คํานูณ ชี้ปัญหา กกต. ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ สนับสนุนการสรรหาใหม่

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๑ · ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

คํานูณ สิทธิสมาน หารือประเด็นการดำรงตำแหน่งต่อของคณะกรรมการการเลือกตั้งและองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ โดยเน้นความจำเป็นในการสรรหา กกต. ชุดใหม่ตามบทเฉพาะกาลมาตรา 273 และเสนอให้พิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครตามมาตรา 222 และมาตรา 232 อย่างรอบด้าน พร้อมเรียกร้องแนวทางการปรับโครงสร้างคณะกรรมการให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำหนดจำนวนกรรมการเป็น 7 คน โดยเน้นความสมดุลระหว่างการรักษากรรมการชุดเดิมกับการสรรหาใหม่เพื่อความเป็นธรรมและหลีกเลี่ยงความเหลื่อมล้ำในการดำรงตำแหน่งและสิทธิ์ต่าง ๆ

นายคํานูณ สิทธิสมาน กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ผม นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ในฐานะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง กระผม จะขอรายงานผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิก เฉพาะเรื่องบทเฉพาะกาล ของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ซึ่งก็เป็นประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างหลากหลายกัน ในสังคม เป็นวิวาทะกันก็มีนะครับ ก็คือประเด็นว่าด้วยเซตซีโร (Set Zero) หรือควรจะ เซตซีโร (Set Zero) หรือไม่ เซตซีโร (Set Zero) คืออะไรครับ ก็คือว่าถ้าร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศใช้ มีผลใช้บังคับ ถ้ากําหนดให้มีการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้งใหม่หมดทั้งชุด ถ้าอย่างนั้นเรียกว่า เซตซีโร (Set Zero) ครับ แต่ถ้าไม่ว่าจะเป็นไปในสถานใด กระผมขออนุญาตไล่เลียง พาท่านประธานและเพื่อนสมาชิกไปตามลําดับดังนี้นะครับ ความจริงถ้าเพื่อนสมาชิก มีรัฐธรรมนูญฉบับรอการประกาศใช้อยู่ในมือก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ เพราะว่าที่คณะกรรมาธิการพิจารณานี้เป็นไปตามตัวบทของรัฐธรรมนูญ หลักกฎหมาย แล้วก็หลักนิติธรรมทั้งสิ้น ไม่ได้มีประเด็นของตัวบุคคลหรือความปรารถนาส่วนบุคคลใด มาปะปนแม้แต่น้อย ท่านประธานครับ ปกติเมื่อมีการยึดอํานาจบุคคลที่ดํารงตําแหน่งอยู่ตามรัฐธรรมนูญเก่า ที่ยกเลิกไปก็จะต้องพ้นจากตําแหน่งไป แต่ในการยึดอํานาจ ๒ ครั้งหลัง ก็คือ ครั้งปี ๒๕๔๙ และครั้งล่าสุด ปี ๒๕๕๗ นั้น เนื่องจากเป็นการยึดอํานาจแล้วก็ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ที่เริ่มบัญญัติให้มีองค์กรอิสระ ก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คณะที่ยึดอํานาจนั้นจึงเห็นว่าผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระก็ดี ผู้ดํารงตําแหน่ง ในศาลรัฐธรรมนูญก็ดี มิได้กระทําความผิดแต่ประการใด และตรงกันข้ามการที่ท่านเหล่านั้น จะอยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อชาติบ้านเมือง สําหรับคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดนี้ จึงมีประกาศของคณะ คสช. ฉบับที่ ๑๑/๒๕๕๗ ให้องค์กรอิสระดํารงตําแหน่งอยู่ต่อไป รวมทั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วย นอกจากนั้น ยังมีประกาศ คสช. ฉบับที่ ๒๔ ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รวม ๕ ฉบับ มีผลใช้บังคับอยู่ต่อไป ๑ ใน ๕ ฉบับนั้นก็คือพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ แต่การดํารงตําแหน่งอยู่ ต่อไปนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องดํารงตําแหน่งอยู่ตลอดไปจนครบวาระที่ท่านได้รับ การสรรหาเข้ามา ซึ่งเรื่องนี้รัฐธรรมนูญฉบับรอการประกาศใช้ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗๓ เป็นมาตราสําคัญนะครับ มาตรา ๒๗๓ นั้นเป็นบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญกําหนดไว้ว่า ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งดํารงตําแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ยังคงอยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติ หน้าที่ต่อไป เพราะฉะนั้นแน่นอนครับว่าเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้ซึ่งคาดว่าจะเป็นในช่วง เดือนพฤศจิกายนนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งและกรรมการองค์กรอิสระทั้งหลายก็จะยังคง อยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ต้องพิจารณาเหตุผลอื่น แต่ว่ามาตรา ๒๗๓ นั้น ไม่ได้เขียนไว้เพียงแค่นี้ แต่กล่าวต่อไปว่า และเมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวข้องที่จัดทําขึ้นตามมาตรา ๒๖๗ ใช้บังคับแล้ว การดํารงตําแหน่งต่อไปเพียงใด ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว นั่นก็คือหมายความว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๓ กําหนดไว้ ๒ ขยักครับ

ขยักแรก ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ดี กรรมการองค์กรอิสระทั้งหลายก็ดี รวมทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ต่อไปไม่ต้องพิจารณาเรื่องอื่นเลย แต่จะดํารงตําแหน่งอยู่ต่อไปเพียงใดนั้น ให้กําหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในกรณีนี้ก็คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง อันนี้ก็เป็นประเด็นที่พวกเราจะต้องเสนอแนะต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต่อไป เพราะว่าในขณะนี้ก็มีแนวความคิดอยู่ ๒-๓ แนวความคิด แนวความคิดหนึ่งก็เป็น แนวความคิดของคณะกรรมการการเลือกตั้งเองที่ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งมายังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จริงอยู่ครับ หน้าที่ในการจัดทําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทุกฉบับเป็นหน้าที่ของ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๘ เดือน แล้วก็ส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ให้เสร็จภายใน ๖๐ วันตามมาตรา ๒๖๗ แต่ว่าในทางปฏิบัติแล้วคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทุกชุด ในเบื้องต้นก็มักที่จะให้ องค์กรอิสระทั้งหลายแหล่ยกร่างตามความเห็นของท่านเสนอมายังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก่อน เพราะฉะนั้นจึงปรากฏเป็นแนวความคิดแรกปรากฏออกมา ซึ่งเป็นแนวความคิดของ คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งได้เสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งก็มีบทเฉพาะกาลระบุไว้ชัดเจนรายมาตรา ๔๖ ว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งดํารงตําแหน่งอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับเป็นกรรมการการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... และตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้รวมทั้งให้ดํารงตําแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระ โดยให้เริ่มนับวาระ ตั้งแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง อันนี้ก็หมายความว่านี่คือแนวความคิดหนึ่งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านมีความเห็นว่าควรบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดเดิมนั่นแหละดํารงตําแหน่งอยู่ตลอดไปจนครบวาระ นับตั้งแต่วันที่ท่านได้รับการสรรหามา อันนี้เป็นแนวความคิดหนึ่ง กระผมจะไม่พูดว่าถูกหรือผิด แต่สาเหตุที่แนวความคิดนี้มีปัญหาและคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองนั้นมีความเห็นว่าควรเสนอแนะต่อกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไปในอีก แนวทางหนึ่งนั้นก็เพราะอะไรครับท่านประธาน ก็เพราะว่ารอยต่อของรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับ คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กับว่าที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๙ รอยต่อของรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับนั้น ก็คือปรากฏข้อเท็จจริงว่า ว่าที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๙ นั้นได้กําหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะ เข้ามาดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระรวมทั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นแตกต่างไปจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แตกต่างอย่างไรครับ กระผมค่อนข้างลําบากใจถ้าผมจําเป็นจะต้องพูดถึง มาตราว่าที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๙ ถ้าเพื่อนสมาชิกสามารถที่จะหาได้หรือทางเจ้าหน้าที่ของ สภาจะหาให้เพื่อนสมาชิกได้อ่านตามไปด้วยก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ เพราะว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นสําคัญอย่างยิ่ง กล่าวคือคุณสมบัติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ ๓ กลุ่ม กลุ่มแรกก็คือคุณสมบัติทั่วไปของผู้ที่จะดํารงตําแหน่ง ในองค์กรอิสระทั้งหมดอยู่ในมาตรา ๒๑๖ ในมาตรา ๒๑๖ ก็ประเภทว่ามีอายุไม่ต่ํากว่า ๔๕ ปี แต่ไม่เกิน ๗๐ ปี และยังโยงไปถึงคุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๐๑ และมาตรา ๒๐๒ ที่อยู่ข้างหน้าด้วยนะครับ กระผมขอเน้นเฉพาะ มาตรา ๒๐๒ ของว่าที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๙ ที่จําเป็นต้องเน้นเพราะว่ามันก็จะเป็นประเด็น ต่อไปในอนาคต ก็ขออภิปรายเพื่อบันทึกไว้ว่ามาตรา ๒๐๒ (๑) ซึ่งจะต้องเป็นคุณสมบัติของ ผู้ที่จะดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระทุกประเภท รวมทั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๙ นั้น (๑) กล่าวไว้ว่าจะต้องไม่เคยเป็นตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระใด กล่าวคือรัฐธรรมนูญเขาวางหลักไว้ว่า บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ถ้าจะรับใช้ชาติ ด้วยการเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือเป็นกรรมการองค์กรอิสระนั้นในชีวิตนี้ท่านเป็นได้ หนึ่งเดียว ไม่ใช่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพอครบวาระแล้วมาเป็นกรรมการองค์กรอิสระอื่น หรือเป็นกรรมการองค์กรอิสระอื่นพอครบวาระแล้วมารับการสรรหาเป็นกรรมการ องค์กรอิสระอื่น อันนี้ก็เป็นเรื่องใหม่ที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่ได้บัญญัติไว้ ผมคงจะไม่สามารถ ที่จะอภิปรายได้ครบทุกประเด็น

กลุ่มที่ ๒ นี่ก็สําคัญนะครับ ก็คือคุณสมบัติเฉพาะของคณะกรรมการการเลือกตั้ง อยู่ในมาตรา ๒๒๒ ในมาตรานี้ที่สําคัญอย่างยิ่ง ผมขอเน้นก็คือมาตรา ๒๒๒ (๒) กําหนดให้ กรรมการการเลือกตั้งกลุ่มที่ได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกานั้นจะต้องเคย ดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าอธิบดีผู้พิพากษาหรือตําแหน่งไม่ต่ํากว่าอธิบดีอัยการมาแล้ว เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปี อันนี้ก็เป็นเรื่องใหม่ที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐

และคุณสมบัติกลุ่มที่ ๓ ก็มาจากมาตรา ๒๒๒ ที่โยงไปให้นําคุณสมบัติของ กรรมการ ป.ป.ช. ในมาตรา ๒๓๒ มาใช้บังคับด้วยเฉพาะมาตรา ๒๓๒ (๒) ถึง (๗) ซึ่งมีประเด็นที่ผมอยากจะขอเน้นเฉพาะมาตรา ๒๓๒ (๔) ซึ่งเป็นคุณสมบัติของ ป.ป.ช. แต่ว่าคุณสมบัติของ กกต. ให้นําเอามาใช้ด้วย ก็คือ (๔) ดํารงตําแหน่งหรือเคยดํารงตําแหน่ง ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี และยังมีผลงาน วิชาการเป็นที่ประจักษ์ อันนี้ก็เป็นคุณสมบัติใหม่ที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่มี ผมเลือกเน้นมา เป็นบางประเด็นเพื่อให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้ตามรัฐธรรมนูญไปดูคุณสมบัติ ผมย้ําอีกทีนะครับว่า ๓ กลุ่ม มาตรา ๒๑๖ มาตรา ๒๒๒ มาตรา ๒๓๒

นอกจากนั้นสิ่งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีความแตกต่างไปจาก องค์กรอิสระอื่นและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมากเป็นพิเศษที่สุดก็คือนอกจากรัฐธรรมนูญใหม่ จะบัญญัติให้มีคุณสมบัติที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิมแล้ว รัฐธรรมนูญใหม่ท่านยังบัญญัติเพิ่มจํานวน ของคณะกรรมการการเลือกตั้งขึ้นอีก ๒ คน จากเดิม ๕ คน รวมเป็น ๗ คน เพราะฉะนั้น โครงสร้างของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะประกาศใช้ภายใน เดือนสองเดือนนี้จึงแตกต่างจากรัฐธรรมนูญเก่าทั้งด้านคุณสมบัติ ทั้งด้านจํานวนต่อ ให้บัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้งว่าให้กรรมการการเลือกตั้งชุดเก่าดํารงตําแหน่งอยู่ต่อไป จนจบครบวาระนั้น ถึงอย่างไรก็ต้องมีการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้งใหม่เข้ามา เพื่อให้ครบตามรัฐธรรมนูญอีก ๒ คนอยู่แล้ว ท่านประธานครับ อันนี้ก็เป็นปัญหาช่วงรอยต่อ ของรัฐธรรมนูญมาทุกยุคทุกสมัยในหลายกรณีนะครับ การพ้นจากวาระ การสรรหาใหม่ บางทีก็ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยกฎหมายปกติ เฉพาะหลังการยึดอํานาจครั้งนี้ ผมเสียดาย ท่านสมาชิกปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านลับหลัง แต่ไม่ใช่เรื่องเสียหายท่านไม่อยู่ แต่ว่ารอยต่อต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ดําเนิน ไปได้ในกรณีประธาน ป.ป.ช. ท่านปานเทพท่านเป็นคนหนึ่งที่เป็นประวัติศาสตร์ ท่านเป็นต้นเหตุที่ให้มีการออกมาตรา ๔๔ ถ้าผมจําไม่ผิดรวมทั้งสิ้นถึง ๓ ครั้ง ก็คือ เรื่องการสิ้นสุดจากตําแหน่ง การดํารงตําแหน่งต่อไปเพื่อให้มันราบรื่นที่สุด เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เป็นประเด็นปกติของรอยต่อรัฐธรรมนูญ และเมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่บัญญัติ ให้คุณสมบัติและจํานวนของกรรมการองค์กรอิสระแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญเก่า เราควรจะต้องมีหลักคิดอย่างไรครับ ท่านประธานครับ หลักคิดทั่วไปก็คือด้านหนึ่งถึง ๒ ด้าน ด้านหนึ่งก็ไม่ควรให้คนเก่าเขาเสียสิทธิเพราะว่าเขาได้รับการสรรหามาตามรัฐธรรมนูญเก่า ที่เขามีคุณสมบัติครบถ้วน และเขาอยู่ยังไม่ครบวาระก็ควรให้เขาอยู่จนครบวาระใช่ไหมครับ เพราะเขาเป็นผู้สุจริต ก็ใช่ครับนี่ด้านหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งก็คือจําเป็นที่จะต้องให้กลไก ตามรัฐธรรมนูญใหม่สามารถบังคับใช้ได้ใช่ไหมครับ เพราะว่าเมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ก็แสดงว่า รัฐธรรมนูญเก่านั้นอาจจะมีปัญหาไม่ครบถ้วนบางประการ รัฐธรรมนูญใหม่เขาจึงกําหนด คุณสมบัติใหม่ขึ้นมาเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่และให้กิจการงานเพื่อประเทศชาตินั้น มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นการจะคํานึงถึงเรื่องรอยต่อของรัฐธรรมนูญนั้น จะพิจารณาด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวไม่ได้ครับ แน่นอนต้องรักษาสิทธิ ของคณะกรรมการที่มาตามรัฐธรรมนูญชุดเก่าไว้เพราะเขาเป็นผู้สุจริต แต่อีกด้านหนึ่ง ก็ต้องทําให้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญใหม่นั้นใช้บังคับใช้ได้โดยเร็วที่สุดด้วย เพราะไม่เช่นนั้น จะมีรัฐธรรมนูญใหม่มาทําไมล่ะครับ ว่าที่รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๙ เขาต้องมีเหตุผลสิครับที่เพิ่ม กกต. เป็น ๗ คน ว่าที่รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๙ เขาต้องมีเหตุผลสําคัญสิครับถึงกําหนดคุณสมบัติ ของ กกต. ชุดใหม่ให้เข้มข้นขึ้น นี่ก็คือความยากของเราในการพิจารณาโดยคํานึงถึง ทั้ง ๒ ด้านนี้ หลักปฏิบัติที่เคยเป็นมาโดยทั่วไปในอดีตก็คือให้คณะกรรมการชุดเก่าสิ้นสุดลง และให้มีการสรรหาคณะกรรมการชุดใหม่โดยไม่ตัดสิทธิคณะกรรมการชุดเก่าที่จะเข้ารับ การสรรหาด้วย ก็เป็นการพบกันครึ่งทาง เพราะว่าการดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดํารงตําแหน่งได้วาระเดียวทั้งชีวิตนะครับ แต่ในเมื่อชุดเก่า ท่านถูกกระทบสิทธิโดยที่ท่านเป็นผู้สุจริตก็ควรให้สิทธิท่านได้รับการสรรหาด้วยในเงื่อนไข ที่ว่าท่านมีคุณสมบัติที่จะเข้ารับการสรรหา อันนี้ก็เป็นหลักทั่วไปครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อเสนอของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เสนอต่อ กรธ. นั้น คณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองนั้นค่อนข้างจะมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าไม่เห็นด้วยในบทเฉพาะกาล ที่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดเก่านั้นอยู่ไปจนครบวาระ ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลเดียวครับ ด้วยเหตุผลที่ว่าจะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๙ เพราะแม้บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๙ มาตรา ๒๗๓ จะกําหนดไว้ดังที่กระผมได้อ่านให้ท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิกฟัง แต่ท่านกําหนดไว้เป็น ๒ ขยัก ขยักแรกนี้อยู่ต่อไปได้แน่นอน แต่เมื่อมีกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญออกมาบังคับใช้แล้วการจะอยู่ต่อไปประการใดให้เป็นไปตามกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญนั้น หมายถึงระยะเวลาเท่านั้นนะครับ ไม่ได้หมายถึงคุณสมบัติ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเขาเรียกว่ากฎหมายลูก ใช่ไหมครับท่านประธาน ลูกจะไปใหญ่กว่าแม่ได้ไหมครับ แม่บอกกรรมการองค์กรอิสระ หรือ กกต. ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๒๒ มาตรา ๒๑๖ มาตรา ๒๓๒ ลูกมาบัญญัติไว้ ในบทเฉพาะกาลว่าให้ชุดเก่าอยู่จนครบวาระโดยไม่ได้พูดเลยว่าชุดเก่านั้นบางคนอาจจะขาด คุณสมบัติหรือไม่ และถ้าบางคนที่อาจจะขาดคุณสมบัตินั้นอยู่ต่อไปก็เท่ากับขัดรัฐธรรมนูญครับ ท่านอาจจะเห็นว่าไม่ขัด แต่เรื่องนี้ถ้าเขียนแบบนี้รับรองว่าถ้าพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญออกไปมีคนร้องศาลรัฐธรรมนูญกันมากมายหลายประเด็นแน่ แล้วทําไม เราไม่ช่วยกันขบคิดให้ถ่องแท้ว่าควรจะทําอย่างไร เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองมีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยหลักของรัฐธรรมนูญ และหลักของกฎหมายว่าไม่เห็นด้วยกับการให้กรรมการการเลือกตั้งชุดเก่าหรือบัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งในบทเฉพาะกาล ที่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดเก่านั้นอยู่ไปจนครบวาระ

อีกแนวความคิดหนึ่งครับท่านประธานก็ที่ได้มีการหารือกันมาก ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง แล้วก็เป็นประเด็นที่มีการพูดกันในสังคมทั่วไป ท่านสมาชิกคงจะได้ยินกันเต็ม ๒ หูนะครับ ก็คือให้มีการสรรหาใหม่ทั้งหมดดีไหม เหตุผล ของการเสนอให้มีการสรรหาใหม่ทั้งหมดนั้นก็มีดังนี้คือ ๑. ถึงอย่างไรก็ต้องมีการสรรหาใหม่ ๒ คนอยู่แล้ว ๒. มีความเป็นไปได้ว่าในคณะกรรมการการเลือกตั้ง ๕ คนนั้น ชุดปัจจุบัน ชุดที่มาตามรัฐธรรมนูญเก่านั้น เมื่อรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญใหม่ไม่มีสิทธิไปยกเว้นคุณสมบัติ อาจจะมีบางคน ขอประทานโทษ ขอกล่าวย้ําอาจจะมีบางคนที่ขาดคุณสมบัติ เพราะฉะนั้นก็อาจจะต้องมีการสรรหา คณะกรรมการการเลือกตั้งเข้ามาเสริมมากกว่า ๒ คนตามรัฐธรรมนูญใหม่ อาจจะเป็น ๓ อาจจะเป็น ๔ หรืออาจจะเป็น ๕ ผมไม่ยืนยันข้อเท็จจริงและไม่ทราบ เพราะว่าไม่ประสงค์ จะไปติดตามคุณสมบัตินะครับ เพราะฉะนั้นในเมื่อจะต้องมีการสรรหาในบางกรณีถึงครึ่งหนึ่ง ของคณะกรรมการแล้ว สู้ให้มีการสรรหาใหม่ทั้งหมดแล้วไม่ตัดสิทธิคนเก่าที่จะเข้ารับ การสรรหาด้วยหากคุณสมบัติครบดีหรือไม่ เหตุผลก็เพราะว่าไม่ใช่เหตุผลของผมนะครับ เหตุผลของผู้เสนอแนวความคิดนี้ก็คือเพราะไม่เช่นนั้นมันจะเกิดการลักลั่นกันระหว่าง กรรมการชุดเก่าที่ยังคงอยู่กับกรรมการชุดใหม่ที่ได้รับการสรรหาเข้ามาไม่ว่าจะเป็น ๒ คน ตามรัฐธรรมนูญใหม่หรือมากกว่า ๒ คน หากกรรมการการเลือกตั้งชุดเก่านั้นมีบางคน ขาดคุณสมบัติ มันจะมีวาระเขย่งกัน ๒ ท่านนี้อยู่ ๖ ปี อีก ๓ ท่านอยู่ยืดออกไปอีก ๗ ปี นับตั้งแต่วันได้รับการสรรหานี่นะครับ มันจะมีปัญหาหรือไม่ กรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองนั้นพิจารณาว่าเรื่องนี้ไม่น่ามีปัญหา เพราะทุกคนก็ต่างเข้ามา ทําหน้าที่เพื่อประเทศชาติเช่นกัน วาระจะเขย่งไปบ้างก็คงไม่เป็นอะไร แต่ก็มีอีกเหตุผลหนึ่ง ที่มีการเสนอขึ้นมาจากผู้ที่เขามีความเห็นว่าควรให้มีการสรรหาใหม่ทั้งหมด เราก็ได้หยิบ มาพิจารณาด้วยอีกเหตุผลหนึ่งก็คือว่ามันจะเป็นการรอนสิทธิของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ชุดใหม่ที่ได้รับการสรรหาเข้ามาหรือไม่ ที่จะไม่มีสิทธิเลือกประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งเอง ท่านประธาน ประเด็นนี้ก็คือว่า เมื่อมีการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้งเสร็จแล้ว รัฐธรรมนูญกําหนดให้ผู้ที่ได้รับ การสรรหาทุกคนนั้นเลือกประธานขึ้นมาคนหนึ่ง แล้วก็นําความขึ้นกราบบังคับทูลพร้อมกัน พระบรมราชโองการก็จะเป็นประกาศแต่งตั้งประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และกรรมการการเลือกตั้ง ทีนี้สิ่งที่เป็นประเด็นก็คือรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘ วรรคสอง ที่กําหนดให้นํามาตรา ๒๐๘ วรรคสองที่ว่าด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้ด้วย กับกรรมการองค์กรอิสระซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ก็คือว่าท่านกําหนดไว้ โดยชัดเจนเลยครับว่าประธานองค์กรอิสระ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าลาออกจากตําแหน่ง ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือประธานองค์กรอิสระแล้ว ต้องพ้นจากตําแหน่งตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการองค์กรอิสระด้วย ท่านเปิดดูมาตรา ๒๑๘ วรรคสอง และมาตรา ๒๐๘ วรรคสอง เพราะฉะนั้นประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีสิทธิ ลาออกจากตําแหน่งประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยกเว้นว่าท่านสมัครใจ ที่จะลาออกจากคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วย ประเด็นข่าวที่ได้ยินกันมาข้างนอกนั้น เป็นข่าวที่เป็นไปไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๐๘ กําหนดไว้ โดยชัดเจน ทีนี้มันก็จะเป็นประเด็นครับท่านประธาน สมมุติว่าให้กรรมการการเลือกตั้ง ชุดเก่าอยู่ต่อไปจนครบวาระทั้งหมดตามแนวความคิดแรกซึ่งกรรมาธิการไม่เห็นด้วย แล้วมีการสรรหากรรมการการเลือกตั้งใหม่ ๒ คนเข้ามานี้นะครับ มันก็จะเกิดเป็นประเด็นว่า ๒ คนใหม่เขามาตามรัฐธรรมนูญใหม่ เขามีคุณสมบัติที่เข้มขึ้น ถูกหรือไม่ผมไม่ทราบ แต่รัฐธรรมนูญโดยผลประชามติมันต้องเป็นไปเช่นนั้นนะครับ แต่เขากลับไม่มีสิทธิ เลือกประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งของเขาเอง อันนี้ก็เป็นประเด็นที่เราหยิบยกขึ้นมาหารือ แต่ว่าเราก็ไม่ได้มีความเห็นใดความเห็นหนึ่งสรุปออกมาเพราะเห็นว่าไม่อยากให้เป็นประเด็น ทางการเมือง คณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองจึงสรุปออกมาในเอกสารหน้า ๗ ในบทเฉพาะกาล อาจจะพูดได้ว่าเป็นแนวทางกลาง ๆ หรือกลางระหว่าง ๒ ทาง ทางหนึ่ง ที่บอกว่าให้ชุดเก่าอยู่ไปจนครบวาระ ทางนี้เราไม่เห็นด้วย อีกทางหนึ่งที่บอกว่าให้ รีเซต (Reset) ให้เซตซีโร (Set Zero) ใหม่ คือให้สรรหากรรมการชุดใหม่ทั้งหมดทันที ที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญบังคับใช้ เราก็ยังไม่ถึงกับไม่เห็นด้วย เรารับฟัง แต่เราก็เสนอหนทางกลาง ๆ ว่าหลักการควรจะต้องเป็นอย่างนี้ครับ ๑ ๒ ๓ ก็คือแน่นอนครับ เป็นไปตามมาตรา ๒๗๓ เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้กรรมการการเลือกตั้งทุกคน ขาดคุณสมบัติหรือไม่ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ต้องพิจารณา ท่านอยู่ต่อไป ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะประกาศใช้ แล้วก็ให้กําหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้งว่าให้กรรมการการเลือกตั้งที่ไม่ขัดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญใหม่ อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ใช่จนครบวาระนะครับ ครบ ๗ ปีเลยนะครับ ๗ ปีนี้เป็นวาระ ตามรัฐธรรมนูญใหม่ ๓. ก็คือว่าให้สรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหม่ทั้ง ๒ คน ที่รัฐธรรมนูญเพิ่มเข้ามา และจะกี่คนไม่ทราบถ้ามีคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดเก่าขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่ง อันนี้ก็เป็นทิศทางที่กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองเสนอมาในหน้า ๗ ข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ผมไม่จําเป็นต้องอ่านนะครับ แต่อย่างไรก็ดีผมเห็นว่าน่าจะต้องมีเพิ่มเติม ขึ้นมาข้อหนึ่ง จะเพิ่มเติมเป็นลายลักษณ์อักษร หรือจะแนบในหนังสือที่ไปสู่คณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญก็สุดแท้แต่นะครับว่าในบรรดาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๑๐ ฉบับ และในบรรดาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่จําเป็นกับการเลือกตั้งทั่วไป ๔ ฉบับนี่นะครับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีความเห็นอย่างแรงกล้าที่ขอให้ ทั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและสภานิติบัญญัติแห่งชาติเร่งทําคลอดพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งออกมาก่อน ก่อนฉบับอื่น อย่างน้อยสัก ๓๐ วัน หรือ ๖๐ วัน ทั้งนี้เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่าโรดแมป (Roadmap) ของการนําไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเริ่มต้นนับ ๑ นับตั้งแต่ วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใช้บังคับ ๑๕๐ วัน หรือ ๕ เดือน ทีนี้ถ้าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งไปคลอดออกมาพร้อมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. นี่นะครับ แล้วเกิดบังเอิญมีผลสรุปออกมาตามที่กรรมาธิการ เสนอไปนี่มันก็จะต้องมีการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้งใหม่ขึ้นมา ถึงแม้ว่าจะใช้เวลา ๓๐ วัน แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วเกินครับ ๔๕ วัน มี มันก็จะทําให้การเตรียมการเลือกตั้ง มันสะดุดลงหรือไม่ราบรื่นเท่าที่ควร แต่ถ้าเผื่อเราบริหารจัดการโดย กรธ. โดย สนช. นี่นะครับ ให้พิจารณาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้เสร็จก่อนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็การได้มาซึ่ง ส.ว. อีกฉบับหนึ่งนี่นะครับ ออกมาก่อนสัก ๓๐ วัน หรือ ๖๐ วัน ก็จะแก้ปัญหานี้ทั้งสิ้นทั้งปวงได้ครับ ท่านประธานครับ ความจริงก็ยังมีแนวความคิดอื่นอีก ๒-๓ แนวความคิดนะครับ แนวความคิดหนึ่งที่กรรมาธิการเรายังไม่ได้พิจารณาก็คือว่า ถ้าเพื่อป้องกันปัญหาทั้งหมดนี่เรากําหนดให้กรรมการการเลือกตั้งชุดเก่า เฉพาะที่ไม่ขาดคุณสมบัติ หรือที่ขาดคุณสมบัติแล้วให้อยู่ต่อไปจนกว่าจะจัดการเลือกตั้ง ครั้งแรกเสร็จสิ้นเลย แล้วดําเนินการสรรหาจะดีหรือไม่ อันนี้ก็เป็นอีกแนวความคิดหนึ่ง ซึ่งกรรมาธิการไม่ได้ทํารายงานไว้ แต่กระผมขอนํามารายงานท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก แล้วก็หวังว่าเพื่อนสมาชิกจะได้ให้ความเห็นกันอย่างกว้างขวาง ขอเรียนย้ํานะครับว่า ในการพิจารณาของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง พิจารณาไปตาม หลักรัฐธรรมนูญล้วน ๆ แล้วก็ได้ปรึกษาหารือกับกูรู (Guru) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ของประเทศมาแล้วครบถ้วน ไม่ได้มีความเห็นโดยเอาตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาเป็นตัวตั้ง และไม่ได้มีการนําคุณสมบัติของ คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบันเข้ามาประกอบการพิจารณาด้วยเลยแม้แต่น้อย ที่จําเป็นจะต้องพูดถึงก็เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ อย่างเช่น ประเด็นที่รัฐธรรมนูญ กําหนดไว้ว่าประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น ถ้าจะลาออกจากตําแหน่ง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ต้องถือว่าพ้นจากตําแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไปด้วย อันนี้ก็จําเป็นที่ต้องพูดไว้เพราะเป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ในมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๑๘ ทุกประการก็มีที่มาดังประการนี้ กราบขอบพระคุณครับ