ศานิตย์ ชี้ปัญหาการเมืองแทรกแต่งตั้ง หนุนปฏิรูประบบราชการ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๗ · ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

ศานิตย์ นาคสุขศรี นำเสนอรายงานการปฏิรูประบบการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการขจัดการแทรกแซงทางการเมืองและยึดมั่นหลักคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และประสิทธิภาพ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบราชการและส่งเสริมธรรมาภิบาลตามรัฐธรรมนูญ พร้อมเสนอขยายกรอบการปฏิรูปไปทุกข่ายการบริหารงานบุคคล เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและผลักดันการแก้ไขกฎหมายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายศานิตย์ นาคสุขศรี กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างสูง และท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน กระผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะกรรมาธิการ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ขอนําเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการเรื่องการปฏิรูประบบ การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ และการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมแก่ข้าราชการ เพื่อทางสภาได้โปรดให้ความเห็นชอบและขอเสนอแนะต่อไปในวันนี้ครับ ก่อนอื่นผมใคร่ขอ กราบเรียนต่อท่านสมาชิกสภาทั้งหลายในเบื้องต้นเพื่อยืนยันว่าในการบริหารราชการแผ่นดินของ ประเทศเรานั้นเรื่องคนหรือข้าราชการนับได้ว่าเป็นองค์ประกอบหลักที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง ทั้งโดยหลักวิชาการบริหารและความเป็นจริงที่มีมายาวนาน และในบรรดาข้าราชการ ที่ขับเคลื่อนกลไกของรัฐนับว่าข้าราชการพลเรือนเป็นบุคลากรหลักของบรรดาข้าราชการ ทั้งหลายในฝ่ายบริหาร การได้มาซึ่งข้าราชการที่ดีมีความเหมาะสมกับตําแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง จึงมีความสําคัญทั้งต่องานของราชการและประชาชนส่วนรวมของประเทศทั้งทางตรงและ ทางอ้อม รายงานที่นําเสนอในวันนี้จะมีความเชื่อมโยงกันในมิติต่าง ๆ เช่นรายงานเรื่อง การกําหนดมาตรฐานทางจริยธรรมและบังคับใช้ในกระบวนการบริหารงานของรัฐที่ผ่าน ความเห็นชอบของสภาไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อให้กระบวนการบริหารงานบุคคล ของราชการอาศัยหลักคุณธรรมที่สมบูรณ์และได้คนดีมาปกครองดูแลบ้านเมืองดัง พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ให้ไว้และได้รับทราบกันโดยทั่วไปแล้วนั้น ในกระบวนการบริหารงานบุคคลโดยเฉพาะการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการหลายประเภทที่ผ่านมา ทุกท่านคงได้ยินข่าวในการปฏิบัติโดยไม่ยึดระเบียบกฎหมายและระบบคุณธรรมอย่างจริงจัง อยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง จนเกิดการร้องเรียนต่อองค์กร พิทักษ์ระบบคุณธรรมและศาลปกครองเพิ่มขึ้นตลอดเวลา จนส่งผลให้ทุกฝ่ายขาดความเชื่อมั่น ราชการ ได้ข้าราชการที่ไม่ดีที่สุดมาปฏิบัติราชการ ซึ่งกว่าจะแก้ไขได้ก็จะเกิดผลกระทบ โดยรวมแล้ว และกระทบต่อข้าราชการที่ดีทําให้ไม่มีความก้าวหน้าต่อหน้าที่ราชการ กว่าจะ ได้รับการเยียวยาต่างเกษียณอายุราชการไปแล้วแทบทั้งสิ้น รายงานฉบับนี้ปรากฏตาม เอกสารมี ๒ ส่วน คือส่วนแรกเป็นรายงานการศึกษาตามหัวข้อของสภาที่กําหนดไว้ รวมทั้ง หลักคิดที่เกี่ยวข้องและประเด็นการปฏิรูป และส่วนที่ ๒ เป็นประเด็นการแก้ไข กฎหมายรวมทั้งการยกร่างและเปรียบเทียบสาระการแก้ไขตามตารางซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจาก ข้อเสนอในการปฏิรูปในช่วงแรก

หลักการและเหตุผลจากภาพรวมที่กระผมยกตัวอย่างมาจึงเป็นสาเหตุ แห่งปัญหา เป็นมูลเหตุในการศึกษารายงานเรื่องนี้ ซึ่งจริง ๆ ขอสรุปเฉพาะประเด็นสําคัญรวม ๓ ประการ

ประการแรกเป็นรายงานที่สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ผ่านประชามติแล้วตามมาตรา ๗๖ วรรคสอง ที่บัญญัติไว้ว่ารัฐพึงดําเนินการให้มี กฎหมายว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม โดยกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใดใช้อํานาจหรือกระทําการโดยมิชอบ ที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่หรือกระบวนการแต่งตั้งหรือ การพิจารณาความดีความชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และมาตรา ๒๕๘ ข ด้านบริหารราชการ แผ่นดินได้บัญญัติไว้ใน (๔) ให้มีการปรับปรุงและพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคลภาครัฐ เพื่อจูงใจให้ผู้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงเข้ามาทํางานในหน่วยงานของรัฐและ สามารถเจริญก้าวหน้าได้ตามความสามารถและผลสัมฤทธิ์ของงานของแต่ละบุคคล มีความซื่อสัตย์สุจริต กล้าตัดสินใจและกระทําในสิ่งที่ถูกต้อง โดยคิดถึงประโยชน์ของส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนตัว มีความคิดสร้างสรรค์และคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อให้การปฏิบัติ ราชการและการบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีมาตรการคุ้มครอง และป้องกันบุคลากรภาครัฐจากการใช้อํานาจโดยไม่เป็นธรรมของผู้บังคับบัญชา ในส่วนนี้ขอกราบเรียนทุกท่านว่าแม้รายงานนี้อาจจะไม่ครอบคลุมตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งหมด โดยเฉพาะประเด็นเฉพาะเกี่ยวกับข้าราชการพลเรือน แต่ผมคิดว่าการนําหลักการนี้นํามาใช้ กับข้าราชการพลเรือนสามัญย่อมจะสามารถขยายไปยังระบบของข้าราชการอื่น ๆ ทั้งหมด ได้ทั้งระบบโดยไม่ยากเย็น เนื่องจากที่ผ่านมาข้าราชการประเภทอื่น ๆ ต่างก็ยึดตาม หลักเกณฑ์ของข้าราชการพลเรือนสามัญ ซึ่งสํานักงาน ก.พ. เป็นหน่วยหลักอยู่แล้ว และ นํามาเป็นแนวทางในการปฏิบัติเช่นเดียวกัน

ประการที่ ๒ นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันได้กําหนดนโยบายเรื่อง การบริหารงานบุคคลภาครัฐไว้สอดคล้องต้องกัน ซึ่งผมคิดว่าข้อเสนอเรื่องนี้จะมีส่วนสําคัญ และผลักดันให้ทางรัฐบาลได้มีการดําเนินการให้เป็นรูปธรรมสอดคล้องกัน

ประการที่ ๓ เป็นผลงานการศึกษาที่เป็นข้อเสนอแนะของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ของคณะกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งระบุไว้ในประเด็นการปฏิรูปว่า ฝ่ายการเมืองแทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง รวมทั้งระบบและกระบวนการทํางานของ ข้าราชการไทยด้อยประสิทธิภาพและผลงานยังไม่ได้มาตรฐานสากล เมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ สิ้นสุดลงและกําหนดให้ทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ ทาง สปท. เราจึงได้สานต่อ จึงเสนอรายงานฉบับนี้เพื่อจะได้ดําเนินการให้รัฐบาลได้ดําเนินการ ต่อไป โดยกําหนดไว้อย่างชัดเจน ในการแสวงหาปัญหาและข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา อย่างเป็นระบบ ผมขอกราบเรียนว่าทางคณะกรรมาธิการได้ดําเนินการระดมความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากผู้เกี่ยวข้องอย่างหลากหลาย หลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางคณะกรรมาธิการได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทํางาน ซึ่งประกอบไปด้วย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ในการบริหารงานระดับสูง ของภาครัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงทั้งประสบการณ์โดยตรงและทางอ้อม เราได้หน่วยงาน ที่รับผิดชอบโดยตรงมาเป็นอนุกรรมาธิการและคณะทํางาน คือ ผู้แทนจากสํานักงาน ก.พ. และ จากสํานักงาน ก.พ.ร. รวมทั้งอาจารย์จากสถาบันมหาวิทยาลัยคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งนําเอาองค์ความรู้ต่าง ๆ มาสู่การปฏิบัตินะครับได้หล่อหลอมกัน จนเกิดประสิทธิภาพ นอกจากนี้ทางอนุกรรมาธิการโดยกรรมาธิการยังได้มีการจัดโครงการ สัมมนาเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการแต่งตั้งข้าราชการเพื่อรับทราบปัญหาและ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับระบบการแต่งตั้ง โยกย้าย และเลื่อนตําแหน่งข้าราชการ จากข้าราชการ สังกัดกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ รวมทั้งสํานักงานตํารวจแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐซึ่งรับผิดชอบด้านงานบริหารงานบุคคลของส่วนราชการในระดับของ ผู้อํานวยการกองระดับสูงหรือระดับพันตํารวจเอกขึ้นไป ข้อ ๒ เราได้รวบรวมข้อมูลจาก การสอบถามผู้แทนกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ทั้งสิ้นซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงถึงจํานวน ๔๐ หน่วยงาน ข้อ ๓ การรวบรวมความคิดเห็นและข้อมูลระบบการแต่งตั้งข้าราชการซึ่งเป็น ปัญหาจากสํานักงาน ก.พ. และผลการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐด้านการแต่งตั้งข้าราชการ จากตุลาการศาลปกครอง ข้อ ๔ การศึกษาสภาพปัญหาจากกฎหมาย ระเบียบและหนังสือ สั่งการเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการ ในเรื่องของประเด็นการปฏิรูปเมื่อได้ผลจากการระดม ความเห็นข้อเสนอแนะดังกล่าวแล้วจึงสามารถสรุปปัญหาการแต่งตั้งข้าราชการออกได้ ๔ ประการดังนี้

ประการแรก เกิดจากหลักเกณฑ์วิธีการที่ใช้ในการแต่งตั้งซึ่งมีทั้งหมด ๓ ประเด็น

ประการที่ ๒ การนําหลักเกณฑ์วิธีการไปใช้มี ๔ ประเด็น

ประการที่ ๓ การใช้ดุลยพินิจของผู้มีอํานาจมี ๔ ประเด็น และ

ประการที่ ๔ การแทรกแซงจากภายนอกมี ๔ ประเด็น

สําหรับในเรื่องแนวความคิดที่เอามาใช้ในการนี้ผมขอกราบเรียนว่า การรายงานฉบับนี้มีขอบเขตการศึกษาและข้อเสนอแนะเฉพาะข้าราชการพลเรือน กลุ่มวิชาการ อํานวยการ และบริหาร ซึ่งประกอบไปด้วยระดับชํานาญการ ชํานาญการพิเศษ อํานวยการต้น อํานวยการสูง บริหารต้น และบริหารสูง ว่าการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการระบบดังกล่าวไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรมอย่างไร สําหรับแนวคิดในเรื่องของ ระบบคุณธรรมนั้นประกอบไปด้วยหลักสําคัญ ๔ ประการ คือ ๑. หลักสมรรถนะหรือ ความสามารถ ๒. หลักความเสมอภาคในโอกาส ๓. หลักความมั่นคงในอาชีพการงาน และ ๔. หลักความเป็นกลางทางการเมือง

ผมขอกราบเรียนว่าผลของการศึกษาจึงได้ข้อเสนอแนะที่จะนําไปสู่การปฏิรูป ในการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ซึ่งสามารถใช้เป็นต้นแบบสําหรับข้าราชการประเภท อื่นได้ โดยแยกในเรื่องของข้อเสนอในประเด็นการปฏิรูปมี ๒ ประเด็น คือ ๑. แก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือน ๒. ข้อเสนอมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาการแต่งตั้งรวม ๙ ข้อ ในโอกาสนี้ผมขออนุญาตท่านประธานที่เคารพ ได้ขออนุญาตมอบหมายให้คุณประพล ศิริปรีชา ซึ่งเป็นคณะทํางานนําเสนอในการแก้ไขกฎหมายต่อไป ขออนุญาตท่านประธานครับ