อลงกรณ์ พลบุตร หารือการปฏิรูประบบราชการ โดยเสนอให้พิจารณาแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ควบคู่กับการปรับโครงสร้างกระทรวง กรม และการบริหารกำลังคน เพื่อสอดคล้องกับการปฏิรูปงบประมาณและภารกิจรัฐ พร้อมเน้นการปฏิรูปค่าตอบแทนภาครัฐให้สอดคล้องกับภาคเอกชน และผลักดันการจัดทำยุทธศาสตร์และกฎหมายเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปอย่างเป็นขั้นตอน ก่อนนำข้อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อลงมติรับรองรายงานการปฏิรูประบบค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ภาครัฐ และประกาศดำเนินการต่อในวาระการปฏิรูปการแต่งตั้งข้าราชการและการส่งเสริมคุณธรรม โดยอ้างอิงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นแนวทางในการพิจารณาต่อไป
เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่องการปฏิรูประบบค่าตอบแทนและ สิทธิประโยชน์ภาครัฐแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมผมจะขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เราจะขอเวลาสักเล็กน้อยให้สมาชิกที่ประชุมอยู่ใน ๓ อาคารของรัฐสภา ในกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ได้ทยอยเดินทางเข้ามา ในระหว่างนี้ฝากถึงท่านประธานและ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินนะครับ มีประเด็น ที่สําคัญมากในเรื่องความสอดคล้องระหว่างยุทธศาสตร์ชาติแล้วก็เรื่องของแผนและขั้นตอน การปฏิรูปประเทศ ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอรายงานวันนี้ ผมคิดว่าหากเป็นไปได้ อยากจะให้ท่านได้ศึกษาเสนอเป็นรายงาน ๒๐ ปีของการบริหารกําลังคนภาครัฐ คิดว่า ถ้าเป็นการพิจารณาควบคู่ไปกับเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างระบบการปฏิรูปงบ การปฏิรูปงาน และอํานาจหน้าที่ เรามีกระทรวงอยู่ ๒๐ กระทรวงเอาเป็นตัวตั้ง อีก ๒๐ ปีอาจจะเหลือแค่ ๑๐ กระทรวง กรมก็ลดลงมา กําลังคนก็ลดลงมา ตัวค่าใช้จ่ายงบประมาณก็สามารถเพิ่ม เป็นเงินเดือนได้ ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนปฏิรูประยะยาว ๒๐ ปี แบ่งเป็น ๕ ปี ๕ ปี ๕ ปี ๕ ปีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ผมคิดว่าต้องเปรียบเทียบกับค่าตอบแทนภาคเอกชน อย่าเปรียบเทียบกันเอง เพราะว่าประสิทธิภาพเป็นเรื่องสําคัญที่สุด การตอบแทนนั่นหมายถึงว่า ภาครัฐก็ต้องแข็งแรงเข้มแข็งเก่งด้วย บทบาทภาครัฐต่อไปคงจะเปลี่ยนบทบาทไปสู่ การเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) การเป็นอิมพลีเมนเตอร์ (Implementer) ก็ไปสู่งาน เอาต์ซอร์ซ (Outsource) มากขึ้น ดังนั้นผมคิดว่าขนาดภาครัฐที่เราพูดถึงระบบดาวน์ไซซิง (Downsizing) ก็จะต้องวางอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่ตอนนี้มันไม่เป็นขั้นเป็นตอน ไม่มีใครทํา ก็คิดว่าถ้าท่านประธานซึ่งได้เสนอรายงานมาอย่างครอบคลุมแล้วก็ทําข้อสังเกตเสนอเรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติด้วย เรื่องกฎหมายแผนขั้นตอนการปฏิรูปอยู่แล้ว เอาตรงนี้ไปจับ เราจะ เห็นภาพทั้งหมดเลย ไม่อย่างนั้นก็อย่างที่ท่านว่า เดี๋ยวนี้กรรมการบริหารงานบุคคล ภาครัฐมี ๑๘ ชุด ๑๙ ชุด แล้วก็ไม่มีชุดกลาง ชุดกลางก็ขาดอํานาจหน้าที่ ดังนั้นก็ฝากเรื่องนี้ เราจะได้เห็นขั้นตอนของการเดินหน้าประเทศครับ ท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วน แล้วหรือยังครับ ถ้าใช้สิทธิครบถ้วนแล้วก็ขอแสดงผลมาครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๔๓ ท่าน
เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นชอบกับรายงานเรื่องการปฏิรูประบบค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ภาครัฐหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้ามีก็ขอเชิญใช้สิทธิ ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยครับ ผลของการลงคะแนนเสียง จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๔๗ ท่าน เห็นด้วย ๑๓๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓ ท่าน งดออกเสียง ๕ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องการปฏิรูประบบค่าตอบแทนและ สิทธิประโยชน์ภาครัฐแล้วนะครับ จบการพิจารณารายงานเรื่องการปฏิรูประบบค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์ภาครัฐ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณารายงานเรื่องที่ ๒ การปฏิรูประบบการแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ และการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมแก่ข้าราชการ และ ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ยังไม่เพียงพอ จะต้องอาศัยความรู้รอบตัวและหลักศีลธรรมประกอบด้วย ขีดเส้นใต้นะครับ หลักศีลธรรมประกอบด้วย ผู้ที่มีความรู้ดีแต่ขาดความยั้งคิด นําความรู้ไปใช้ในทางมิชอบ ก็เท่ากับเป็นบุคคลที่เป็นภัยแก่สังคมของมนุษย์” ฉะนั้นขออนุญาตนําพระราชดํารัส ของพระองค์ท่าน ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาเป็นสิริมงคล ในวันนี้ สําหรับรายงานที่จะนําเสนอท่านประธานขออนุญาตให้ท่านศานิตย์ นาคสุขศรี แล้วก็ท่านประพล ๒ ท่าน ตามที่ท่านประธานได้กล่าวถึงเป็นผู้นําเสนอครับ ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่านศานิตย์ นาคสุขศรี เลขานุการกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว อดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ ขอเชิญครับ