ประสิทธิ์ ยัน กกต.ท้องถิ่นไร้อิทธิพล ชี้ส่งเรื่องกลางเพิ่มความเป็นธรรม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๑ · ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ หารือเกี่ยวกับบทบาทและอำนาจของ กกต. โดยเฉพาะประเด็นการให้ กกต. ยื่นฟ้องคดีเลือกตั้งต่อศาลได้เอง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความซ้ำซ้อนของอำนาจตามร่างรัฐธรรมนูญ และความกังวลเรื่องการใช้ดุลยพินิจโดยไม่มีการแบ่งแยกอำนาจ รวมถึงปัญหาค่าใช้จ่ายทางกฎหมายหากดำเนินการเช่นเดียวกับ ป.ป.ช.

นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกหมายเลข ๐๙๒ ครับ ก็มีประเด็นที่จะกล่าวถึงบ้างเล็กน้อย แต่โดยส่วนใหญ่แล้วก็เห็นว่าคณะกรรมาธิการที่ได้พิจารณาเรื่องนี้นั้นพิจารณาด้วยความถ่องแท้ แล้วก็ประสบการณ์ที่มีจากการอยู่ในวงการการเมือง หลายท่านที่นั่งอยู่เป็นกรรมาธิการ ข้างบนก็คิดว่านํามาใช้ได้เป็นประโยชน์แล้วก็ตรงจุดทีเดียว เพราะว่าผมเองก็เคยมี ประสบการณ์ในการเลือกตั้งจะทราบดีว่า กกต. ประจําจังหวัดนั้นการแก้ปัญหานั้นเป็นไปได้ ยากลําบากมาก เพราะว่ายังมี กกต. ประจําจังหวัดเดิมที่หลาย ๆ ท่านยังเดินตามหลัง นักการเมืองโดยที่ไม่อายแก่ใจ แล้วก็ทําให้คู่ต่อสู้คู่แข่งทางการเมืองเกิดความกระอักกระอ่วนใจ ในการที่จะไปดําเนินการหรือเชื่อมั่นว่า กกต. ประจําจังหวัดนั้นมีความเป็นกลาง หรือว่ามีดุลยพินิจในการวินิจฉัยเรื่องสิ่งดีสิ่งถูกตัวนั้นทําให้เกิดความแคลงใจ เพราะฉะนั้น เมื่อได้ยินสักครู่ที่ท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านได้กล่าวท่านบอกว่าตรงนี้ได้มีร่างออกมาแล้ว แล้วก็ กกต. ประจําจังหวัดนั้นจะสิ้นอํานาจไปในการที่จะใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัย ซึ่งผมก็เห็นด้วยตรงนั้นนะครับ ส่งให้ส่วนกลาง และการวินิจฉัยโดยที่ไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพล ในพื้นที่นั้นจะทําให้ กกต. กลางนั้นมีความมั่นใจในการที่จะวินิจฉัยโดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพล หรืออํานาจใด ๆ แต่ไม่ใช่ว่า กกต. กลางจะไม่มี โดยประสบการณ์ผมถ้าไปคุยนอกห้อง ผมเล่าได้เป็นชั่วโมง ๆ ถึงพฤติกรรมของ กกต. กลางบางท่าน บางยุค บางสมัย แต่ยอมรับว่า กกต. ชุดแรก อันนั้นเป็นชุดที่วินิจฉัยได้ดีเยี่ยมและตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายทุกประการ สิ่งที่ผมจะขออนุญาตสอบถามก็คือเรื่องของเอกสารรายงาน ที่จะส่งไปที่ทาง ครม. แล้วก็ทางผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กรธ. ด้วยหรือไม่ตรงนี้ โดยเฉพาะ ในเรื่องของหน้าที่และอํานาจ ซึ่งหน้าที่และอํานาจของ กกต. แม้จะเขียนไว้ ในตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เพิ่งผ่านมติไปนี่นะครับ จะเขียนโดยกว้าง ๆ โดยเขียนอยู่ในมาตรา ๒๒๔ (๖) ซึ่งจําลองมาแล้วในรายงานก็ดึงมาว่า อํานาจหน้าที่ที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายนี้ กฎหมายนั้นจะไปเขียนต่อไป ซึ่งผมเองมองว่าถ้าไปเขียนต่อไปข้อดีข้อเสียก็เป็นได้ไม่ทราบว่าทางกรรมาธิการ ได้มีการพิจารณาด้วยความรอบคอบละเอียดอย่างไร หรือไม่ โดยเฉพาะใน (๖) กับ (๗) ซึ่งมีส่วนซ้ํากันที่บอกว่าจะอยู่ในหน้า ๖ นะครับ ในหน้า ๖ จะอยู่ในเรื่อง ๒.๓ เรื่องกําหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่และอํานาจอื่นตามร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. .... แล้วก็หน้า ๖ เฉพาะใน (๖) กับ (๗) มีความใกล้เคียงกันมาก ตอนนั้นจะเป็นการซ้ําซ้อนจะยึดรวมได้หรือไม่ ในวงเล็บเขียนไว้อย่างนี้ว่า ในคดีที่เกี่ยวกับ การเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถยื่นฟ้องคดีต่อศาลได้เอง ไม่ว่าจะเป็น คดีแพ่งหรือคดีอาญา แล้วถัดไป (๗) บอกว่า กระบวนการพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดคดี เกี่ยวกับการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้เอง ไม่ว่าในกรณี คดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ปัญหาอย่างนี้ครับ โดยรวม ทางตัวกรรมาธิการชุดนี้มีเจตนาที่จะให้แค่ดูคร่าว ๆ มีเจตนาที่จะให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งนั้นสามารถที่จะยื่นฟ้องต่อศาลเองได้เพื่อให้ศาลวินิจฉัย ซึ่งถ้าให้ศาลวินิจฉัยตรงนั้น ก็เห็นว่าทุกฝ่ายให้การยอมรับในกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะศาลยุติธรรมว่าตรงนั้น ใช้ดุลยพินิจในการที่จะวินิจฉัยอย่างตรงไปตรงมา แต่ปัญหาก็คือว่าถ้าให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งวินิจฉัยเองด้วย เหมือนหาอาหารเอง ชงเอง กินเอง ตรงนั้นจะมีปัญหาไหมครับว่า อยู่ในคนคนเดียวกันแล้วสามารถดําเนินการได้ในทุกขั้นตอนในทุกส่วน กระผมขออนุญาต เรียนอย่างนี้ครับ ปัญหาก็คือว่าอย่างเรื่องฟ้องเองทุกวันนี้ก็ยังไม่จบ จะเห็นว่าในลักษณะนี้ มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเรื่องของทางคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต หรือ ป.ป.ช. นี่นะครับ ซึ่งตรงนั้นก็เปิดช่องว่าให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาฟ้องเองในกรณีที่ไม่เห็นพ้องด้วยกับการตั้งข้อไม่สมบูรณ์ ของพนักงานอัยการในคดี ปัญหาที่ตามมาก็คือว่าการฟ้องเองนั้นเอกสารต่าง ๆ สมบูรณ์ เหมือนกับที่ส่งพนักงานอัยการหรือไม่ มีการดึงไว้หรือไม่ในกรณีที่สั่งให้สอบเพิ่มเติม ๑. นะครับ ๒. ก็คือปัญหาเรื่องของค่าใช้จ่ายในการดําเนินคดีก็คือค่าทนาย ตรงนี้จะให้จําลองรูปแบบ เดียวกับทาง ป.ป.ช. หรือไม่ เพราะปัญหาของ ป.ป.ช. ขณะนี้ที่ติดตามมาก็ยังไม่จบ เกี่ยวกับ เรื่องของค่าทนายความ ค่าทนายความนั้นใช้เงินงบประมาณของแผ่นดินซึ่งเป็นภาษีอากร ของประชาชนแล้วไม่มีขีดจํากัดหรือว่ามีเพดานในการกําหนด ตรงนั้นจะเป็นปัญหาต่อไป ในอนาคตว่าค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เหล่านี้เป็นประการใด ซึ่งขณะนี้ก็คิดว่าเราก็มีผู้แทนของอดีต ป.ป.ช. ซึ่งจะตอบในที่นี้ด้วยก็แล้วแต่สิทธิของท่าน ตรงนี้ก็เป็นปัญหาที่ยังไม่จบว่าค่าใช้จ่าย ควรจะมีการกําหนดเพดานหรือไม่ แล้วผลสัมฤทธิ์ของคดีนั้นเป็นประการใดในแต่ละคดี เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าไปเทียบเคียงกับกรณีที่ส่งให้ทนายแผ่นดิน คือพนักงานอัยการ ซึ่งเป็นทนายแผ่นดินดําเนินการ ตรงนั้นถือว่าเป็นหน้าที่ ฉะนั้นตรงนี้ก็เช่นเดียวกัน กรรมาธิการอาจจะพิจารณานะครับว่าส่งให้พนักงานอัยการแล้วขั้นตอนการดําเนินการล่าช้า หรือว่าเป็นเรื่องที่ทางพนักงานสอบสวนก็ดําเนินการล่าช้าต่อเนื่องกันมา กว่าคดีจะเสร็จ การเลือกตั้งครั้งใหม่ก็มาถึงแล้ว ฉะนั้นการที่จะฟ้องหรือไม่ก็ไม่เกิดผลดีกับฝ่ายใดทั้งสิ้น ก็อาจจะกําหนดได้ไหมครับว่าก็ขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ผู้มีประสบการณ์ทุกท่านว่าตรงนี้จะกําหนดเวลา เดิมกําหนดเวลา ๑๕ วันว่าจะต้อง ดําเนินการ กําหนดว่ากระบวนการในการสอบสวนทั้งหมดต้องให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาเท่าไร แล้วก็ระยะเวลาในการพิจารณาคดีทั้งกระบวนการของศาลเสร็จสิ้นเท่าไร ผมเรียนอย่างนี้ว่า กรณีที่จะให้ทาง กกต. เอง ซึ่งเป็นผู้รวบรวมข้อมูลเป็นผู้เก็บข้อมูลและเป็นผู้สืบสวนด้วย หรือว่าอาจจะมอบกําหนดการสอบสวนให้พนักงานสอบสวนก็แล้วแต่ และสามารถวินิจฉัยได้เอง เกรงว่าอยู่ในตัวของคนคนเดียวกันนั้น ความเป็นธรรมนั้นจะมีการตรวจสอบกันอย่างไร แม้กระทั่งศาลยุติธรรม ผู้พิพากษาศาลยุติธรรม เมื่อมีการพิจารณาคดีในชั้นต้นแล้ว เมื่อตนต้องขยับขึ้นสู่ศาลสูง ไม่ว่าจะเป็นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ถ้าไปพบหรือไปดําเนินคดี เรื่องของเดิมที่ท่านเหล่านั้นเคยพิจารณามาในศาลชั้นต้น โดยมารยาทท่านก็จะไม่ หรือมีระเบียบวางไว้ว่าจะไม่ดําเนินการหรือจ่ายสํานวนให้กับผู้ที่เคยพิจารณามาเพราะว่า จะเป็นการจูงใจแล้วก็จะอยู่ในความคิดเห็นของท่านท่านเดียวที่จะจูงใจหรือว่าเสนอแนะ หรือว่าชี้นําได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าหากว่าจะมีการพิจารณาว่าความเหมาะสมนั้น มีการปรับเปลี่ยนหรือไม่หรือมีการตรวจสอบจากบุคคลภายนอกที่สามารถมาคานอํานาจ ในการใช้ดุลยพินิจของ กกต. ก็จะทําให้ดุลยพินิจหรือว่าคําวินิจฉัยของ กกต. นั้นมีความสง่างาม แล้วก็ได้รับการยอมรับ ก็จะทําให้การเลือกตั้งหรือว่าการจัดการเลือกตั้งนั้นมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะว่าถ้าหากว่าลําพังจะเปลี่ยนจาก กกต. ไปให้ทางกระทรวงมหาดไทย อันนั้นก็เป็นเพียงขั้นต้น แต่กระบวนการทั้งหมดจะกระชับได้ไหม ก็ฝากทางคณะกรรมการทุกท่านถ้าหากว่าเรื่องของ การใช้ดุลยพินิจของ กกต. ก็ดี เรื่องของการกําหนดมอบหมายหน้าที่ในส่วนอื่น ๆ ให้ท่านอื่นก็ดี ตรงนั้นก็คิดว่าถ้าสามารถกําหนดได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในเรื่องของการ ที่จะกําหนดให้บุคคลที่อยู่ต่างพื้นที่ ขออนุญาตไม่เกิน ๑๐ วินาที ที่อยู่ต่างพื้นที่เข้ามาร่วม ในการตรวจสอบนี้ ผมว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะได้ไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพล อาจจะเป็น ความเห็นที่ไม่ตรงกับหลายท่านที่เสนอแนะมานะครับ ซึ่งในประเด็นนี้ผมเห็นด้วย กับทางคณะกรรมาธิการครับ ขอบพระคุณครับ