สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๑ · ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

นายไวกูณฑ์ ทองอร่าม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม ไวกูณฑ์ ทองอร่าม สมาชิกหมายเลข ๑๔๙ ขออภิปรายในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ข้อเสนอของกรรมาธิการในการบริหารจัดการองค์กร กกต. ข้อเสนอและแนวคิดของ คณะกรรมาธิการนั้นส่วนใหญ่ผมเห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่เห็นด้วย และอยากจะได้นําข้อเสนอของผมสู่คณะกรรมาธิการเพื่อที่จะได้พิจารณาเสนอต่อ กรธ. ตามความเห็นของคณะกรรมาธิการ ในการที่เราจะจัดการเลือกตั้งให้มีความสุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรมสมดังเจตนารมณ์ของคณะ กกต. นั้นจําเป็นที่จะต้องสร้างธรรมาภิบาล ในหลายระบบ

ข้อแรกที่อยากจะเสนอต่อคณะกรรมาธิการให้พิจารณาคือในหน้า ๔ อํานาจหน้าที่ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (๓) คณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดให้สรรหา และแต่งตั้งจากผู้ที่ไม่มีภูมิลําเนาในจังหวัดที่ดํารงตําแหน่งนั้น ผมเห็นว่าเป็นข้อที่จะเกิด ความเสียหายต่อการบริหารจัดการ นอกจากจะไม่มีความชํานาญในพื้นที่ ไม่ชํานาญคน ไม่รู้จักคน ท่านยังขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน จากภาคสังคมในหลายส่วน ซึ่งเป็นส่วนที่สําคัญในการที่จะบริหารจัดการเลือกตั้งให้เที่ยงธรรม และได้รับ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ดังนั้นจึงมีความจําเป็นที่จะต้องพิจารณาใหม่ว่าเราควรจะใช้ คนที่มีภูมิลําเนาในพื้นที่เหล่านั้นมาทําหน้าที่นี้ นอกจากจะมีความรู้คน รู้พื้นที่ ตลอดจน มีส่วนร่วมทางสังคม รัฐก็คงจะไม่ต้องเสียงบประมาณในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะ ถ้าท่านเอาคนภูมิลําเนาอื่นมานั่งทํางานในจังหวัดนั้น ๆ อย่างน้อยที่สุดต้องจัดสรร งบประมาณค่าเดินทาง ค่าที่พัก ในทุก ๆ จังหวัดก็คงจะเป็นงบประมาณที่มากมาย โดยไม่จําเป็น เพราะฉะนั้นน่าที่จะพิจารณาใหม่ และหากท่านกลัวว่าคนในพื้นที่จะก่อให้เกิดการเลือกตั้ง ที่ไม่สุจริต โปร่งใส เป็นธรรม ก็อาจจะมีกฎหมายหรือมีข้อปฏิบัติที่ออกมาควบคุม ในการบริหารจัดการบุคคลเหล่านั้น

ประเด็นที่ ๒ ในหน้า ๕ (๒) กล่าวคือ กลุ่มบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดําเนิน กิจกรรมและมีหน้าที่ในการสอดส่อง ป้องกันและสนับสนุนการดําเนินงานของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมอาจได้รับเงินสนับสนุน จากภาคเอกชนด้วยก็ได้ โดยภาคเอกชนที่ให้เงินสนับสนุนสามารถนําเงินสนับสนุนนี้ไปหัก ค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีได้ ทั้งนี้ จํานวนเงินในการให้การสนับสนุนข้างต้นให้เป็นไปตามที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในการที่จะให้บุคคล ที่สนับสนุนในการเลือกตั้งหรือในการจัดการเลือกตั้งหรือกลุ่มบุคคลรับเงินจากภาคเอกชน จะเท่าไรก็ไม่ทราบ จะมากจะน้อยหรือตามที่ กกต. กําหนดก็ตาม มันย่อมเกิดนอมินี (Nominee) หรือเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนได้ชัดเจนที่สุด ถ้าผมจะลงเลือกตั้งและผมต้องการ ผลประโยชน์ตรงนี้ ผมก็ไปให้กลุ่มพวกพ้องบริวารผมนําเงินไปสนับสนุนกลุ่มที่ดําเนินการ การเลือกตั้ง ดังนั้นวัตถุประสงค์ที่จะให้การเลือกตั้งสุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรมนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นในส่วนข้อนี้ผมคิดว่าไม่ควรจะให้เงิน ท่านอาจจะให้กลุ่มบุคคลยังอยู่ ให้เขาทํางาน แต่ไม่ควรจะให้รับเงินจากภาคเอกชน

ประเด็นที่ ๓ ผมเห็นด้วยกับการที่ให้มหาดไทยเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการควบคุมกํากับ เพราะโดยข้อเท็จจริงนั้น กกต. นั้นไม่มีอํานาจหน้าที่ ถึงแม้ว่าจะมีอํานาจหน้าที่ที่ระบุไว้ตามกฎหมายก็ตามว่าให้มีอํานาจในการสั่ง แต่ในทางปฏิบัตินั้นมันไม่สามารถทําได้หรอกครับ มันเขียนไว้เป็นหลักการเท่านั้นเอง ในทางปฏิบัติ กกต. ต้องวิ่งหาความช่วยเหลือจากเกือบจะทุกหน่วยงาน บางหน่วยงานนั้น ก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเต็มศักยภาพ ผมเคยได้ทําการสนับสนุนการเลือกตั้งครั้งหนึ่ง ในการรวมศูนย์นับคะแนน ใช้คนมา ใช้นักศึกษามา ส่วนใหญ่ใช้ครูบาอาจารย์มาเกือบร้อยคน นับกันตั้งแต่กลางวันยันกลางคืนยันเช้า ท่านคงจะจําได้นะครับครั้งหนึ่งเรามีการเลือกตั้ง รวมศูนย์นับ ถ้าลองมีเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก ท่านมาขอความร่วมมือนั้นหากเราไม่เต็มใจ ที่จะร่วม เราปฏิเสธด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานามันก็ทําได้ อันนี้แหละครับเป็นปัญหาสําคัญ ที่ กกต. ทั้งหลายในแต่ละจังหวัดนั้นล้วนแต่มีความยากลําบากอย่างยิ่งในการบริหารจัดการเลือกตั้ง หากมหาดไทยทําได้และมีส่วนราชการอื่นที่สนับสนุนนั้นย่อมมีประสิทธิภาพ เพียงแต่กัน อย่าให้เกิดปัญหาหรือข้อครหาดังในอดีต ปิดห้องเรียกนายอําเภอ เรียกกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน มาดําเนินการแค่นั้นเองก็สามารถที่จะทําให้การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

อีกประเด็นหนึ่ง เรื่องอํานาจหน้าที่ของ กกต. ในรัฐธรรมนูญฉบับ ที่ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์บวรศักดิ์ร่างขึ้นมานั้นผมได้เคยอ่าน ก็เห็นว่ามีการกําหนด อํานาจหน้าที่ชัดเจน ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ แล้วก็มีอยู่ข้อหนึ่งที่กําหนดว่าให้มีหน้าที่ ในการให้ความรู้ ให้การศึกษากับเยาวชน ประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิ่งนี้ผมอยู่ต่างจังหวัดผมเห็นในฐานะผู้บริหารการศึกษา ผมเห็น กกต. ทําหน้าที่ อบรมเยาวชนและประชาชน ให้ความรู้ ให้การศึกษา ให้เขารับรู้ถึงระบอบประชาธิปไตย ดังกล่าว เขามีคนนิดเดียวครับ กกต. จัดสรรงบประมาณลงไปทุกจังหวัดเป็นจํานวนมากมาย มหาศาลทําหน้าที่ในการให้การศึกษาให้ความรู้กับเยาวชน ประชาชน ผมเห็นว่าทับซ้อน กับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการทําได้ดีกว่าเยอะครับ มีเครื่องไม้เครื่องมือ มีบุคลากรที่มีศักยภาพ มีอยู่ทุกหัวระแหง กกต. ต้องขับรถจากพื้นที่จังหวัดออกไปยัง ต่างอําเภอ บางอําเภอห่างกันเป็นร้อยกิโลเมตรเพื่อเอาคนของ กกต. ไปนั่งอบรม ให้กับเยาวชนในโรงเรียน ให้กับประชาชน ไม่จําเป็นเลยครับ กระทรวงศึกษาธิการ มีทั้งมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา การศึกษานอกระบบ พื้นฐานการศึกษา มีทุกหัวระแหง แกรนต์ (Grant) งบประมาณไปให้กระทรวงศึกษาธิการเขาก็ทําได้แล้วครับ หรือมอบนโยบายให้เขาทําเขาก็ทําได้แล้ว โดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบันในการที่มุ่งเน้น ให้ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้เหล่านี้เขาทําได้อย่างดี เพราะฉะนั้นผมฝากเสนอว่าหน้าที่ ในการจัดการศึกษาหรือให้ความรู้กับประชาชนและเยาวชนนั้นควรเปลี่ยนเสีย กกต. ไปทําดู เรื่องอื่นให้ดีกว่านี้ ทําไม่ไหวหรอกครับเสียทรัพยากรของชาติโดยไร้ประโยชน์เปล่า ๆ ผมเกรงว่าจะมีการไปบรรจุอยู่ในกฎหมายลูกเพราะฉบับที่เป็นปัจจุบันนี้ไม่เห็น แต่ฉบับเดิม เห็นมีหน้าที่กําหนดไว้ชัดเจนเลยให้การศึกษา ให้ความรู้กับประชาชน ขอขอบคุณ ท่านกรรมาธิการที่เคารพทุกท่านครับ ขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่าน ขอจบการอภิปราย เพียงเท่านี้ครับ