จินดา ชี้ร่างรัฐธรรมนูญไร้หมวดปฏิรูป หลังเสนอเพิ่มแต่ถูกตัด

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๑ · ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

จินดา วงศ์สวัสดิ์ ชี้ถึงความสำคัญของการปฏิรูปประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้มีคณะกรรมการชุดถัดจาก สปท. เพื่อดำเนินการต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดตั้งกลไกแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองอย่างสันติวิธีภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เนื่องจากปัญหาการเมืองในอดีตมักเกิดนอกสภาและไม่มีช่องทางระงับยับยั้งที่มีประสิทธิภาพ

นายจินดา วงศ์สวัสดิ์

กราบขอบคุณท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจินดา วงศ์สวัสดิ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๒๖ อยากกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ว่าก่อนอื่นนั้นต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ช่วยร่างเกี่ยวกับเรื่องของ คณะกรรมการที่จะดําเนินการปฏิรูป ต่อจาก สปท. ของเราไป ก่อนอื่นนั้นอยากเรียนท่านประธานนะครับว่าท่านประธานคงจําได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามตินี่เคยมาขอความคิดเห็นจากสมาชิก สปท. เรา ครั้งหนึ่งโดยส่งตัวแทนมาแล้วรัฐธรรมนูญตอนร่างตอนนั้นไม่มีเรื่องของการปฏิรูปครับ มีอยู่มาตราเดียวว่า สปท. จะปฏิรูปเรื่องอะไรบ้างให้เติมไป ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แค่นั้นเอง ผมเองวันนั้น ได้ขึ้นพูดในที่ประชุมแห่งนี้ท่านประธานคงจําได้ผมบอกว่าถ้าจะปฏิรูปประเทศ ตามข้อเรียกร้องที่ประชาชนต้องการนั้นเขียนแค่มาตราเดียวไม่ต้องเขียนครับ เพราะมันจะยาว เป็น ๑๐ หน้า ๒๐ หน้า เพราะว่าปฏิรูปนั้นมันทุกด้าน ทุกกระบวนการ ทุกอย่าง มันไม่สามารถ เขียนภายในรายละเอียดเพียงมาตราเดียวได้ ผมจึงเสนอในวันที่ประชุมวันนั้นว่าขอให้ตั้ง หมวดปฏิรูปประเทศขึ้นมา ๑ หมวด แล้วเขียนมาตราเดียวว่าปฏิรูปประเทศโดยให้ใช้ หลักเกณฑ์ตามแนวทางที่ สปท. เสนอไว้แค่นั้นเอง แล้วตอนนั้นก็กําหนดวาระ สปท. อยู่ ๑ ปี หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ท่านประธานคงจําได้ที่ส่งตัวแทน ๒ คนมารับฟัง ความคิดเห็นจาก สปท. เราแห่งนี้ หลังจากนั้นปรากฏว่าหลังจากที่ได้รับความคิดเห็นของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติและของ สปท. เราไป รัฐธรรมนูญที่ออกมาใหม่มีหมวดปฏิรูป ตามที่ผมเสนอไป แต่ไม่ใช่แค่นั้นครับเพิ่มวัตถุประสงค์ขึ้นมาตามมาตรา ๒๕๗ โดยกําหนดวัตถุประสงค์ ๓ ข้อ ข้อแรกครับ ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคี ปรองดอง มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และมีความสมดุล ระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุและการพัฒนาด้านจิตใจ อันนี้คือข้อที่ ๑ เลย ความสามัคคี ปรองดอง เห็นไหมครับผมพูดแค่ข้อเดียว ข้อ ๒ ข้อ ๓ จะไม่พูด เสร็จแล้วมีหมวดปฏิรูป เพิ่มมาอย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการได้บอกว่ามาตรา ๒๕๘ ให้ดําเนินการปฏิรูปประเทศ อย่างน้อย เน้นคําว่าอย่างน้อย ในด้านต่าง ๆ แล้วก็ยกตัวอย่างด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านการศึกษา ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม เป็นตัวอย่างแต่สามารถเพิ่มเติมได้ อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการได้กราบเรียนไว้นะครับ พอเปิดหมวดปฏิรูปขึ้นมานั้น ก็มีการให้ออกกฎหมายเพื่อการปฏิรูปประเทศต่ออีก ๕ ปีเป็นอย่างน้อย เพิ่มจากตอนนั้น ให้ สปท. เราอยู่แค่ ๑ ปี ตอนนี้เป็นใหม่ออกมาหวังผล ๑ ปี สัมฤทธิผล ๕ ปี นั่นก็หมายความว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นจะต้องคงอยู่ต่อไปอีกไม่น้อยกว่า ๕ ปีอย่างที่ท่านเลิศรัตน์ได้อภิปรายไว้เมื่อกี้นี้ นั่นคือการออกกฎหมายนี้ภายใน ๑๒๐ วันนั้น จะต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ารูปแบบโครงสร้างของคณะกรรมการนั้น มันไม่ใช่การเขียนในกฎหมายนี้ มันเป็นอํานาจของหัวหน้า คสช. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๖ ที่ให้อํานาจหัวหน้า คสช. กําหนดเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้างของ สปท. เราจะเป็นแบบไหนแล้วแต่หัวหน้า คสช. เป็นคนกําหนดรูปแบบโครงสร้างและจํานวนสมาชิก เราไม่ได้เกี่ยวข้อง สิ่งที่เราคิดเสนอกันนี้ก็คือกฎหมายแผนและขั้นตอนในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมันมีหลายด้านที่ผมยกตัวอย่างเมื่อกี้นะครับ แต่ผมจะไม่พูดด้านอื่น ผมจะขอพูด แค่ด้านเดียวใช้เวลาไม่มาก ผมจะขอพูดในเรื่องของด้านการเมืองนะครับท่านประธาน ด้านการเมืองแค่วงเล็บเดียวผมพูด (๕) การปฏิรูปมาตรา ๒๕๘ (๕) ด้านการเมือง ผมจะอ่านให้ท่านประธานฟังนะครับ มีกลไกแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง โดยสันติวิธี ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในร่างข้อกฎหมายฉบับนี้ไม่มีกระบวนการหรือกลไกแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ท่านอาจจะสงสัยว่าการเมืองก็รัฐสภาแก้ปัญหา ใช่ครับ ถ้าการเมืองในระบบใช้รัฐสภา แก้ปัญหาได้ แต่ในอดีตที่ผ่านมาท่านประธานจําได้นะครับตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ จนถึงปี ๒๕๕๗ ๑๐ ปีเต็ม ๆ ปัญหาทางการเมืองไม่ได้อยู่ในสภาแต่อยู่นอกสภา แล้วไม่มีกลไกไหนที่จะไป แก้ปัญหาพวกนี้ได้เลยเห็นไหมครับ ปฏิวัติปี ๒๕๔๙ เสร็จเรียบร้อยเลือกตั้งก็เกิดแบบเดิม ก็มีการเมืองนอกสภาส่งผลให้ปัญหาประเทศชาติเราไม่เดินไปไหนเลย นั่นคือความขัดแย้ง ทางการเมืองจนเราต้องมาปฏิวัติเมื่อปี ๒๕๕๗ ในปัจจุบันนี้ แล้วท่านคงจําได้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดอยู่เสมอว่าถ้าแก้ปัญหาทางการเมืองไม่ได้ แก้ปัญหาความขัดแย้งไม่ได้ การปฏิวัติครั้งนี้ก็จะล้มเหลวก็จะสูญเปล่าไม่เกิดอะไรขึ้น ก็เหมือนปี ๒๕๔๙ เหมือนเดิม ท่านประธานจําได้ไหมครับ รัฐธรรมนูญฉบับที่อาจารย์บวรศักดิ์ร่างไว้มีอยู่เรื่องหนึ่ง ที่ในรัฐธรรมนูญฉบับประชามติไม่ได้เขียนไว้ แต่ของอาจารย์บวรศักดิ์เขียนไว้ชัดเจนนั่นคือ คณะกรรมการ คปป. ที่ต้องการแก้ปัญหาทางการเมืองนอกสภา แต่รัฐธรรมนูญชุดนี้ ไม่ได้เขียนไว้ ทําไมรัฐธรรมนูญชุดอาจารย์บวรศักดิ์ไม่ผ่านความเห็นชอบของ สปช. นั่นก็เพราะว่า อาจารย์บวรศักดิ์เขียนรัฐธรรมนูญโดยใช้อํานาจเผด็จการไปยับยั้งอํานาจที่ชอบธรรม ในรัฐสภาถึงไม่ได้รับการยอมรับ เพราะมันถือว่าเป็นอํานาจนอกระบบมาใช้บังคับกับรัฐบาล หรือสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งไม่ได้มันไม่ชอบธรรมมันขัดหลักการ ถึงไม่ผ่านและไม่ได้รับ การยอมรับจาก สปช. จึงถูกระงับไป แต่การเขียนหมวดปฏิรูปขึ้นมา ๑ หมวด อันนี้ผมเชื่อว่า ท่านอาจารย์มีชัยต้องรู้ มันจะต้องเป็นกลไกที่จะมาชดเชยหรือทดแทนคณะกรรมการ คปป. แต่จะไม่ใช่อํานาจนอกระบบแบบเข้าไปใช้อํานาจยับยั้งทันทีไม่ได้เพราะมันผิด หลักการประชาธิปไตย แต่องค์กรที่จะเกิดใหม่ที่หัวหน้า คสช. จัดตั้งจะต้องเป็นองค์กร ที่แก้ไขปัญหาความขัดแย้งนอกสภาได้ แต่อาศัยกลไกในระบอบประชาธิปไตยตาม (๕) จะสัมพันธ์อย่างไร ผมคิดว่าไม่เหนือกว่าที่ท่านประธานกรรมาธิการเราจะคิด หรือกรรมาธิการเราจะคิด เพราะมันต้องเชื่อมโยงระหว่าง สปท. ที่จะตั้งใหม่ หรือคณะกรรมการอะไรก็แล้วแต่ ๑ คณะขึ้นมาที่หัวหน้า คสช. มันต้องสัมพันธ์กับรัฐบาล และต้องสัมพันธ์กับรัฐสภา เพราะผลสุดท้ายหากเกิดความขัดแย้งรัฐสภาต้องเป็นผู้ตัดสิน จะตัดสินในรูปไหนเป็นกระบวนการที่จะต้องเขียนในกฎหมายฉบับนี้ เพราะไม่อย่างนั้น ในรัฐธรรมนูญเรื่องปฏิรูปทุกอย่างหมด มันเป็นกระบวนการที่ทาง สปท. เราเสนอไป มีขั้นตอน มีกระบวนการ แต่ไม่มีกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในข้อ ๕ ในหมวด เรื่องของการเมือง ผมถึงบอกว่าตรงนี้ตกไป อยากฝากท่านกรรมาธิการลองเขียนดูว่า ทําอย่างไรจะใช้องค์กรใหม่ที่จะเกิดขึ้นภายใน ๑๒๐ วันหลังรัฐธรรมนูญใช้เพื่อแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งนอกสภาให้ได้ การปฏิวัติถึงจะไม่สูญเปล่า ผมขออนุญาตประธานอีกนิดหนึ่งครับ เพราะว่าอะไร เพราะว่ากลไกตัวนี้หายไปจากรัฐธรรมนูญที่ คสช. เคยให้อาจารย์บวรศักดิ์ เขียนไว้แต่ชุดนี้ไม่มี แต่มาเปิดหมวดปฏิรูปซึ่งผมเองเป็นผู้เสนอในที่ประชุมนี้ว่าต้องเปิด และเอากลไกนี้ไปแก้ไขปัญหา ตรงนี้ให้ได้ ซึ่งรัฐบาลก็รับไปดําเนินการ ท่านอาจารย์มีชัยก็เขียนออกมาซึ่งผมไม่ทราบว่า รายละเอียดเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่ากลไกองค์กรใหม่ที่จะเกิดขึ้น ๑. ทําหน้าที่ปฏิรูปต่อเนื่อง โดยสัมพันธ์กับรัฐธรรมนูญนี้ที่ให้วุฒิสภาเป็นตัวขับเคลื่อนควบคู่กับองค์กรใหม่ที่จะเกิดขึ้น แต่องค์กรนี้จะต้องสัมพันธ์กับรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองนอกระบบ ที่จะเกิดขึ้นครับ ขอบคุณท่านประธานครับ