เลิศรัตน์ รัตนวานิช แสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นความสำคัญของการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและรองรับยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมเสนอให้แยกบทบาทของคณะกรรมการปฏิรูปและผู้จัดทำแผนยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน และเชื่อมโยงการทำงานกับรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 วรรคสองเพื่อให้การพิจารณาร่างกฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังชื่นชมความตั้งใจของคณะกรรมการจัดทำร่างกฎหมายที่สอดคล้องกับกรอบรัฐธรรมนูญและบริบทการปฏิรูปที่ผ่านมา
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการอภิปรายในวาระปฏิรูป ในข้อเสนอของคณะกรรมการศึกษาและจัดทําร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอน การดําเนินการปฏิรูปประเทศ ในเรื่องการกําหนดประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยแผน และขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ
ประการแรก ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานและกรรมการทุกท่านที่ได้ ทํางานกันอย่างหามรุ่งหามค่ํา ใช้เวลาไม่มากนักได้ศึกษาในรายละเอียดต่าง ๆ และข้อเสนอ ที่ผมคิดว่ามากมายครอบคลุมในเรื่องต่าง ๆ พอสมควร แต่เราก็ต้องดูภารกิจของท่าน ท่านมีภารกิจในการกําหนดประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดําเนินการ ปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่หมายความว่าภารกิจในการยกร่างกฎหมาย ไม่ใช่หมายความว่าภารกิจ ในการที่ต้องเอาทุกประเด็น ทุกเรื่อง ใส่ไว้ในเอกสารรายงานฉบับนี้ ก็คงจะนําเสนอเฉพาะ ในประเด็นที่สําคัญ ๆ ประเด็นที่ทางคณะกรรมการอาจจะคิดว่าเกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้ไปลงรายละเอียด ถึงว่าจะไปปฏิรูปอย่างไร จัดลําดับความเร่งด่วนอย่างไร ความร่วมมือต่าง ๆ เป็นอย่างไร ผมคิดว่าตรงนั้นเป็นภาระหน้าที่ของกรรมการปฏิรูปที่จะเกิดขึ้นตามกฎหมาย เพราะผมมอง อาจจะมองต่างจากหลาย ๆ ท่าน หรือมองต่างจากคณะกรรมการในบางประเด็นว่า การปฏิรูปหรือที่เราเรียกว่ารีฟอร์ม (Reform) นี่ก็คงจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นอยู่ ในปัจจุบันเพื่อให้มันดีขึ้น ทําไมในหลาย ๆ ประเทศอย่างผมไปยุโรป ไปอเมริกา ผมไม่เคย ได้ยินคําว่ารีฟอร์ม (Reform) เลย อาจจะรีฟอร์ม (Reform) เล็ก ๆ น้อย ๆ บางประเด็น แต่นี่เรากําลังจะโอเวอร์ฮอลไทยแลนด์ (Overhaul Thailand) เปลี่ยนประเทศไทย เพราะว่า เรามีปัญหามากมายที่ค้างคากันมา ไม่ว่าปัญหาในเรื่องของความเหลื่อมล้ํา ปัญหาในเรื่อง ของความยากจน การเข้าถึงโอกาสที่ต่างกันต่าง ๆ นานา เราจึงมาคิดในเรื่องการปฏิรูป เมื่อได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้น หรือมีการยึดอํานาจเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว เพราะเราเห็นว่า ปัญหาของประเทศที่จริงนั้นคือปัญหาของโครงสร้าง ปัญหาของการที่พี่น้องประชาชน ทั้ง ๖๐ กว่าล้านคนนี้มีความแตกต่างกันในสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรจึงไม่สามารถ จะพัฒนาตนเองได้ เราจึงเกิดคําว่าปฏิรูปขึ้นอย่างจริงจัง แล้วก็มาเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย มีสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งทั้ง ๒ สภานี้ก็ได้ทํางาน ทําบลูปรินต์ (Blueprint) ตอนนี้ก็เป็นรายละเอียดของการปฏิรูปในเรื่องต่าง ๆ อาจจะเป็น ๑๐๐ เรื่องก่อนที่สภาจะหมดอายุไป ฉะนั้นเมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติไปก็แน่นอนก็ต้องมี องค์กรมาขับเคลื่อนการปฏิรูปต่อ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงได้ออกแบบกฎหมาย ที่ให้ร่างให้เสร็จภายใน ๔ เดือน ให้มีคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งทําหน้าที่สืบต่อ จากที่เราทําอยู่นี้แหละครับ เราขับเคลื่อนสภานี้นําเรื่องที่สภาปฏิรูปแห่งชาติทําไว้ มาลงรายละเอียดจากแค่พิมพ์เขียวมาเป็นแผน มาเป็นขั้นตอน มาเป็นร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ ๖๐-๗๐ ฉบับ ในร่าง พ.ร.บ. ใหม่นั้นเขาบอกว่าให้ดําเนินการยกร่างกฎหมายนี้ขึ้นมา ซึ่งแน่นอน ในกฎหมายนั้นต้องมีองค์กรขึ้นมา ๑ องค์กร ถ้าเราพูดถึง ๓๐-๓๕ คน ผมคิดว่าก็ไม่ใหญ่โตนัก แล้วก็คงจะต้องมีกรรมการหรืออะไรต่าง ๆ เพื่อทําหน้าที่ขับเคลื่อน ขับเคลื่อนอะไร ก็ขับเคลื่อนการปฏิรูปต่อจากที่เราทําไว้ แล้วก็คิดเพิ่มเติมดูให้สอดคล้องกับภาวะของประเทศ แล้วเขายังเขียนว่าสัมฤทธิผลใน ๕ ปีแสดงว่ากรรมการคณะนี้ก็คงไม่ได้อยู่นานเกินกว่า ๕ ปี เพราะฉะนั้นการปฏิรูปคือการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเพื่อเตรียมองค์กร เตรียมประเทศไทย ให้สามารถดําเนินการไปตามแผนต่าง ๆ แผนการพัฒนาได้ ถ้าเรามีวัฒนธรรมที่ดี ถ้าเรามี เศรษฐกิจที่ดีกับพี่น้องประชาชนแล้วเราก็ไม่ต้องมาปฏิรูป เราต้องปฏิรูปด้านการศึกษา เรายังไม่รู้วิธีการเรียน วิธีการสอน ครูอาจจะสอนคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย เรายังเรียนกันผิด ๆ ถูก ๆ อยู่ตลอดเวลา นี่คือการปฏิรูป เพราะฉะนั้นผมมองเรื่องการปฏิรูป ว่าเราต้องการจะเปลี่ยนพื้นฐานของคน พื้นฐานของประเทศในหลาย ๆ แง่มุมเพื่อให้สามารถ ที่จะเข้าสู่แผนยุทธศาสตร์ชาติได้ มักจะถามผมว่ามันอันเดียวกันหรือเปล่า ผมก็ยังคิดว่า ไม่ใช่ฝาแฝดแน่นอน ระหว่างคณะกรรมการที่จะมาปฏิรูปประเทศใน ๕ ปีข้างหน้านั้น และคณะกรรมการที่จะจัดทําแผนยุทธศาสตร์ชาติ แต่จะมาเกี่ยวเนื่องกันบ้างก็คงจะเป็นไปได้ เพราะคนที่จะทําแผนปฏิรูปนั้นก็ต้องคํานึงถึงว่าจะเตรียมร่างกายอย่างไร จะแต่งตัวอย่างไร เพื่อที่จะสามารถไปทําให้คนของเรา ประเทศของเราดําเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ ที่จะกําหนดขึ้นครั้งละ ๒๐ ปีในอนาคต เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะตอบคําถามว่าคณะกรรมการ หรือฝ่ายเลขาต่าง ๆ ก็ไม่ควรจะเป็นคณะเดียวกัน เพราะภารกิจต่างกันอย่างชัดเจนนะครับ ผมขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยจากเอกสารที่ท่านคณะกรรมการได้แจกให้ ที่ผมอ่านแล้วอาจจะคิดไม่ตรงกับทางคณะกรรมการบ้างนะครับ อย่างเช่นในประเด็น ที่ข้อเสนอเกี่ยวกับการกําหนดองค์กรการปฏิรูปประเทศนี่ ท่านบอกแนวทางที่ ๑ การดําเนินการตามมาตรา ๒๑๖ วรรคสอง ซึ่งบัญญัติความสรุปว่าเพื่อประโยชน์ ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะปรับเปลี่ยน โครงสร้างโดยวิธีการทํางานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อให้การปฏิรูปประเทศ ตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ได้ และท่านบอกว่าหรือ ที่จริงอันนี้ไม่ใช่แนวทางที่ ๑ กับแนวทางที่ ๒ อันนี้เป็นสิ่งซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ให้อํานาจหัวหน้า คสช. ไว้เฉพาะในช่วง ๔ เดือนนี้เท่านั้นเอง ช่วงก่อนที่สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศหรือ สปท. นี้จะหมดอายุไป หมดอายุไปเพราะอะไร เพราะมีกรรมการ ชุดใหม่ขึ้นตามกฎหมายปฏิรูปประเทศที่จะร่างขึ้น เพราะฉะนั้นอันนี้ไม่ใช่แนวทางที่ ๑ ที่ ๒ อันนี้เป็นสิ่งซึ่งหัวหน้า คสช. มีอํานาจที่จะดําเนินการตามที่เห็นสมควรอาจจะบอกให้เราปรับ วิธีการทํางาน เปลี่ยนจากคณะปฏิรูป ๑๑ คณะเป็นอะไรแล้วแต่ อันนี้ก็แล้วแต่ แต่มันไม่ใช่ แนวทางที่ ๑ หรือแนวทางที่ ๒ ส่วนท่านพูดถึงแนวทางที่ ๒ โอเค (Okay) ไปพูดเป็นแนวทางแล้วกันว่ากําหนดให้มี องค์กรกลางการปฏิรูปประเทศ ผมก็เห็นด้วย และมีคณะกรรมการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ๒ รูปแบบดังนี้ คราวนี้มาดูรูปแบบของท่าน สมมุติมีองค์กรกลางท่านบอกว่ารูปแบบที่ ๑ ให้มีองค์กรการปฏิรูปประเทศ ๒ ระดับ ประกอบด้วยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ คือระดับชาติ และคณะกรรมการด้านตามกลุ่มยุทธศาสตร์ชาติ อันนี้ผมไม่เห็นด้วยเลย อย่างที่ผมได้กล่าวนํามาแต่ต้น ผมว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน การปฏิรูปประเทศกับยุทธศาสตร์ชาติ มันเกี่ยวเนื่องกัน มันโยงกัน มันสัมพันธ์กัน มันทับกัน มันโอเวอร์แลป (Overlap) กัน เหมือนวงกลม ๒ วง แต่ไม่ได้ทับกันซ้อนสนิท เพราะฉะนั้นการที่เราจะมาตั้งคณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ ตามกลุ่มยุทธศาสตร์ชาติผมว่าไม่ใช่ ยุทธศาสตร์ชาติมันเป็น การพัฒนาประเทศ ขับเคลื่อนประเทศไปตามที่เราต้องการ ตามเป้าหมายที่เราเซต (Set) ใน ๒๐ ปีข้างหน้าจากวันนี้ แล้วก็ถอยหลังเป็นแบ็กเวิร์ดแพลนนิง (Backward Planning) มาว่าวันนี้เราต้องทําอะไรบ้าง ปีหน้าทําอะไรบ้าง ๕ ปีข้างหน้าทําอะไรบ้าง แต่นี่ไม่ใช่ การปฏิรูป ถ้าประเทศสมบูรณ์แล้วก็ไม่ต้องปฏิรูป เดินตามแผนยุทธศาสตร์ชาติเลย เพราะฉะนั้นการที่จะมาแบ่งการปฏิรูปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติผมคิดว่าผมไม่เห็นด้วย
ส่วนรูปแบบที่ ๒ โอเค (Okay) ให้มีองค์กรการปฏิรูปประเทศ ๒ ระดับ ระดับชาติคือคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๕๘ ส่วนจะเป็น ๗ ด้านอย่างที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมทั้งด้านที่ ๗ เป็นด้านอื่น ๆ หรือจะ เพิ่มอีกกี่ด้านตามที่ท่านประธานได้ชี้แจงต่อที่ประชุมก็ว่ากันไป หรือจะไปซ่อนไว้ อย่าง พลังงานของผมท่านไปไว้ในเศรษฐกิจก็ไม่ขัดข้อง เพราะท่านประธานสถิตย์ผมก็เคารพนับถือ และเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถของท่านอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ว่าไป แต่อันนี้ มันไปได้และมันสอดคล้องกับสิ่งที่ทํามาของ คสช. ตั้งแต่ปีที่ ๑ ปีที่ ๒ ที่พยายามแบ่งกลุ่ม แบ่งด้านหรือ กรธ. เองเขาก็พยายามร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับแนวทาง ในการปฏิรูปประเทศตามที่ได้เรียนไว้
อีกประเด็นหนึ่ง คือในเรื่องของการกําหนดความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่าง องค์กรกลางปฏิรูปประเทศกับองค์กรต่าง ๆ ท่านก็เขียนได้ดี แต่ผมอยากให้ท่านเพิ่มอีกสัก ๑ โยง คือท่านต้องโยงคณะกรรมการปฏิรูปประเทศกับรัฐสภา ตรงนี้มีหลายคนอ่านแล้ว อ่านไม่ถึง อ่านไม่ทะลุ ท่านประธานยงยุทธคงอ่านทะลุแต่ท่านไม่ได้เขียนไว้ เพราะในมาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญ วรรคสองเขียนไว้ว่า ร่างพระราชบัญญัติที่จะตราตามมาตรา ๒๑๖ ตามหมวด ๑๖ หมวด ๑๖ คือการปฏิรูปประเทศนั้นให้เสนอและพิจารณาในที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา ตรงนี้มีคนอ่านไม่เจอกันหลายท่าน แปลว่าร่างพระราชบัญญัติที่เราบอกว่า เป็นร่างปฏิรูป อย่างพวกเราทําไป ถ้า สนช. พิจารณาไม่เสร็จ อยู่ที่จะเสนอต่อไปอนาคตนี่ ร่างเหล่านี้ไม่ได้นําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรแม้จะมีการเลือกตั้งแล้ว แต่นําเสนอต่อรัฐสภา เป็นกฎหมายพิเศษเลยก็คือประชุมครั้งเดียวจบเลย วาระหนึ่ง วาระสอง วาระสาม โดย ๗๕๐ ชีวิต และดําเนินการ ๕ ปีข้างหน้า ความสัมพันธ์ตรงนี้ระหว่างคณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศกับรัฐสภาจึงมีความสําคัญด้วย
สุดท้ายก็คือท่านได้เสนอโครงร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอน การดําเนินการปฏิรูปประเทศในหน้า ๙๓ ก็โอเค (Okay) ผมดูแล้วคิดว่าโครงร่างกฎหมาย ก็คงจะเดินในแนวนี้มีแผนและขั้นตอนการดําเนินการ สุดท้ายก็มีแผนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ตามด้านต่าง ๆ ที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และที่เราดําเนินการกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ไม่มีอะไร ก็คงปรับปรุงไปแล้วแต่ผู้ที่จะยกร่างในอนาคต ขอขอบพระคุณและขอชื่นชม ในความจริงใจของคณะกรรมการที่ดําเนินการมาได้ขณะนี้ ขอบพระคุณครับ