คุรุจิต ชี้แจงร่างกฎหมายปฏิรูปประเทศ หนุนแผน 5 ปี มีส่วนร่วม-ติดตามผล

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๑ · ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

คุรุจิต นาครทรรพ ชี้แจงรายงานผลการศึกษาและร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ โดยเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญและยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมเสนอให้รัฐบาลรับข้อเสนอแนะไปประกอบร่างกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่ พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการกำหนดระยะเวลาการปฏิรูป 5 ปี มีกลไกการมีส่วนร่วม ตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ และองค์กรกลางเพื่อขับเคลื่อนและติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ โดยเสนอให้ระบุหัวข้อหลักการปฏิรูปพลังงานและประเด็นอื่นในกฎหมายในลักษณะกว้างเพื่อความยืดหยุ่น ไม่ผูกมัดรัฐบาลในอนาคต และสนับสนุนให้ใช้หน่วยงานเดิมสนับสนุนงานแทนการตั้งองค์กรใหม่เพื่อลดภาระงบประมาณ

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ คณะกรรมาธิการพิเศษวิสามัญ จะเรียกว่าวิสามัญก็ได้ ศึกษาและจัดทําร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ได้จัดทําและเสนอรายงานเรื่องการกําหนดประเด็นตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอน การปฏิรูปประเทศเพื่อให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งในรายงานนี้คณะกรรมาธิการ ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงใน ๓ เรื่องหลัก ๆ ก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ได้ผ่านประชามติแล้ว และกําลังจะเป็นรัฐธรรมนูญในอนาคตอันใกล้นี้ แล้วก็เรื่องของร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แล้วก็เชื่อมโยงกับประเด็นข้อเสนอการปฏิรูป ในด้านต่าง ๆ ของกรรมาธิการในสภาแห่งนี้ ๑๒ คณะ ท่านประธานครับ โดยที่รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ได้ผ่านประชามติได้กําหนดบทบัญญัติขึ้น ซึ่งมีสาระที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปไว้ ในหมวด ๑๖ จํานวน ๕ มาตรา ประกอบด้วยมาตรา ๒๕๗ ถึงมาตรา ๒๖๑ ซึ่งทุกมาตราก็มี ความสําคัญต่อการกําหนดทิศทางของการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ๓ มาตรา คือ มาตรา ๒๕๗ เกี่ยวกับเป้าหมายในการปฏิรูป มาตรา ๒๕๘ เกี่ยวกับประเด็นที่ควรปฏิรูป และมาตรา ๒๕๙ ซึ่งเป็นที่มาของรายงานในวันนี้ก็คือกําหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยแผน และขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูป อย่างไรก็ตามในที่ประชุมวิป (Whip) เราก็ได้รับแจ้งว่า ในที่ประชุมแม่น้ํา ๓ สายประสานงาน ๓ ฝ่ายว่าเรื่องกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอน การปฏิรูปรัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพรับไปดําเนินการเอง ซึ่งขณะนี้ก็กําลังอยู่ในชั้นที่กฤษฎีกา กําลังร่างอยู่ กระผมก็คิดว่าในรายงานของคณะกรรมาธิการวันนี้หากสภาเห็นชอบเราก็คงจะส่ง ประเด็นต่าง ๆ ที่เราคิดว่ามีความสําคัญเป็นข้อเสนอแนะให้รัฐบาลรับไปพิจารณาว่าสมควร จะบรรจุอยู่ในกฎหมายว่าด้วยขั้นตอนการปฏิรูปเหล่านั้นหรือไม่ ซึ่งกฎหมายนี้ตามมาตรา ๒๕๙ ก็มีความจําเป็นที่จะต้องร่างให้เสร็จภายใน ๑๒๐ วันนับจากรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ คณะกรรมาธิการยังได้เสนอกําหนดระยะเวลาในการปฏิรูปให้เห็นผลสัมฤทธิ์ว่าควรจะ กําหนดให้แล้วเสร็จในประเด็นปฏิรูปต่าง ๆ ภายในเวลา ๕ ปี โดยหน่วยราชการจะต้อง กําหนดรายละเอียดวิธีการจัดทําแผนการมีส่วนร่วมของประชาชนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งการวัดผลตัวชี้วัดต่าง ๆ ให้เริ่มดําเนินการได้ภายใน ๑ ปีหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศ บังคับใช้ โดยมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับตัวชี้วัดแล้วก็มีการเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจําปีและการติดตามประเมินผลด้วย นอกจากนั้น ในรายงานของท่านก็ยังกําหนดให้มีองค์กรกลางการปฏิรูปในหลายรูปแบบ ซึ่งมีอํานาจหน้าที่ เชื่อมโยงกับหน่วยราชการต่าง ๆ รวมทั้งเสนอว่าควรจะมีสํานักงานเลขาธิการทําหน้าที่ขับเคลื่อน เพื่อให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กําหนด ท่านประธานครับ กระผมมีความเห็นที่อยากจะนําเสนอ และข้อสังเกตต่อรายงานฉบับนี้ ดังนี้นะครับ

ในส่วนของด้านพลังงานเองท่านก็ได้กรุณารับข้อเสนอของกรรมาธิการพลังงาน ไปบรรจุไว้ในประเด็นปฏิรูปซึ่งอยู่ในหน้า ๓๘ ซึ่งทางกรรมาธิการเราก็เห็นว่าควรจะเขียนไว้ สั้น ๆ เอาหัวข้อหลักเป็นสําคัญ เราก็ไม่ควรจะไปผูกมัดรัฐบาลในอนาคตจนเกินไปว่าต้องทํา ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ตามขั้นตอนอย่างนี้ ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องที่สําคัญเท่านั้นแหละควรจะเป็น ประเด็นที่อยู่ในกฎหมายปฏิรูปแล้วก็เป็นเรื่องที่กว้าง ๆ เพราะว่าเราก็ควรจะให้เกียรติ ให้สิทธิกับรัฐบาลในอนาคตที่เขาจะกําหนดนะครับ

ส่วนประเด็นปฏิรูปในด้านอื่น ๆ ผมคงไม่ขอคอมเมนต์ (Comment) แต่ว่า ก็อยู่ในหน้า ๒๕-๔๒ ของรายงานทั้ง ๑๒ ด้านที่กรรมาธิการส่งมา แล้วก็มีข้อสังเกตว่าท่าน ยังได้เพิ่มประเด็นปฏิรูปไปอีก ๓ ด้าน คือ ด้านความมั่นคง ด้านการผังเมือง แล้วก็ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งกระผมคิดว่าถ้าอยู่ในกรอบที่ว่าเราควรจะเขียนหัวข้อหลัก ๆ ไม่ลงรายละเอียดก็คงเป็นที่ยอมรับได้

สําหรับประเด็นที่ผมอยากจะขอคอมเมนต์ (Comment) ก็คือประเด็น ที่ท่านเขียนไว้ในเรื่องของแนวทางการปฏิรูปที่อยู่ในหน้า ๗๕ ของรายงานนะครับ ข้อ ๒.๔ ท่านมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางประเด็นการปฏิรูปเป็น ๒ แนวทาง ก็คือ ให้กําหนดประเด็นไว้ในกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอน อีกแนวทางก็คือให้เป็นอํานาจหน้าที่ ขององค์กรกลางปฏิรูปประเทศที่จะเกิดขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอน ซึ่งไม่รู้ว่า รัฐบาลเขาจะทําแบบนั้นหรือเปล่าเป็นผู้กําหนด ถ้าเป็นไปได้ผมก็คงจะต้องขอเลือกแนวทางที่ ๑ เพราะไม่อยากจะไปให้ตั้งองค์กรอะไรใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว เรามีองค์กรมากเพียงพอแล้ว แล้วในเรื่องขององค์กรกลางการปฏิรูปท่านก็เสนอไว้ในหน้า ๗๕-๗๘ โดยมีทางเลือกอีกเช่นกัน เป็นรูปแบบองค์กรระดับประเทศที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็มีกรรมการยุทธศาสตร์ และอีกรูปหนึ่งก็คือเป็นองค์กรถาวร ซึ่งอันนี้ผมก็ต้องขอเรียนว่าก็คือไม่อยากให้มีทั้ง ๒ อย่าง แต่ถ้าเลือกได้ก็ขอเลือกรูปแบบที่ ๑ ไม่อยากให้เป็น แล้วท่านก็ยังเสนอในเรื่องของหน่วยงาน สํานักงานเลขาธิการ ในหน้า ๘๕ เพื่อทําหน้าที่สนับสนุนการดําเนินงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งในประเด็นนี้ท่านก็เสนอมา ๓ รูปแบบ คือ เป็นเฉพาะกิจสํานักนายกรัฐมนตรี หรือว่า ใช้หน่วยงานที่มีอยู่แล้วอย่างสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ หรือไม่ก็ตั้งองค์กรใหม่ ซึ่งผมก็ไม่เห็นด้วยอีกนะครับถ้าเป็นการตั้งองค์กรใหม่ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากจะฝากไว้ว่า การตั้งองค์กรใหม่มันก็ต้องใช้งบประมาณ แล้วจริง ๆ รัฐบาลก็เป็นเจ้าภาพ ในเรื่องนี้เราก็ควรจะ ชี้แนะในเรื่องของประเด็นหัวข้อสําคัญ ๆ เพราะฉะนั้นการจะเสนออะไรก็ควรจะต้องคํานึงถึง เรื่องงบประมาณแล้วก็ภาระผูกพันด้วย แล้วที่สําคัญอย่างที่กระผมกราบเรียนประเด็นปฏิรูปแผน และขั้นตอนก็คือแผนและขั้นตอน ไม่ควรจะไปลงลึกในรายละเอียดมากจนในที่สุดก็คือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเขาก็ไม่สามารถจะทําอะไรได้เลย ขอบพระคุณครับ