วลัยรัตน์ ค้านถอยหลังจัดการเลือกตั้ง ย้ำต้องอยู่กับองค์กรอิสระ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๑ · ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

วลัยรัตน์ ศรีอรุณ แถลงปิดการประชุมกรรมาธิการหลังการอภิปรายร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยตั้งข้อสังเกตถึงข้อเสนอให้กระทรวงมหาดไทยกลับมาจัดการเลือกตั้งแทน กกต. ว่าขัดกับเจตนารมณ์เดิมที่ต้องการความเป็นอิสระและน่าเชื่อถือ พร้อมคัดค้านข้อห้ามต่างๆ ที่ขัดกับความเป็นจริงและประสิทธิภาพในการบริหาร เช่น การห้ามข้าราชการประจำเป็น กกต.จังหวัด หรือการตั้งชุดสืบสวนเคลื่อนที่เร็ว โดยย้ำถึงความจำเป็นในการทบทวนและชี้แจงเหตุผลให้ชัดเจน รวมทั้งเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการทุจริตอย่างเป็นระบบและมีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อความโปร่งใสและน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณนะคะ เป็นอันว่ากรรมาธิการจบการรายงานเรียบร้อยแล้วนะคะ มีผู้ขออภิปราย ๔ ท่าน ท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ท่าน พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ ท่านกษิต ภิรมย์ ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ไวกูณฑ์ ทองอร่าม นะคะ เรียนเชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑ ค่ะ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : ขอบพระคุณครับ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ ได้นั่งฟังกรรมาธิการอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะกรรมการ การเลือกตั้ง พร้อมกับอธิบายให้ความรู้กฎหมายรัฐธรรมนูญในหลายมาตรา ขอบคุณครับ วันนี้เป็นเรื่องของข้อเสนอเพื่อไปประกบ เพื่อไปประกอบกับร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผมเองไม่แน่ใจครับ มันมีสุภาษิตไทยโบราณ อยู่คําหนึ่ง กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ ขณะนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งส่งร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๓-๔ ฉบับ ถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหมดแล้ว กรธ. รับไว้แล้ว ข้อเสนอนี้วันนี้ ถ้าเกิดบังเอิญนะ ผมใช้คําว่า บังเอิญผ่านความเห็นชอบจากสภาไปมันจะทันกาลไหม เพราะสุภาษิตไทยเมื่อสักครู่ความหมายก็คือลักษณะของการทํางานที่มีความรีรอ ลังเลใจทําให้แก้ปัญหาได้ไม่ทันท่วงที ทําไมต้องรีรอ ทําไมต้องลังเลใจ ทําไมต้องถอยเข้าถอยออก เดี๋ยวผมจะขออนุญาตอภิปราย เมื่อเรื่องเข้ามาสู่สภาผมในฐานะสมาชิกสภาต้องทําหน้าที่ อยู่ ๒ อย่างครับ คืออภิปรายเห็นด้วย สนับสนุน ติติง แต่งเติม เสริมแต่ง คล้อยตามกับ อภิปรายไม่เห็นชอบ อึดอัด คัดค้านอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เคยพูดกันในสภาแห่งนี้ในบางประเด็นแล้วครับ ก่อนหน้านี้คงจําได้ครับ มีประเด็น ที่จะให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้งแทน กกต. พอประเด็นนี้ออกไปก็นําเข้ามาสู่สภาแห่งนี้ว่า อย่าพูดนะสภาแห่งนี้จะเสียหาย เพราะเรื่องนั้นยังไม่ผ่านสภาไป จนกระทั่งทั้งนักการเมือง ทั้งนักวิชาการ ทั้งชาวบ้านออกมาวิพากษ์กันให้ลั่น

ในอดีตที่ผ่านมาครับ ผมเท้าความนิดหนึ่งครับ กระทรวงมหาดไทยทําหน้าที่ จัดการเลือกตั้ง ผมถามกรรมาธิการนิดเดียวครับ ถ้ากระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้งดี มีประสิทธิภาพ การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ทําไมถึงเปลี่ยนล่ะครับ ทําไมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ถึงได้มาตราให้มีองค์กรอิสระ เขาเรียกกันว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาจัดการเลือกตั้งแทนล่ะครับ ทําไมกระทรวงมหาดไทยไม่ทําต่อล่ะครับ องค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ตั้งขึ้นมาแทนกระทรวงมหาดไทย เพราะถ้าให้ กระทรวงมหาดไทยทําต่อไปมันไม่ไหวแล้วละครับ เพราะกระทรวงมหาดไทยก็รู้กันอยู่ครับ ว่าสังกัดกับฝ่ายบริหาร เป็นกระทรวงหลักกระทรวงใหญ่กระทรวงหนึ่งซึ่งมีเครือข่าย ทั่วประเทศ ดังนั้นเมื่อไปจัดการเลือกตั้งก็หนีไม่พ้นครับ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีหรือมีแล้วก็แล้วแต่ครับ จะถูกกล่าวหาว่ารัฐบาลในขณะนั้นได้เปรียบ เข้าไปแทรกแซง เข้าไปควบคุม เข้าไปร่วมทุจริต กล่าวหากันถึงขนาดนั้นครับ ถึงได้เปลี่ยนมาเป็นองค์กรอิสระครับ ถ้ากรรมาธิการชุดนี้ จะกลับไปให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้งอีก ขอความกรุณาครับ ท่านกรรมาธิการ ท่านกลับไปค้นหาคําวิพากษ์วิจารณ์ เสียงคัดค้านต่อต้านจากประชาชนว่ามันดังขนาดไหน ถึงได้เปลี่ยนมาเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ถ้าท่านตอบคําถามตรงนั้น ผมไม่ได้ ท่านถอยออกไปครับ ถอนออกไปครับ ท่านอย่ามาบอกว่าให้ กกต. คุมนโยบาย ให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง การจัดนั่นแหละครับสําคัญที่สุด ท่านถอยเถอะครับ ถ้าข้อเสนอพรรค์อย่างนี้ไปผมอายครับ ผมอายเสียงคัดค้านจากประชาชน ถ้าท่านจะเถียงว่า กกต. จัดการเลือกตั้งเองไม่มีศักยภาพ ท่านไปคิดดูใหม่ครับ ในกฎหมายทุกฉบับที่ผ่านมา เขาให้อํานาจ กกต. มีอํานาจที่จะให้ข้าราชการทุกหมู่เหล่าเข้าสนับสนุนการเลือกตั้ง และในความเป็นจริงอยู่ขณะนี้ก็ใช้กระทรวงมหาดไทยอยู่ด้วย ในกรุงเทพมหานคร เห็นชัดครับ สํานักงานเขตจัดการเลือกตั้งครับ

ประเด็นที่ ๒ ครับ เรื่องนี้ค่อนข้างที่จะสําคัญยิ่งครับ อยู่ในหน้า ๔ (๓) ขออนุญาตอ่านนิดหนึ่งครับ ในแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการนี่แหละครับบอกว่า กรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดให้สรรหาและแต่งตั้งจากผู้ที่ไม่มีภูมิลําเนาอยู่ในจังหวัด ที่ดํารงตําแหน่ง แปลเป็นไทยง่าย ๆ ว่าในคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดยังมี แต่ในการสรรหาต้องสรรหาจากคนภายนอกจังหวัดนั้น คนที่มีภูมิลําเนาในจังหวัดนั้น ห้ามเป็น กกต. ประจําจังหวัดนั้น ผมไม่แน่ใจว่าเอาอะไรคิด ขออภัยครับ ใช้หลักอะไรคิด ขอถอน เอาอะไรคิดนะครับ อยู่ ๆ มาตั้งผมไปเป็น กกต. ประจําจังหวัดเชียงใหม่ เพราะผมลงกรุงเทพฯ ไม่ได้ เพราะเขาห้าม แล้วผมได้ตั้งเป็น กกต. ประจําจังหวัดเชียงใหม่ ผ่านการสรรหาวาระ ๔ ปี ผมไปหลงอยู่บนดอยสุเทพครบ ๔ ปีพอดีได้ลงมาครับ ถ้าจะทําให้เหมือน ทําให้สอดคล้อง ต่อไป ส.ส. ในจังหวัดนั้นห้ามไม่ให้ผู้ที่มีภูมิลําเนา ในจังหวัดนั้นเป็น ส.ส. จังหวัดนั้นสิครับ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านเป็นกรรมาธิการ ท่านไปสมัครที่เชียงใหม่เลยครับ ใช้หลักอะไรคิดครับ อธิบายผมหน่อย แต่งตั้งคนยะลามาเป็น กกต. กทม. สนุกสนานไหมครับ ผมพยายามหาหลักว่า คณะกรรมาธิการชุดนี้ใช้หลักอะไรคิด หาไม่เจอครับ ปวดท้องอีกแล้วครับ ความดันขึ้นอีกแล้ว ตอบผมหน่อย ถ้าไม่มี หาไม่ได้ เอาออก เสนอไปผมอายเขาครับ

ประเด็นที่ ๓ อยู่ใน (๕) ที่หน้า ๔ ของแผนการปฏิรูป บอกว่าห้ามกรรมการ การเลือกตั้งประจําจังหวัด ห้ามไม่ให้ข้าราชการประจําเป็น เมื่อกี้ท่านวันชัยท่านกรรมาธิการ ก็ชี้แจงไปแล้วว่าข้าราชการประจํากลัวจะไม่เป็นกลางบ้าง กลัวจะไม่มีเวลาบ้าง ท่านทราบไหมครับว่าทําไมเขาถึงให้เป็น ทําไมเขาจําเป็นต้องให้เป็นท่านทราบไหม ต้องทราบตรงนั้นก่อน ถ้าท่านไม่ทราบผมจะบอกให้ท่านทราบ และถ้าท่านยังไม่ทราบ ท่านอย่าเขียนเป็นอย่างนี้อายเขาครับ เวลาเขาเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจําจังหวัดทั้ง ๕ คน ๕ ท่าน แม้ว่าจริง ๆ ไม่มีโควตาแต่เขากําหนดโควตาไว้ในใจ ว่าควรจะมีที่มาจากหลากหลาย หลายอาชีพ หลายสาขา ใน ๕ คนนี้ให้โควตาของตํารวจ ทหาร ให้โควตาของนักวิชาการ ให้โควตาของสายการปกครอง ให้โควตาจากสายสังคม ถามว่าทําไม ได้ใช้บุคคลเหล่านี้ให้ถูกกับสายงานครับ ทหาร ตํารวจ ใช้กําลังครับ ถ้าหากว่า คุณห้ามข้าราชการประจําไปเป็น กกต. ประจําจังหวัด ได้เฉพาะข้าราชการเกษียณแล้ว ตํารวจ ทหารคนไหนที่เกษียณแล้วสั่งกําลังได้บ้างล่ะ นี่หลักคิดครับ ตํารวจ ทหารคนไหน สั่งกําลังได้บ้าง ท่านใช้งานเขาได้แค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหากว่าเป็นข้าราชการประจํา ท่านใช้งานเขาได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นแหละครับ เอาออกเถอะครับผมอายเขา ถ้าเสนอไปอย่างนี้ ดังนั้นในแผนการปฏิรูปแผนนี้ข้อเสนอเหล่านี้ท่านกําลังห้ามในสิ่งที่ ไม่ควรห้าม แล้วท่านก็ไปให้ในสิ่งที่ไม่ควรให้ ถอยออก ถอนออก ด้วยความเคารพครับ

ประเด็นที่ ๔ ในเรื่องของอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง อยู่ในหน้า ๖ (๒) (๓) ขอเวลาอีกนิดเดียวครับ การที่จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง และเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนของ กกต. เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง เรื่องนี้ผมพูดและผมทํา ผมพยายามทํามาแล้ว ๒ ปี มันต้องเป็นตั้งนานแล้ว จะออกหมายเรียกเขา จะไปค้นจะไปจับก็ทําไม่ได้เป็นเฉพาะ ๕ กกต. เท่านั้นฝ่ายสืบสวนไม่เป็น จะพกอาวุธก็ไม่ได้ ไปสอบเขาไม่แน่ใจวันนี้จะได้กลับบ้าน หรือเปล่า เป็นเจ้าพนักงานเมื่อไรออกหมายเรียก ออกหนังสือเชิญ ขัดคําสั่งเจ้าพนักงาน มีความผิดตามกฎหมาย ตาม ป. อาญา อย่างนั้นควรจะเป็นตั้งนานแล้วตรงนี้เห็นด้วย แล้วท่านก็เลยเถิดไปพูดถึงเรื่องการสืบสวนว่าต้องตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วเพื่อเข้าไปสืบสวน หาข้อมูล ผมอ่านในเรื่องนี้แล้วผมปวดหัวบอกตรง ๆ ครับ ผมไม่มั่นใจว่าตอนที่ท่านเขียนแผน มีใครมาให้คําปรึกษาเรื่องสืบสวนสอบสวนบ้าง ท่านยังไม่เข้าใจในแผนเรื่องการสืบสวน กับสอบสวนเท่าที่ควรไม่ใช่ผมต่อว่านะครับ อันนี้ผมพูดความจริง เพราะผมบรรยาย เรื่องสืบสวนสอบสวนเป็นเรื่องละเอียดมันแยกยาก สืบสวนคือการแสวงหาข้อเท็จจริง ระดับศาล ซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจได้ปฏิบัติไปตามอํานาจและหน้าที่ เพื่อรักษา ความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเพื่อที่จะทราบรายละเอียดแห่งความผิด ดังนั้น การสืบสวนต้องกระทําต่อเนื่องตลอดครับ ไม่ใช่ทําตอนเลือกตั้ง ไม่ใช่ ๑๕ วัน ก่อนการเลือกตั้งและตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วไปสืบสวน อันนั้นไม่ใช่ครับ อันนั้นเป็นชุดเผชิญเหตุ ชุดไปพิสูจน์ทราบ ได้ข่าวว่าแจกน้ําปลากับขับรถไปมอเตอร์ไซค์เร็ว รถยนต์เร็ว คนเร็ว เครื่องมือสื่อสารเร็วปรื๋อเข้าไปไปดูว่ามีการแจกน้ําปลา แจกกะปิ แจกยาสีฟัน นั่นหาเสียง ในอดีตทําอย่างนั้นกันจริงหรือไม่ ไอ้นั่นไม่ใช่ชุดสืบสวนครับ ชุดสืบสวนที่ท่านจะพูดถึงมันต้องตั้งขึ้นมาจากองค์ประกอบ ที่หลากหลายดังต่อไปนี้ครับ ท่านกรรมาธิการจดเลยครับ ดังต่อไปนี้ครับ ๑. ชุดสืบสวน ของ กกต. ๒. ทหาร ๓. ตํารวจ ๔. ฝ่ายปกครอง ชุดนี้ต้องสนธิกําลังกันทั้งปีทั้งชาติเลยครับ แล้วก็สืบเพื่อเก็บข้อมูลมาเป็นระบบทั้งปีไม่ใช่ไปทําตอนเลือกตั้ง ก่อนเกิดเหตุก็คือ ก่อนการเลือกตั้ง ขณะเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง ชุดนี้ต้องสืบสวนตลอดครับ ทําไมต้องมี สนธิกําลังกันหลายฝ่ายครับ เพื่อ ๑. สืบสวนในหลายมิติ ๒. เพื่อเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) ชุดเหล่านี้ก็จะเช็ก (Check) กันเอง กกต. คุณมีนอกมีในหรือเปล่า ตํารวจเช็ก (Check) กันสิ ทหารเช็ก (Check) ฝ่ายปกครองเช็ก (Check) แล้วข้อมูล มารวมกันที่เดียว ประชุมกันเป็นวงรอบ มีข้อมูลกันว่ามีใครมีท่าทีที่จะทําผิดกฎหมายเลือกตั้ง ผมถามว่าถ้าทําอย่างเป็นระบบอย่างนี้ ชุดสืบสวนทํางานอย่างนี้ ข้อมูลอยู่ในมืออย่างนี้ ใครจะกล้าทุจริต ฉะนั้นชุดสืบสวนต้องเป็นพรรค์อย่างนี้ครับ ไม่ใช่เป็นม้าเร็วอย่างที่ท่านว่า ไปถอยออก ไปเพิ่มเติมเสียเถอะครับ ท่านประธานครับ ฝากไปยังกรรมาธิการครับ ที่ผมพูดมาทั้งหมดขอสรุปอีกครั้งหนึ่งดัง ๆ อย่างนี้ครับว่าในเรื่องขอให้กระทรวงมหาดไทย ไปจัดการเลือกตั้ง ในเรื่องของห้ามคนในพื้นที่ที่มีภูมิลําเนาอยู่ในพื้นที่จังหวัด เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดให้ไปเอาจังหวัดอื่นมาเป็น ในเรื่องของ ห้ามข้าราชการประจําเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัด ท่านถอนออกเถอะครับ ถ้าท่านเสนอไปผมอายครับ มันขัดกับหลักการและเหตุผลโดยสิ้นเชิงครับ ขอความกรุณา ทบทวนในเรื่องของชุดสืบสวนต้องเข้าใจคําว่า สืบสวน ต้องสร้างองค์ประกอบ ของงานสืบสวน ไม่ใช่ชุดเคลื่อนที่เร็ว การสืบสวนเป็นการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรม กรณีนี้คือการป้องกันและปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้งจะต้องมี องค์ประกอบทั้งส่วนของ กกต. ทหาร ตํารวจ ฝ่ายปกครองเป็นอย่างน้อย เพื่อร่วมกัน ที่จะตรวจสอบระหว่างกันและสืบสวนอย่างต่อเนื่อง กระผมเชื่อว่าข้อเสนอของกระผม เป็นประโยชน์ที่จะนําไปประกบ ประกอบกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ถ้างายังไม่ไหม้ แปลว่าถ้าไปทันครับ เพราะอย่างน้อย ท่านต้องรอ ๗ วัน ท่านเอาความเห็นไปปรับถ้าผ่านนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ตามข้อเสนอของกระผมที่พูดมาทั้งหมดตรงกันข้ามกันกับข้อเสนอของกรรมาธิการครับ ดังนั้นถ้ากรรมาธิการไม่ถอย ไม่ถอน ผมเป็นคนหนึ่งที่จะลงความเห็นไม่ให้ความเห็นชอบครับ แม้ว่าผมจะเคารพรักในกรรมาธิการสักขนาดไหน แต่ความถูกต้อง ชอบธรรม ประเทศชาติ และประชาชนต้องมาก่อน ด้วยความเคารพครับ

ต่อไปนะคะ เชิญท่าน พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ เชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย ค่ะ