เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือประเด็นบทบาทและคุณสมบัติของคณะกรรมการการเลือกตั้งในหลายมิติ ทั้งการจัดการเลือกตั้ง การแต่งตั้งกรรมการเขต และความเป็นกลางทางการเมือง โดยเสนอให้พิจารณาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในการรักษาความเป็นธรรมของระบอบประชาธิปไตย พร้อมเสนอแนวทางปรับบทบัญญัติเรื่องการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้อยู่ในกฎหมายที่เหมาะสม และให้พิจารณาสถานะของ กกต. ชุดปัจจุบันภายใต้บทเฉพาะกาลโดยคำนึงถึงความสมัครสมานสามัคคีและเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณที่ท่านประธานให้โอกาสในการอภิปรายเสนอความเห็น ในเรื่องที่คณะกรรมาธิการด้านการเมืองได้เสนอ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง เป็นหัวใจของการจัดการเลือกตั้งซึ่งเป็นพื้นฐานที่สําคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่พวกเราใฝ่หา ได้ฟังเพื่อน ๆ สมาชิก ๘ ท่านอภิปรายก็ได้รับฟังข้อสังเกตต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ผมก็คงจะพูดเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นความเห็นของผมเอง ซึ่งถึงแม้จะไม่ค่อยลงเลือกตั้ง แบบหลาย ๆ ท่านที่นั่งอยู่ข้างบนนั้น ซึ่งผมเคารพในความเป็นผู้มีประสบการณ์ ในด้านการเมือง ในด้านการเลือกตั้งของหลาย ๆ ท่านที่เป็นผู้ดําเนินการจัดทําเรื่อง ในการปฏิรูปทางด้านคณะกรรมการการเลือกตั้งในครั้งนี้ แต่ในระยะเวลาประมาณ ๑ ปี ที่ได้เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้มีโอกาสที่จะศึกษาเรื่องคณะกรรมการการเลือกตั้ง พอสมควรและเป็นเรื่องที่มีความสําคัญเรื่องหนึ่งที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในครั้งที่แล้วนั้นได้ให้ความสําคัญ ที่จริงเราก็ได้พิจารณาว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้ดําเนินการในการเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ควบคุมการเลือกตั้ง แล้วให้มี คณะกรรมการขึ้นมาจัดการเลือกตั้งบนพื้นฐานของความเป็นธรรมที่ว่าเรกูเลเตอร์ (Regulator) ก็ควรจะทําหน้าที่ในการควบคุมในการสืบสวนสอบสวนให้กระบวนการนั้น เกิดความเป็นธรรมหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ แต่โอเปอเรเตอร์ (Operator) คือผู้ปฏิบัติ ก็น่าจะเป็นอีกหน่วยงานหนึ่ง อย่างที่เยอรมันเขาก็มีประธาน กกต. อยู่เพียงแค่ผมเข้าใจว่า คนเดียวในกรรมการเขา เขาก็สั่งการให้มีการจัดการเลือกตั้งผ่านหน่วยงานที่จะรู้หน้าที่ของตัวเองอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี ในข้อเสนอของกรรมาธิการในคณะนี้อย่างในประเด็นที่ว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดหรือดําเนินการให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็การเลือกตั้งอื่น ๆ นั้น ประเด็นของผมไม่ได้ขัดแย้งว่าไม่เห็นด้วย แต่ประเด็นของผม เป็นห่วงเรื่องของการขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะในรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๒๔ (๑) ก็เขียน ไว้ว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่และอํานาจในการจัดหรือดําเนินการ ให้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็การเลือกสมาชิกวุฒิสภาและอื่น ๆ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าถ้าเราจะไปเติมว่าให้หน่วยงานอื่นเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง อีกอย่างหนึ่ง การที่จะตีความหรือการที่จะอ่านรัฐธรรมนูญสิ่งที่สําคัญคือต้องดูความรู้สึกนึกคิด ดูจิตวิญญาณของคนร่าง ซึ่งเรามาแปลให้อ่านได้เราเรียกว่าเจตนารมณ์ ตอนผมยกร่างรัฐธรรมนูญ เราเขียนเจตนารมณ์ออกมาหนากว่าตัวรัฐธรรมนูญเองตั้ง ๗-๘ เท่า ผมยังไม่เห็นเจตนารมณ์ ของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ แต่เชื่อว่าก็คงจะมีบ้าง อย่างน้อยก็บันทึกการประชุม อย่างน้อยก็การแลกเปลี่ยนอภิปรายของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเอง ถ้ากรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในเรื่องนี้แล้วเห็นว่าการจัดการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของ กกต. เราจะไปร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้ขัดต่อเจตนารมณ์นั้นก็จะไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมก็คงจะพูดเพียงแค่นี้ว่าจะได้หรือไม่ได้ต้องศึกษาลึกลงไปถึง เจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ มาพูดถึงประเด็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจําจังหวัด ผมก็มีข้อสังเกตอยู่เล็กน้อย
ประเด็นแรกในเรื่องที่มาจากนอกภูมิลําเนา ก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับท่าน ที่อภิปรายบางท่าน เพราะว่าถ้าไม่รู้จักใครเลยมันยากมาก เพราะอํานาจหน้าที่ของ กกต. ประจําจังหวัดที่สําคัญ ๓ ประการคือการจัดการเลือกตั้ง การจัดการลงประชามติ ๒. แต่งตั้งคณะกรรมการประจําเขตเลือกตั้ง ถ้าการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งมี ๓๕๐ คน ตามรัฐธรรมนูญใหม่ก็จะมี ๓๕๐ เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ กรรมการแต่ละเขต ๔-๕ คนนั้น ก็ตั้งโดยข้อเสนอของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดแล้วก็ กกต. ใหญ่เป็นผู้ลงนาม แล้วก็รวมถึงการที่จะเสนอแนะในการแบ่งพื้นที่ว่าควรจะแบ่งพื้นที่จังหวัดออกอย่างไร ถ้าจังหวัดนี้มี ๕ เขต ๓ เขตต่าง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ถ้าเอาคนนอกมาทําผมคิดว่า คงไม่ง่ายนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของ กกต. ประจําจังหวัดคือเขียนคุณสมบัติ ว่าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เขียนแค่นี้ยังไม่พอ คือไม่เป็นลักษณะต้องห้ามของการเป็น สมาชิกพรรคการเมือง แต่ถ้า พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง ปี ๒๕๕๐ เขาจะเขียนไว้ชัดเจนกว่านี้ คือ ๑. ไม่เป็นหรือไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่เป็นหรือไม่เคยเป็นกรรมการหรือตําแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมือง ๕ ปีที่ผ่านมาก่อนดํารงตําแหน่ง ๕ ปีเลย เพราะฉะนั้นคนที่เคยเป็นสมาชิกพรรคนี้ใน ๕ ปีที่ผ่านมาไม่สามารถจะเป็น กกต. ประจําจังหวัดได้ อันนี้ทําให้ท่านเห็นชัดเจนขึ้นว่าก็จะมีคุณสมบัติที่ห่างจาก พรรคการเมืองเพิ่มมากขึ้น ท่านก็ไม่ควรจะตัดออกในความหมายนั้น
มาในประเด็นถัดไป นาฬิกาวิ่งเร็วมาก ผมพูดนิดเดียวหมดไปเกือบ ๗ นาทีแล้ว ท่านวันชัยคิดอย่างผมหรือเปล่าไม่ทราบ ท่านมองอะไร ต่อไปท่านเขียนไว้ในเรื่องที่ ๓ บทกําหนดโทษ และท่านเขียนบอกบทลงโทษในทางการเมืองและท่านก็บอกว่า ๑.๑ ๑.๒ ๑.๓ ๑.๔ และท่านก็บอกให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ๕ ปี ๑๐ ปี ถ้ากระทําความผิดเกี่ยวกับ การทุจริตการเลือกตั้ง ๑.๓ ให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งตลอดชีพเมื่อมีการกระทําผิด ขั้นรุนแรง ข้อสังเกตของผมคือเรื่องนี้มีครับ แต่มันอยู่ในพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่ง ส.ว. ซึ่งปี ๒๕๕๐ นั้นเป็นฉบับเดียวกัน ปีใหม่นี้ ตามร่างรัฐธรรมนูญที่จะประกาศใช้นี้จะแยกเป็น ๒ ฉบับ เพราะฉะนั้นบทกําหนดโทษอันนี้ไม่ได้มาอยู่ใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. เด็ดขาดไม่อยู่แน่นอน มันจะต้องไปอยู่ในเรื่องของการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ก็จึงขออนุญาตให้ย้ายไปอยู่ตรงนั้นเสีย ไปอยู่ในหมวด ๓ เหมือนกัน ในกฎหมายที่ใช้อยู่ ในปัจจุบันคือประกอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ส่วนจะ ๓ ปี ๕ ปี ๑๐ ปี ผมไม่ว่าอะไร
แล้วก็ประเด็นหลักสุดท้ายนะครับ จากประเด็นหลักอาจจะมีประเด็นย่อย ๆ อยู่ เมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศใช้บังคับแล้ว อันนี้คือบทเฉพาะกาล ซึ่งขออนุญาตเอ่ยนามเพื่อนรักของผมคือท่านคํานูณ สิทธิสมาน ได้อภิปรายยาวมาก ยาวจนจับประเด็นไม่ได้ว่าท่านต้องการอะไรนะครับ เพราะท่านพูด ทุกประเด็นเลยพูดทุกออปชัน (Option) เลย สิ่งแรกที่ผมอยากจะเห็นคืออยากจะเห็น ความสมัครสมานสามัคคีของคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบันนี้ทั้ง ๕ ท่าน ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ที่ผ่านการสรรหามาจากคณะกรรมการตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และเป็นผู้ที่มีอินเทกริตี (Integrity) มีความสง่างามในการได้รับคัดเลือกเข้ามา แล้วผลงาน ในการทําหน้าที่ของท่านที่ผ่านมาก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผมก็อยากให้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่ผ่านมามันยุตินะ จะจริงไม่จริงพวกเราไม่ทราบ แล้วอยากให้ร่วมกันทํางาน เป็นทีมงาน เป็นทีมเวิร์ก (Teamwork) เพราะมี ๕ คนเอง ประเด็นของบทเฉพาะกาล ที่ว่าด้วยว่าใครจะอยู่ใครจะไป มันเป็นประเด็นที่สําคัญมากตอนผมยกร่างรัฐธรรมนูญ เราก็พูดในเรื่องนี้กับทุกองค์กรว่าจะให้เขาอยู่ไหม เคยบอกว่าอยู่ ๑๐ ปี ถ้าเหลืออีก ๗ ปี ไม่เป็นไร แต่ถ้าบอกว่าอยู่ ๗ ปีแล้วกลายเป็น ๘ หรือ ๙ ปีมันเป็นการให้คุณ มันเป็นหลักการ สําคัญ ๆ ในการเขียนบทเฉพาะกาลคือถ้าให้คุณเราจะให้ ถ้าเป็นโทษเราก็จะไม่เขียน เพราะฉะนั้นผมเองก็ยังไม่ค่อยเห็นด้วยว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติมีผลบังคับใช้ ในอนาคตอันใกล้นี้ แล้วบังเอิญคุณสมบัติของการเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ปรับเปลี่ยนไปหลายข้อได้เพิ่มมากขึ้นในเรื่องคุณสมบัติต่าง ๆ คณะกรรมการที่เป็น องค์กรอิสระอยู่ไม่ใช่เฉพาะกรรมการการเลือกตั้งเท่านั้น แต่มีหลายองค์กร ๕-๖ องค์กร ถ้าเราจะไปเอาว่าถ้าคุณขาดคุณสมบัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วต้องพ้นจากตําแหน่ง ฝรั่งเขาเรียกว่าเซกคันด์ทอต (Second Thought) ยังคิดไม่ค่อยเห็นด้วยในขั้นแรกเท่าไร อยากให้ไปพิจารณาเพิ่มเติมว่ามันเป็นธรรมไหม มันเป็นโทษไหม ในเมื่อการสรรหาเข้ามา ในครั้งที่แล้วใช้กรอบปี ๒๕๕๐ วันนี้จะมาใช้กรอบใหม่หลุดทันทีเลย ผมก็ต้องกลับไปดู เจตนารมณ์อีกเหมือนกันของคนยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าท่านคิดอย่างนั้นหรือเปล่า ถ้าท่านคิดอย่างที่ทางกรรมาธิการได้อรรถาธิบายหรือได้เขียนไว้ในบทเฉพาะกาล ๔ ข้อนี้ ผมก็ไม่ขัดข้อง แต่ถ้าไม่ได้เขียนไว้เราควรจะยกประโยชน์ให้จําเลยที่เขาเรียกว่าอย่างนั้น ศาลชอบใช้อย่างนั้นอยู่นะครับ อันนี้เราพูดถึงมาตรา ๒๗๓ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้กําหนดไว้ว่า ให้กรรมการองค์กรอิสระนั้นคงอยู่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่จะยกร่างขึ้นใหม่ อันนี้ก็จะเป็นหัวใจเหมือนกันว่าเราจะยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างไร ถ้าเราคิดถึงการไม่ให้เป็นโทษเราก็เขียนอย่างหนึ่ง ถ้าเราคิดว่าไม่เคยเอาตาม รัฐธรรมนูญเลยเราก็เขียนอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่า กรธ. เองก็คงจะมีอยู่ในใจแล้วว่า ในเรื่องเหล่านี้จะทําอย่างไร เพราะไม่ใช่เฉพาะแค่ กกต. เท่านั้น ยังพูดถึงตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ พูดถึงองค์กรอิสระอื่น ๆ อีกหลายองค์กรด้วยนะครับ อีกนาทีเดียวครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นตรงประเด็นนี้ผมจึงได้ฝากไว้ว่าเราคงจะไม่ไปเขียน กฎหมายประกอบว่าให้ทั้งหมดพ้นตําแหน่ง อันนั้นคงทําไม่ได้ หรือแม้แต่การที่จะให้ผู้ที่ ดํารงตําแหน่งอยู่พ้นจากตําแหน่ง เพราะว่าขัดกับคุณสมบัติใหม่ ก็ต้องไปดูเจตนารมณ์ ของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญคือ กรธ. ว่าเขาคิดอย่างนั้นหรือเปล่าในการที่เขา ร่างรัฐธรรมนูญ ในชั้นต้นนี้ผมก็คงจะอภิปรายเพิ่มเติมจากที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไว้แล้ว เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ