อําพล จินดาวัฒนะ หารือถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำว่าต้องขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคมอย่างเปิดกว้างและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างอำนาจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ผ่านกระบวนการที่มีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งจากฝ่ายวิชาการและภาคประชาชน เพื่อให้การปฏิรูปเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนและสมานฉันท์
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพครับ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนครับ กราบเรียนท่านประธาน และท่านประธานกรรมาธิการ ท่านที่ปรึกษาวินัย และท่านทั้งหลาย ถ้าผมเอ่ยชื่อของท่าน ทั้งหลายผมต้องขอประทานโทษคือขอประทานโทษไว้เสียทีเดียว แต่จริง ๆ การเอ่ยชื่อนี้ เอ่ยดีทั้งนั้นนะครับ เป็นเรื่องที่เป็นคุณทั้งสิ้นนะครับ เรื่องนี้หลายท่านได้พูดไปแล้วว่าวันนี้เรา กําลังคุยกันเรื่องสําคัญ ผมได้เข้าชื่อเพื่อจะอภิปรายตั้งแต่เช้า เพราะผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญ จริง ๆ หลายท่านพูดไปแล้วนะครับ สําคัญแค่ไหนท่านดูสิครับฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ฝนตกขนาดหนัก อยู่ข้างนอกเรื่องสําคัญครับ ดังนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าผมจะเกินเวลาไปสักเล็กน้อย ก็ขออภัย แล้วถ้าเกินเวลาแล้วไปตัดในการอภิปรายในระเบียบวาระอื่นผมไม่ขัดข้อง อย่างวันนี้เมื่อเช้าก็ไม่อภิปรายเพื่อจะมารอตรงนี้นะครับ เพราะผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญ เหลือเกิน ผมเป็นข้าราชการมาเกือบ ๔๐ ปี แล้วก็ทําเรื่องการขับเคลื่อนปฏิรูประบบสุขภาพ แล้วไปทําเรื่องการปฏิรูปสังคมและมีส่วนในการขับเคลื่อนเรื่องการปฏิรูปประเทศมาอยู่ ในช่วงประมาณ ๒๐ ปีครับ โดยเฉพาะในช่วง ๑๐ ปีหลัง วันนี้ขอถือโอกาส ได้แสดงความคิดเห็นแล้วก็ประสบการณ์เผื่อสิ่งที่ผมเสนอนี้อาจจะได้ยินถึงคณะผู้ที่เกี่ยวข้อง ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่คณะกรรมการที่อยู่บนบัลลังก์ครับ ทางฝ่ายรัฐบาลรวมทั้งสังคม ท่านกษิตพูดชัดเจนว่าเรื่องนี้สําคัญ เพราะเรื่องการปฏิรูปมันเป็นเรื่องของทุกคนครับ ของทุกภาคส่วน แล้วเราก็ดีใจที่เห็นว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังเรื่องนี้ รวมทั้งเรื่องที่มีรัฐธรรมนูญ ได้กําหนดเรื่องนี้เกิดขึ้น กําหนดเรื่องแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศผมใช้ชื่อคําง่าย ๆ อย่างนี้นะครับ อาจจะมากกว่าเรื่องแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจมากนัก เพราะเรื่องนี้ เป็นเรื่องการขับเคลื่อนสังคมทั้งสังคม แผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีก็สําคัญจะบอกว่าทิศทาง เราไปทางไหนนะครับ ขณะนี้พูดถึงประเทศไทย ๔.๐ ซึ่งผมก็ติดตามตลอดว่ามันคืออะไร เขาก็พูดในนี้อยู่ ๖ ข้อ ซึ่งผมจะไม่อ่านในนี้ ผมคิดว่ามีความพยายามที่จะบอกว่าทิศทาง เป้าหมายประเทศไทยไปอย่างไรใน ๒๐ ปีข้างหน้า แต่ในขณะเดียวกันเรื่องการปฏิรูป มันไม่ได้ไปผูกโยงกับเรื่องนั้นโดยตรงครับ เพราะเนื่องจากว่าการปฏิรูปมันเป็นประเด็นที่จะต้อง มีการปรับเปลี่ยนเพราะการปฏิรูปคือการปรับเปลี่ยนแก้ไขกรอบคิด วิธีการ แบบแผน ระบบโครงสร้างที่มันผิดปกติครับ ที่มันนําพาประเทศมาถึงวันนี้ สิ่งต่าง ๆ นั้นไม่ใช่ไม่ดีนะครับ มันดีในอดีตเราเคยใช้ได้ผล แต่วันนี้มันใช้ไม่ได้ผล ประเทศเรามันถึงมาติดขัดอยู่ตรงนี้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องปฏิรูปมันเป็นเรื่องที่ต้องเคลื่อนกันทั้งสังคมและเป็นประเด็น ที่สําคัญมากในการออกแบบในการที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าไม่ว่าจะเป็น ๕ ปีหรือยาวกว่านั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ท่านกษิตพูดเรื่องการมีส่วนร่วมนี่ผมคิดว่า สําคัญเหลือเกิน ผมคิดว่าเป้าหมายของการปฏิรูปต้องคิดให้ชัด จริง ๆ แล้วมีการวิเคราะห์ชัดเจนนะครับ โดยคณะกรรมการปฏิรูปชุดที่ท่านอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานเมื่อปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ เราเคยมีกลไกการปฏิรูปประเทศ มีระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี แล้วก็มีการออกแบบ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีคณะกรรมการปฏิรูปที่มีท่านอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน มีคณะกรรมการมาจากหลายฝ่ายมากนะครับ ไม่ใช่มีแต่ฝ่ายราชการหรือฝ่ายรัฐแล้วมีอิสระมาก ในการคิดข้อเสนอการปฏิรูป ท่านประธานที่เคารพครับ หนังสือเล่มนี้แนวทางการปฏิรูป ประเทศไทยข้อเสนอต่อพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ปี ๒๕๕๔ ครับ ฟันธงชัดเจนครับ แล้วก็มีย่อออกมาเป็นเอกสารเล่มเล็กนี้ การปฏิรูปประเทศหัวใจสําคัญคือการปฏิรูป โครงสร้างอํานาจครับ โครงสร้างอํานาจมันบิดเบี้ยว วันนี้มันถึงมีความเหลื่อมล้ําและไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นเป้าหมายสําคัญที่สุดของการปฏิรูปคือลดความเหลื่อมล้ําเพิ่มความเป็นธรรม ผมแตะเรื่องนี้นะครับเพราะว่าเรื่องเหล่านี้มีประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น แล้วก็เรื่องนี้ก็มีความเป็นมา ต่อยอด ในขณะที่ทําเรื่องนั้นผมเรียนนิดหนึ่งครับท่านประธาน มีคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งที่คู่กัน เรียกว่าคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปครับ มีอาจารย์หมอประเวศ วะสี เป็นประธาน ขับเคลื่อนการทํางานกับสังคม ผมจําได้ว่ามีข่ายทางด้านสังคม ๑๔ สายนะครับ ท่านกษิตพูดชัดเจนว่าในสังคมเวลาพูดถึงการปฏิรูปไม่ใช่มีพวกเราอยู่แค่นี้ ไม่ใช่มีฝ่ายรัฐ ฝ่ายหน่วยงานของรัฐแค่นี้ และตอนต้นท่านประธานท่านได้กรุณาพูดว่าคณะกรรมการ ท่านมีฝ่ายสังคมอยู่ ๔ ฝ่าย คือ สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า สมาคมธนาคารและอะไรต่าง ๆ ผมคิดว่านั่นคือไม่ใช่ตัวแทนทั้งหมดของสังคมครับ สังคมยังมีตัวแทนอีกมากกว่านี้ สมัยที่เราทํา ตอนนั้นมี ๑๔ สาย แสดงว่าถ้าจะปฏิรูปมันจะต้องปรับกรอบคิด ปรับแบบแผน ปรับโครงสร้าง และระบบ ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ สังคมต้องเข้ามามีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นผมคิดว่าผมอ่านรายงาน ของท่านกรรมการท่านพูดถึงการมีส่วนร่วม แต่ตอนไปออกแบบกลไกและวิธีการทํางานนั้น สําคัญครับ ท่านวินัยท่านได้กรุณาบอกแล้วว่าท่านฟังวันนี้และท่านไปปรับปรุงเสนอรัฐบาล ผมคิดว่าสําคัญครับ ถ้าไม่เช่นนั้นการปฏิรูปจะกลายเป็นกลไกที่มีคนคิดแทนทําแทน แล้วสังคมส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนร่วม ไปไม่ได้เหมือนท่านกษิตว่าครับ ประเด็นนี้สําคัญนะครับ ที่ผมอยากจะกราบเรียนว่าเคยมีประสบการณ์อันนั้น หลังจากนั้นพอเรามี คสช. เรามีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เรามี สปช. และวันนี้เรามาถึงจน สปท. ครับ ผมกราบเรียน ด้วยความเคารพผมอยู่ทั้งในกลไกที่ดูแลเรื่องการปฏิรูปตอนที่มีท่านอานันท์และอาจารย์ประเวศ เป็นประธาน ฝ่ายรัฐบาลคือฝ่ายนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเป็นฝ่ายที่รับลูกข้อเสนอ ต่าง ๆ ไปพิจารณาเรื่องการขับเคลื่อนให้เกิดผล หลังจากพอเรามี สปท. สปช. ผมอยู่ในนี้ ทั้ง ๒ ชุด ผมกราบเรียนครับว่ากระบวนการและกลไกในช่วงหลังขาดการมีส่วนร่วมกับสังคม ค่อนข้างมาก การปฏิรูปกลายเป็นเรื่องของภาครัฐ ของวิชาการ เป็นเทคโนแครต (Technocrat) และข้างบนคิดเป็นส่วนใหญ่ครับ เราฟังเสียงข้างล่างไม่มาก เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะวางรูปแบบกระบวนการปฏิรูปต่อไปให้มันมีความยั่งยืนและมีส่วนร่วมครับ ผมอยาก ให้ความสําคัญกับกระบวนการและกลไกที่จะต้องดึงภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น ผมจึงอยากเห็นว่าในกฎหมายแผนและขั้นตอนการปฏิรูปกลไกจะต้องเห็นชัดเจนและ มีความเป็นอิสระพอสมควร คล่องตัวพอสมควร แล้วเมื่อจะต้องปฏิรูปสิ่งใดรัฐบาลมีหน้าที่ เอาไปขับเคลื่อนให้ประสบความสําเร็จเพราะรัฐบาลถืออํานาจการบริหารอยู่ บางเรื่องก็เป็น เรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ อันนี้อยากจะกราบเรียนด้วยความเคารพครับว่าถ้าเกิดทําให้กลไก แผนและขั้นตอนปฏิรูปกลายเป็นกลไกของรัฐค่อนข้างมากและเป็นกลไกของฝ่ายวิชาการ วิชาชีพที่อยู่ข้างบนสังคมส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ผมเป็นห่วงว่าการปฏิรูป ในที่สุดไม่ประสบความสําเร็จครับ การปฏิรูปนั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบและโครงสร้าง อย่างที่ผมเรียนแล้ว ท่านอาจารย์ดอกเตอร์วิษณุ เครืองาม ท่านได้มาบรรยายอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อสัก ๒ เดือนที่แล้วจัดโดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสังคมนะครับ ท่านเทียบไว้ชัดมากนะครับว่า ปฏิรูปมันไม่ใช่การแก้ปัญหา ไม่ใช่การพัฒนา การแก้ปัญหา เป็นหน้าที่ของรัฐบาลครับ การพัฒนาเป็นหน้าที่ของรัฐบาล แล้วอาจจะอยู่ในแผนชาติ แผน ๒๐ ปีแผนอะไรก็ว่าไปนะครับ แต่การปฏิรูปมันต้อง ปรับเปลี่ยนกลไกโครงสร้างที่ไม่ปกติหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในเวลานั้น ๆ ไปสู่ การปรับให้มันเหมาะสมกับสังคมครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าวันนี้ผมฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วก็ได้มีการอ่านละเอียดแล้วครับ ท่านอภินันท์ท่านพูดชัดมากว่าเรื่องความมั่นคง มันเปลี่ยนหน้าไป อันนี้แหละครับโครงสร้างและระบบที่ดูแลความมั่นคงในอดีตอาจจะต้องมี การปรับรื้อแล้วออกแบบใหม่ นี่แหละครับคือการปฏิรูป ท่านอาจารย์วิษณุท่านเทียบอย่างนี้ครับ ผมฟังแล้วก็ปิ๊งเลยนะครับ ท่านบอกการปฏิรูปเข้าใจง่ายนิดเดียว ถ้าเราแต่งกายวันนี้เราใส่เสื้อ สีนั้นสีนี้ เปลี่ยนชุดนั้นชุดนี้ แค่นั้นนะครับ ไอ้นี่ไม่ใช่การปฏิรูปครับ แต่ถ้าเราเปลี่ยนแบบแผน วิธีการแต่งกายจากแบบแผนชนิดหนึ่งไปอีกชนิดหนึ่งนั่นคือการปฏิรูป ผมคิดว่าตรงนี้ คือหัวใจ ดังนั้นเวลาที่เราจะคิดเรื่องการปฏิรูปตรงนี้ผมกลับมาประเด็น ผมไม่ลงไป ในประเด็นเนื้อนะครับ ประเด็นเนื้อปฏิรูปอะไรรัฐธรรมนูญเขียนไว้แล้วส่วนหนึ่ง กลไกนี้เขา ไปคิดได้อีกมากมาย เอางานของที่มีใครทํา ๆ ไว้ รวมทั้งเรื่องของ สปช. และเรื่อง สปท. แล้ว ไม่ได้มีแค่นี้นะครับ มีกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคส่วนอื่น ๆ เกิดขึ้นเยอะแยะ ผมคิดว่าตรงนั้น หน้าที่กลไกใหม่เขาต้องไปเอาทุกเรื่องมาดูครับ แล้วมาสร้างการมีส่วนร่วม มาหาฉันทามติ ร่วมกัน มาหาทางออกร่วมกันแล้วไปสู่การปฏิรูปโดยที่รัฐบาลซึ่งเป็นคนถืออํานาจบริหาร เป็นผู้ที่ดําเนินการ อันนี้คือการเดินปฏิรูปแบบร่วมคิดร่วมทําครับ ถ้าไปวางแผนและขั้นตอน แบบตายตัวมันก็จะกลายเป็นคนคิดให้แล้วก็จะให้คนอื่นเดินตาม ซึ่งอันนี้อาจจะไม่ใช่เป็นทิศทาง การปฏิรูปที่คิดว่าควรจะเป็นในอนาคตนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อไม่นานมานี้ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ มีการเรียกร้องทั้งแผ่นดินเรื่องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ผมคิดว่าพวกเราทุกคนจําได้ครับ เมื่อวันนี้เรามีกลไกต่าง ๆ มาถึงวันนี้แล้ว การปฏิรูปก่อนเลือกตั้งนั้นก็ยังดําเนินการไปอยู่ แล้วหลังเลือกตั้งก็ต้องมีการปฏิรูป อย่าลืมครับ สังคมทั้งสังคมมีภาคส่วนต่าง ๆ อีกมากมาย ต้องเปิดโอกาสให้เขามา ข้อที่ ๑ อยู่ในกลไกที่จะดูแลระดับชาติ ผมจะไม่ก้าวล่วงไปถึงว่า ประธานควรจะเป็นใคร เมื่อกี้มีบางท่านได้อภิปรายไปแล้วนะครับ จะสับสนอลหม่านไหม ถ้าประธานเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าประธานเป็นคนที่มาจากวิธีการที่เหมาะสมแล้ว มาในฐานะที่มาดูแลเรื่องการขับเคลื่อนเรื่องการปฏิรูปครับ และมีกลไกต่าง ๆ ประกอบด้วย ฝ่ายรัฐ ฝ่ายวิชาการก็สําคัญนะครับ ถ้าขาดซึ่งฝ่ายวิชาการที่สมบูรณ์ การปฏิรูปก็จะใช้ ประสบการณ์เท่านั้นหรือการคิดเอาเฉย ๆ แต่ถ้ามีฝ่ายวิชาการที่พร้อมเพรียงและมีฝ่ายสังคม ไม่ใช่แค่สมาคม ๔ สมาคมที่เป็นฝ่ายเอกชนนะครับ สังคมทั้งสังคมต้องเข้ามาร่วมด้วย และออกแบบกระบวนการที่ให้ความสําคัญกับการรับฟังครับ ไม่ใช่ให้เขารับฟังแบบผิวเผิน ให้เขามีส่วนร่วมเสนอ มีส่วนขับเคลื่อน ผมอยากจะกราบเรียนว่าประสบการณ์ที่เราเคยทํา สมัชชาปฏิรูปแห่งชาติมา ๓ ครั้ง อาจจะเป็นประสบการณ์เล็ก ๆ ของคนไทยที่เป็นต้นทุน ที่อาจจะเอามาใช้พัฒนาในกระบวนการทํางานเรื่องการมีส่วนร่วมที่สําคัญครับ ทุกภาคส่วน เขามีสิทธิเสนอประเด็นปฏิรูปครับ ไม่ใช่ฝ่ายรัฐเท่านั้น ไม่ใช่ฝ่ายที่คุมกลไกปฏิรูปเท่านั้น แต่ทุกภาคส่วนมีสิทธิเสนอทําการบ้าน ทํางานวิชาการ แล้วไปรับฟังความเห็นมาร่วมกันขับเคลื่อน แล้วรัฐคือรัฐบาลก็รับลูกไปทําให้มันสําเร็จ นิติบัญญัติก็รับลูกไปทําให้สําเร็จนะครับ ถ้าเป็นกระบวนการแบบนี้จะเป็นกระบวนการทําให้ทุกภาคส่วนในสังคมไทยมาขับเคลื่อน การปฏิรูปด้วยกันอย่างสมานฉันท์ ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนว่าที่ขอใช้เวลายาวเกิน ๑๐ นาทีก็ด้วยเหตุนี้ที่ว่าผมสนใจประเด็นสําคัญที่สุดคือกลไกและกระบวนการ ส่วนประเด็นเนื้อหา ต่าง ๆ ที่จะต้องมีการขับเคลื่อนการปฏิรูปนั้นผมคิดว่าอันนั้นจะเป็นตัวตามมา ๑. อยู่ใน รัฐธรรมนูญแล้ว อันที่ ๒ กลไกและกระบวนการนี้จะเป็นตัวบอกครับ และบางส่วนนั้น อยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี บางส่วนอยู่ในข้อเสนอต่าง ๆ ที่มีมากมายอยู่แล้ว ด้วยความเคารพ ขอบพระคุณท่านประธานครับ