จินดา วงศ์สวัสดิ์ ชื่นชมเจตนาของกรรมาธิการในการส่งเสริมการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม แต่เน้นว่าความโปร่งใสต้องมาจากการกระจายอำนาจ กกต. และการจัดระบบการเลือกตั้งใหม่เพื่อป้องกันการทุจริต โดยเสนอให้มีการหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ทุกระดับทุกสองปี และให้ข้าราชการเข้ามาทำหน้าที่แทนผู้ใหญ่บ้านในการควบคุมหน่วยเลือกตั้ง พร้อมกำหนดบทลงโทษชัดเจนเพื่อเพิ่มความรับผิดชอบร่วมกันในการค้ำประกันความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้ง
กราบขอบคุณท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจินดา วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๒๖ ขอกราบขอบคุณคณะกรรมาธิการทุกท่านที่มีเจตนาดีที่จะคิดหาทางจะทําอย่างไร ให้การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรนั้นเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม และได้คนดีเข้ามา บริหารประเทศ อันนี้ขอกราบขอบคุณนะครับ ผมก็เห็นด้วยในกรรมาธิการหลายประเด็น แต่ก็มีบางประเด็นที่อยากจะฝากเป็นข้อคิดเห็นเพิ่มเติม สิ่งแรกนั้นอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือการเลือกตั้งสมาชิกองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่นทั้งหลายแหล่นั้น จะสุจริตและเที่ยงธรรมได้นะครับ หลักการอยู่ที่ ๒ ส่วนครับ
ส่วนแรกคือ ๑. บุคคลที่จะดําเนินการจัดการเลือกตั้ง นั่นคือคณะกรรมการ การเลือกตั้ง สิ่งนี้เราจะต้องได้คนดี มีคุณธรรมและมีความยุติธรรมอยู่ในหัวใจเข้ามาเป็น คณะกรรมการการเลือกตั้ง อันนี้เป็นส่วนแรกที่จะรับประกันว่าการเลือกตั้งนั้นจะสุจริต และเที่ยงธรรม
ส่วนที่ ๒ ก็คือการจัดระบบการเลือกตั้งให้มีความเที่ยงธรรม ยุติธรรม โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ ถ้าเราได้ ๒ อย่างนี้มาประกอบกันนะครับ การเลือกตั้ง ทุกระดับมันจะไม่มีปัญหาเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
ประเด็นแรกที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับทางกรรมาธิการก็คือการให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดนี่มาจากท้องถิ่นอื่น สิ่งนี้ต้องยอมรับนะครับว่า มันไม่มีส่วนรับประกันได้ คนที่มาจากต่างจังหวัดจะมาบริหารอีกจังหวัดหนึ่งเลือกตั้ง อีกจังหวัดหนึ่งจะเป็นคนดี แล้วจะไม่ทุจริต อันนี้ไม่มีอะไรเป็นหลักประกัน อันนี้ผมก็ไม่เห็นด้วย เห็นด้วยกับท่านอํานวยนะครับ แต่เห็นด้วยอีกประเด็นที่ท่านเขียนไว้ในข้อ ๖ ที่ลดอํานาจ ของ กกต. ประจําจังหวัดที่จะไม่ให้อํานาจวินิจฉัยให้คุณให้โทษในการเลือกตั้ง เพียงแต่ รวบรวมพยานหลักฐานแล้วเสนอให้ กกต. เป็นคนจัดการเลือกตั้ง อันนี้เห็นด้วย ผมมีข้อเสนอ ที่เห็นด้วยกับกรรมาธิการอีกข้อหนึ่งก็คือการกระจายอํานาจการจัดการเลือกตั้งที่ท่านจะให้ มหาดไทยทํานะครับ เพราะในอดีตที่ผ่านมาคณะกรรมการการเลือกตั้งนี่เกิดมาในยุค รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สมัยนั้นในอดีตก่อนปี ๒๕๔๐ การเลือกตั้งมันไม่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยมหาดไทยเป็นคนจัดอย่างที่ท่านอํานวยว่า แต่จริง ๆ แล้วเนื้อหามันไม่ใช่อยู่ที่คนจัดการ เลือกตั้งตอนนั้น มันอยู่ที่กระบวนการและท้องที่ที่ดําเนินการเลือกตั้งคือหมู่บ้านที่จัดการ เลือกตั้ง มันมีการทุจริต มีการซื้อเสียง แล้วเรามีกระบวนการใด ๆ จัดการกับคนซื้อสิทธิขายเสียง และไม่มีมาตรการลงโทษ เขาจึงเกิดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ให้ กกต. มาจากการเลือกตั้ง แต่ตัวนั้นก็เป็นจุดอ่อน เพราะการให้ กกต. นั้นรวมศูนย์อํานาจทุกอย่างทั้งหมด ไม่ว่าจะเลือกตั้ง ควบคุม ตรวจสอบ ทุจริต ลงโทษ ตัดสิทธิ อยู่ในนั้นหมด ถ้าได้ ๒ ส่วนที่ผมบอกตอนแรก เหมือนกับ กกต. เมื่อปี ๒๕๔๐ ปัญหาก็จะไม่เกิด เพราะเราได้คนดี ได้การจัดการเลือกตั้ง ที่ยุติธรรมและโปร่งใสตรวจสอบได้ แต่ท่านครับ หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อปี ๒๕๔๐ จัดการเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๔๓ กับปี ๒๕๔๔ สังคมยอมรับ ปี ๒๕๔๓ เลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๔๔ เลือกตั้ง ส.ส. ท่านเชื่อไหมครับว่าการซื้อสิทธิขายเสียงในอดีตที่ผ่านมานั้น หยุดหมดเลยครับ เมื่อปี ๒๕๔๔ ผมเองมีโอกาสได้สมัครรับเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๔๔ ผมเห็นเลยครับ สิ่งที่เกิดขึ้นในแผ่นดินไทย อันนั้นเป็นความหวังแรกที่ผมเจอ มีการควบคุมการเลือกตั้ง ก่อนที่จะมีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างที่ท่านวิทยาได้กราบเรียน แต่ไม่ใช่เป็น คณะกรรมการสืบสวนอย่างที่ท่านอํานวยว่า เป็นคณะกรรมการ เขาเรียกว่า อย่างที่ท่านมีชัย บอกว่าทํางานในเชิงรุกก็คือมีหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เวลามีปัญหาพบชาวบ้านร้องเรียน โทรศัพท์แจ้งปุ๊บเขาจะส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็วออกไปตรวจสอบเลยว่าพื้นที่นั้นที่ประชาชน ร้องเรียนมามีการเตรียมจะซื้อสิทธิขายเสียง หรือใครที่เป็นหัวคะแนนเข้าในพื้นที่ เขาจะเข้า พื้นที่แล้วก็ไปปราบปรามหรือไปยับยั้งทันทีทันใด ดังนั้นไม่มีการซื้อเสียงเกิดขึ้นเลย ในปี ๒๕๔๔ ครับ อันนั้นคือทํางานในเชิงรุก ฉะนั้นการเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ และเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๔๓ จะเป็นที่ยอมรับของสังคม แต่เสียดายครับ กรรมการการเลือกตั้งมีวาระ ๗ ปี คณะกรรมการชุดนั้นมาเมื่อปี ๒๕๔๐ หมดวาระปี ๒๕๔๖ และมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง ชุดใหม่เข้ามา เมื่อมีการเลือกตั้งปี ๒๕๔๘ ผมคิดว่าหลายท่านที่อยู่ในที่นี้ก็ผ่านระบบเลือกตั้ง ปี ๒๕๔๘ ผมเองก็ผ่านระบบเลือกตั้งปี ๒๕๔๘ โดยเฉพาะผมเชื่อว่าท่านนิกร จํานง จะทราบดีที่สุดเมื่อปี ๒๕๔๘ เกิดอะไรขึ้นกับการเลือกตั้ง เพื่อนสมาชิกทุกท่าน ท่านประธาน คงทราบนะครับว่ามีข่าวใหญ่มากเลยในปี ๒๕๔๘ มีบัตรเลือกตั้งที่ถูกเผาบางส่วน แล้วก็เอา มาทิ้งอยู่หน้าสํานักงานอยู่ที่เขตจังหวัดอ่างทอง ๑๐,๐๐๐ กว่าใบ ดังไปทั่วประเทศ มีถ่ายรูปลง มีหลักฐานชัดเจนว่ามีบัตรเลือกตั้งออกมาอยู่ท้องถนน อันนี้ แค่แห่งเดียวไม่ใช่ที่อื่นด้วย ที่อื่นหนักกว่านั้นแต่ไม่เปิดเผย ที่อ่างทองเปิดเผยออกมา แต่ประธาน กกต. ยุคนั้นสมัยนั้นบอกว่าอย่างไร บัตรเลือกตั้งที่เห็นนั้นเป็นบัตรจริง แล้วหน่วยเลือกตั้งที่บัตรเลือกตั้งนั้นออกมา มีบัตรเลือกตั้งที่นับคะแนนไปเรียบร้อยแล้ว และประกาศผลเลือกตั้งบัตรครบถูกต้อง มันหมายความว่าอย่างไรท่านประธาน บัตรที่นับครบหมด ถูกต้องหมด แต่บัตรที่ออกมาอยู่กลางถนน ๑๐,๐๐๐ กว่าใบก็ถูกต้อง เป็นบัตรที่ถูกต้องอีก มันก็หมายความว่ามันมีบัตรเลือกตั้ง ๒ ชุดใช่ไหมครับ อันนี้ มันผลมาจากอะไรจากข้อ ๑ คือเราได้บุคคลที่ไม่ดีมาจัดการเลือกตั้ง ผมเองเจออย่างนี้ แต่การรวมศูนย์อํานาจอย่างที่ทางกรรมาธิการว่าทําไมมันไม่ดีอย่างไร เพราะมันไม่สามารถ ตรวจสอบได้ว่าบัตรที่เลือกตั้งนั้นครบจริงหรือไม่ ถูกต้องจริงหรือไม่ เพราะอะไร เพราะอํานาจอนุมัติตรวจสอบอยู่ที่ประธาน กกต. คนเดียว เพราะฉะนั้นเขาไม่ให้ดูหรอกครับ เพราะดูปั๊บผิดพลาดมาเขารับผิดชอบ เห็นไหมครับ อันนี้ท่านต้องแก้ว่าทําอย่างไรในต่อไป กระบวนการเลือกตั้ง การตรวจสอบ การนับคะแนนเลือกตั้ง หรือการตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง ต้องตรวจสอบง่าย โดยให้ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เป็นคนอนุมัติให้ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ให้ กกต. คนเดียวเป็นคนอนุมัติให้ตรวจสอบ มันต้องให้หน่วยงานอื่นเข้ามามีสิทธิควบคุม หรือคานอํานาจกับ กกต. ในการตรวจสอบผลการนับคะแนนก็ดี บัตรเลือกตั้งก็ดี เพราะผมเองเคยเจอประสบการณ์แบบนี้ ท่านสมาชิกหลายท่านเจอแบบนี้ ของผมมันหมด ทั้งหน่วย แต่เราไม่สามารถตรวจสอบได้เลย เพราะอํานาจทั้งหมด ราชการทั้งหมดอยู่ในมือ การจะขอดูบัตรเลือกตั้งสักใบก็ดูไม่ได้ บัตรเลือกตั้งหลังเลือกตั้งเสร็จ นับคะแนนเสร็จ อยู่ในกรงขัง ครบ ๔ ปีก็เผาทิ้ง ไม่มีคนร้องเรียนก็เผาทิ้ง แล้วเราก็ไม่มีสิทธิไปดูได้เลย ถ้าเราอยากจะดูว่าบัตรเลือกตั้ง เพราะว่าลักษณะบัตรเลือกตั้ง พฤติกรรมในการกาบัตรเลือกตั้ง มันจะไม่มีทางเหมือนกันหมดหรอกครับ แต่เราดูไม่ได้ เพราะว่าอํานาจรวมศูนย์ เพราะฉะนั้นท่านต้องแก้ตรงนี้ไม่ให้อํานาจรวมศูนย์ อํานาจควบคุมตรวจสอบต้องผ่องถ่าย ไปให้คนอื่นสามารถตรวจสอบได้ด้วย อันนี้คือประเด็นที่ผมอยากจะฝากไว้ประเด็นแรกครับ
ประเด็นที่ ๒ การจัดองค์กร กกต. ทุกวันองค์กร กกต. หรือหน่วยงาน กกต. สํานักงาน กกต. เราจัดระบบเหมือนระบบราชการประจํา ผมอยากเรียนนะครับว่า ถ้าใช้ระบบราชการประจํามาจัดระบบการเลือกตั้ง มาทําแบบเดียวกับ กกต. ไม่เกิดประสิทธิภาพ เพราะอะไร เพราะข้าราชการที่อยู่นั้นก็เหมือนข้าราชการประจํา กกต. นั้นโดยเฉพาะ หน่วยสืบสวนสอบสวนที่จะเอาความผิดในการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงนั้น ถ้าให้นั่งอยู่ที่เดิม ไม่มีการโยกย้ายแม้แต่ฝ่ายเดียว ผมขออนุญาตท่านประธานต่อนิดหนึ่งครับ เพราะว่าอะไร เพราะว่าหน่วยนี้เป็นหน่วยงานที่ให้คุณให้โทษ เพราะฉะนั้นหน่วยงานนี้จะต้องเป็น การจัดองค์กรในรูปแบบพิเศษที่ต้องให้หมุนเวียนทุกคนทุกฝ่าย อาจจะมีวาระแค่ ๒ ปีต้องหมุน ไม่ใช่หมุนเฉพาะผู้บริหาร ทุกวันนี้ กกต. จัดระบบการบริหารงานบุคคลใน กกต. เหมือนระบบราชการ คือผู้บริหารย้าย แต่ถามว่าผู้บริหารรู้เรื่องอะไรไหม ผู้บริหารไม่รู้ ลักษณะจัดองค์กรแบบนี้เหมือนกับองค์กรตํารวจคือย้ายระดับสารวัตร แต่ชั้นประทวน ไม่ย้าย แต่คนให้อํานาจคนมีอํานาจจริง ๆ อยู่ระดับชั้นประทวน กกต. ก็เหมือนกัน ฝ่ายสืบสวนสอบสวนจะเป็นคนมีอํานาจ เพราะจะเป็นคนให้คุณให้โทษ สอบสวนอย่างไร พลิกแพลงอย่างไร เขียนสํานวนอย่างไร เอาหลักฐานไหนไปใส่ เอาหลักฐานไหนออก อยู่ที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวน อยู่ที่ผู้ปฏิบัติ ส่วนนี้จะต้องหมุนเวียนตลอดทุก ๆ ๒ ปี มันต้องจัด องค์กร กกต. ในรูปแบบพิเศษไม่เหมือนกับราชการทั่วไป อันนี้ฝากเป็นประเด็นที่ ๒
สําหรับประเด็นที่ ๓ ประเด็นสุดท้ายขออนุญาตท่านประธานอีกนิดหนึ่งครับ ว่าที่ท่านเสนอให้ กกต. มอบอํานาจให้มหาดไทยเป็นคนจัดการเลือกตั้งนั้นผมเห็นด้วย แต่อยากจะกราบเรียนนะครับว่าหลายปีที่ผ่านมานี่เมื่อปี ๒๕๔๔ กกต. ชุดแรกเขาไม่ให้ มหาดไทยทํา เขาจัดเองทั้งหมด หลังจากนั้นปี ๒๕๔๘ มาเขาให้มหาดไทยทําครับ ทุกวันนี้ ก็มหาดไทยทํานะครับ หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่าเอ๊ะ กกต. จัดการเลือกตั้งแล้วทําไม กรรมาธิการจะเสนอให้มหาดไทย ผมอยากกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าประมาณ ๑๐ ปีที่ผ่านมานี่การจัดการเลือกตั้งตลอดทุกครั้งที่ผ่านมามหาดไทยทําหมดครับ กกต. เป็นหัวแค่นั้นเองหยิบไปประกาศแค่นั้นเองนะครับ แต่การที่ให้มหาดไทยจัดนั้นมันมีจุดอ่อน จุดอ่อนมันอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน มหาดไทยนี่เขาคุมทุกหมู่บ้านแล้วเราจัดการเลือกตั้ง ก็จัดเป็นหน่วย หน่วยละหมู่บ้าน หมู่บ้านนี่มี ๑ หน่วยอย่างต่ํา ถ้าหมู่บ้านใหญ่ก็มี ๒ หน่วย ๓ หน่วยจัดการเลือกตั้ง โดยมหาดไทยจะให้ผู้ใหญ่บ้านแต่ละหมู่บ้านเป็นคนเสนอชื่อ กรรมการจัดการเลือกตั้งฉะนั้นอํานาจทั้งหมดก็อยู่ที่ผู้ใหญ่บ้านคนเดียว ปัญหาเกิดตรงนี้ เพราะผู้ใหญ่บ้านในอดีต ๔ ปี ๕ ปี ปัจจุบัน ๖๐ เหมือนเดิม ฉะนั้นผู้ใหญ่บ้านก็มีอํานาจ ทุกอย่างในหมู่บ้านก็จะสามารถทําอะไรก็ได้แล้วก็เป็นคนมีอํานาจเสนอรายชื่อคณะกรรมการ ประจําหน่วยเลือกตั้งด้วย เพราะฉะนั้นจุดอ่อนก็อยู่ตรงนี้ แล้วกรรมการการเลือกตั้งประจํา หน่วยเลือกตั้งยังไม่พอเป็นประชาชนด้วย การควบคุม การกํากับดูแลไม่ชัดเจนเวลาเกิดทุจริต ในหน่วยเลือกตั้งไม่สามารถทําอะไรได้ ผมอยากจะเสนอท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ นะครับว่า การให้มหาดไทยจัดการเลือกตั้งนี่จุดอ่อนอยู่ที่การตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง บทลงโทษไม่ชัดเจน ให้อํานาจผู้ใหญ่บ้านคนเดียวอันนี้เป็นจุดอ่อน ผมอยากจะเสนอให้ อย่างนี้นะครับ ให้มหาดไทยจัดแต่กรรมการจัดการเลือกตั้งประจําหน่วยเลือกตั้งนั้นขอเสนอ ให้ใช้ระบบข้าราชการทุกฝ่ายเข้าไปทํางานไม่ให้ประชาชน ไม่ให้ผู้ใหญ่บ้านจัดการ เพราะข้าราชการมีวินัย มีโทษกําหนด แล้วต้องเขียนชัดเจนว่าถ้าหน่วยไหนเกิดการทุจริต เลือกตั้งในหน่วยนั้นข้าราชการผู้จัดการเลือกตั้งทุกคนต้องรับผิดชอบคือต้องถูกลงโทษ ทางวินัยถึงขั้นถูกให้ออก ไล่ออก อย่างนี้มันจะเป็นการกํากับได้ว่าในหน่วยเลือกตั้งก็จะ ไม่มีการทุจริต มีการกลัวเกรงกันขึ้นและต้องรับผิดชอบร่วมกันในหน่วยเลือกตั้งถ้าข้าราชการ ชุดนั้นเข้ามาดําเนินการเลือกตั้งมันจะมีประมาณ ๗ คนต่อ ๑ หน่วยเลือกตั้ง ต้องรับผิดชอบ ร่วมกันถ้าทุจริตหมายความว่าทุกคน ๗ คนนั้นต้องถูกสอบสวน ลงโทษและต้องมีบทลงโทษชัดเจน มีมาตรฐานชัดเจน อันนี้จะลดปัญหาการทุจริตเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งได้ครับ อันนี้ก็เป็นข้อเสนอที่ผมอยากจะฝากทางท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการว่าให้ช่วยพิจารณา ในประเด็นนี้ด้วยครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ