี้อยู่ในร่างมาตรา ๔ เพิ่มเติมมาตรา ๖๓/๔
ข้อ ๖ กําหนดให้รัฐมนตรีต้องกําหนดให้เป็นนโยบายในเรื่องการบริหารงาน บุคคลของส่วนราชการ โดยให้หัวหน้าส่วนราชการทุกระดับมีหน้าที่จะต้องส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจในด้านคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อให้ผู้มีอํานาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งตามมาตรา ๕๗ ยึดถือและนําหลักการของระบบคุณธรรมตามมาตรา ๔๒ มาใช้เป็นหลักในการบรรจุ ย้าย เลื่อน โอนข้าราชการพลเรือนสามัญ และเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญ ทั้งนี้เพื่อเป็นการ ป้องกัน หลักการนี้เป็นการป้องกันแก้ไขในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมของผู้บังคับบัญชา ตั้งแต่แรกก่อนที่จะมีการดําเนินการแต่งตั้ง และให้นําหลักการที่ว่านี้มาปฏิบัติใน การพิจารณาแต่งตั้งเพื่อให้เป็นไปตามระบบคุณธรรมให้ได้คนดี มีความรู้ความสามารถ มาปฏิบัติหน้าที่อย่างแท้จริงอันนี้ครับ
ข้อ ๗ กําหนดให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ประเมินผลการปฏิบัติงานและความ ประพฤติตามประมวลจริยธรรมของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาแต่งตั้ง และเลื่อนเงินเดือน ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ. กําหนด หลักการอันนี้ถือว่าเป็น เรื่องสําคัญเพราะเดิมเราจะพิจารณาแต่เฉพาะในเรื่องของความรู้ความสามารถ แต่ต่อไปนี้ จะต้องนําเรื่องของความประพฤติ เรื่องของประมวลจริยธรรมนี้มาประกอบการพิจารณา อันนี้จะอยู่ในร่างมาตรา ๕ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗๖ วรรคหนึ่งครับ
หลักการต่อไปข้อ ๘ ครับ กําหนดให้เพื่อประโยชน์ในการประเมินผลงานของ ข้าราชการพลเรือนสามัญตามมาตรา ๗๖ ผู้มีอํานาจหน้าที่ของแต่ละส่วนราชการ ที่รับผิดชอบเกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของส่วนราชการนั้น จัดให้มีระบบการบันทึก ข้อมูลซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติหน้าที่ทั้งด้านผลงานและความประพฤติของข้าราชการ พลเรือนสามัญ โดยข้อมูลดังกล่าวจะต้องเป็นปัจจุบันและทันสมัยไว้สําหรับใช้ประกอบการ พิจารณาประเมินผลงานเพื่อแต่งตั้งและเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือนสามัญไว้เป็นการเฉพาะ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ. กําหนด เพราะปัจจุบันนี้จะมีปัญหา ในเรื่องของเกี่ยวกับข้อมูลที่ใช้ในการพิจารณาซึ่งไม่ค่อยจะเป็นปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการที่ กําหนดหลักเกณฑ์อันนี้ก็เพื่อให้มีข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่สําคัญเกี่ยวกับผลงานและ ความประพฤติของข้าราชการประกอบการพิจารณา
หลักการข้อต่อไปครับ กําหนดให้การกระทําการก้าวก่ายหรือแทรกแซง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญทําให้เสียความเป็นธรรม ตามมาตรา ๖๓/๓ วรรคสอง และ การละเลยไม่ป้องกันหรือระงับหรือยับยั้งการก้าวก่ายหรือการแทรกแซงการแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญทําให้เสียความเป็นธรรม ตามมาตรา ๖๓/๓ วรรคสาม เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง อันนี้กําหนดให้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ก็จําเป็น จะต้องไปเพิ่มเติมหมวดว่าด้วยวินัย จะอยู่ในร่างมาตรา ๗ เพิ่มเติมมาตรา ๘๕ (๙) และ (๑๐) ครับ
หลักการสุดท้ายก็คือว่าในระหว่างที่ ก.พ. ยังไม่ได้กําหนดหลักเกณฑ์และ วิธีการย้าย โอน หรือเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญ หากส่วนราชการใดอยู่ระหว่าง การดําเนินการย้าย โอน หรือเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญตามพระราชบัญญัตินี้ ก็ให้ส่วนราชการนั้นถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ. กําหนดไว้เดิมต่อไป อันนี้อยู่ใน ร่างมาตรา ๘ สําหรับในส่วนของมาตรการนี้ ก็ขออนุญาตประธานมอบให้ท่านศานิตย์ นาคสุขศรี ช่วยเป็นผู้เสนอต่อครับ