กษิต ชี้ทิศทางประเทศคลุมเครือ ขอร่วมกำหนดวิสัยทัศน์แห่งชาติ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๑ · ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ หารือถึงทิศทางการพัฒนาประเทศที่อ้างอิงรัฐธรรมนูญและแผนยุทธศาสตร์ต่างๆ แต่ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องเรื่องการขาดการมีส่วนร่วมจากพรรคการเมือง ภาคประชาชน และองค์กรประชาสังคม พร้อมตั้งข้อกังวลถึงเป้าหมายของประเทศที่ยังคลุมเครือ และเรียกร้องให้มีการกำหนดวิสัยทัศน์แห่งชาติอย่างชัดเจนร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อป้องกันความสับสนและการขัดแย้งในอนาคต

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ นะครับ ท่านประธานครับ วันนี้เรากําลังพิจารณาเรื่องการวางเส้นทางให้กับประเทศไทย ไปข้างหน้า แล้วเส้นทางอันนี้ก็จะมีแหล่งที่มาของคล้าย ๆ กับเข็มทิศจาก ๓ แหล่งด้วยกัน อันที่ ๑ ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๒๕๗ มาตรา ๒๕๘ แล้วก็มาตรา ๒๕๙ ส่วนอันที่ ๒ ก็คือแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ของรัฐบาลของท่านประยุทธ์ ซึ่งก็มี ๗ ยุทธศาสตร์หลัก ส่วนเส้นทางที่ ๓ หรือว่าแนวทาง ทิศทางที่ ๓ ก็คืองานของ สปท. ที่สืบเนื่องมาจาก สปช. ใช่ไหมครับ แผนปฏิรูป ๓๗ ประการ แผนพิเศษ แล้วก็แผนพัฒนา ๓๗ วาระปฏิรูป ๘ วาระพัฒนา ๑๓ วาระพิเศษ เพราะฉะนั้น ๓ ทิศทางด้วยกัน แล้วมันก็กระจายออกไป เป็นร้อยเรื่องเป็นพันเรื่อง เป็นคณะกรรมการ เป็นคณะทํางานอีก คงเป็นหลาย ๆ ร้อยชุด แล้วก็จะฝากผีฝากไข้ไว้ที่ตัวนายกรัฐมนตรีเป็นสําคัญ แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้มีการกล่าวถึงผู้ที่จะ มาใช้สิ่งเหล่านี้คือพรรคการเมือง อันนี้ต้องฝากให้คิดตรงนี้ไว้ด้วย กับอันที่ ๒ คือการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนและภาคประชาสังคมไม่ชัด ทั้ง ๆ ที่เรามีเอ็นจีโอ (NGOs) เป็นหมื่นเป็นพัน เขาอยู่ที่ไหน แล้วก็ชุมชนที่ได้ออกมาเรียกร้องสิทธิพื้นฐานต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย เขาจะมีส่วนร่วม อย่างไรนะครับ อันนี้ก็ฝากไว้เป็นการบ้าน

แต่ประเด็นที่ผมอยากจะเน้นก็คือว่าในแผนอันนี้ เส้นทางอันนี้เราจะทํา หลายร้อยพันเรื่อง แล้วมันก็มี ๓ จุดที่จะต้องเริ่มต้นคือรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็ งานของ สปท. สืบเนื่องมา สปช. มันจะมีการบูรณาการอะไรครับ เพราะว่าศัพท์แสง หลักการมันก็มากมาย แล้วหลายอย่างมันก็ซ้ํากัน สมมุติเอาทั้ง ๓ เรื่องเอามารวมแล้วมี ๓๕ เรื่อง หรือ ๕๐ หัวข้อ จะให้มันแคบลงได้ไหมครับ เหลือสัก ๕ คํา ๑๐ คําหลัก ๆ เพื่อจะได้กําหนด เป้าหมายของประเทศให้ชัด เช่น จะเป็นรัฐสวัสดิการ จะเป็นครัวโลก เป็นศูนย์กลางของ การคมนาคมและโลจิสติกส์ (Logistics) ของภูมิภาค หรือจะเป็นสังคมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เราจะเป็นอะไรครับอันนี้ เอกสารไม่ได้ระบุ เรามีแต่เส้นทางที่จะไป แต่ว่าเรา จะไปพระจันทร์หรือว่าเราจะไปดาวอังคารมันไม่ชัด แล้วถ้าเผื่อเราสามารถจะกําหนดได้ว่า เราจะไปไหน การที่จะให้แผนยุทธศาสตร์ก็ดี ผลงานปฏิรูปที่เราได้เพียรพยายามจะทํามาก็ดี หรือสิ่งที่ กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น เมื่อถึงจุดนั้นฝ่ายการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศต่อไป จากพรรคการเมืองมันจะได้รับด้วยกันได้ ไม่อย่างนั้นผมก็เกรงว่าตรงนี้ก็เป็นงานของ หน่วยราชการคือพวกเราส่วนใหญ่ก็มาจากหน่วยราชการเป็นข้าราชการประจํา เราก็ยังจะสร้างภาพ ให้กับประเทศไทยกําหนดเส้นทาง แต่ว่าผู้ที่จะมาใช้ในที่สุดคือฝ่ายการเมือง แต่ถ้าเผื่อ เราบอกจะไม่มีการเมือง ไม่มีเลือกตั้ง ไม่มีพรรคการเมือง เราจะเป็นกันอย่างนี้ต่อไป ก็อีกเรื่องหนึ่ง เราก็ทําตัวเหมือนเป็นรัฐแห่งโปลิตบูโร (Politburo) รัฐพรรคเดียวข้าราชการนําพา เขากําหนดไป ๒๐ ปี ๕๐ ปี เป็นรัฐราชการนําพาก็ไม่ได้มีประเด็นปัญหาอะไรก็ไม่ต้องไปพูดถึง เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรงแล้วก็ผ่านพรรคการเมืองอันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ นั่นเป็นประเด็นแรกที่อยากจะฝากเป็นข้อคิด แล้วก็เป็นข้อเตือนสติว่าเราต้องระมัดระวังด้วย ของการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง และเป้าหมายที่เราจะไปถึงนั้น ๔-๕ เรื่อง มันต้องเป็น ความเห็นชอบของคนทั้งชาติ จะเป็นการลงประชามติก็ได้ ผมก็อยากจะยกตัวอย่างก็แล้วกันว่า ประเทศอื่น ๆ เขาไม่ได้ทําแบบที่เราทําแบบนี้ มาจากแม่น้ําเป็นร้อยสายเพื่อจะไปไหนก็ไม่รู้ ผมขอยกตัวอย่าง ๒-๓ ประเทศ ไต้หวัน ณ วันนี้สินค้าส่งออก ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นสินค้า อิเล็กทรอนิกส์ครับ แต่ว่าเรารู้จักไต้หวันนั้นเป็นประเทศเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการเกษตร แล้วมาเป็นประเทศที่ผลิตอุตสาหกรรมขนาดเบา แต่ ณ วันนี้เขาเป็นไฮเทค (High Tech) เกาหลีใต้เช่นกันต่อรถ ต่อเรือ ต่อรถแทรกเตอร์ วันนี้ขายไบโอเทคอิเล็กทรอนิกส์ (Biotec Electronics) ขายวัฒนธรรมเป็นที่เลื่องลือทั่วโลก อิสราเอลก็ทําอยู่ ๒-๓ อย่าง ไฮเทค (High Tech) อาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อความอยู่รอด สังคมสวัสดิการรัฐดูแลอย่างเต็มที่ แล้วก็ เป็นยอดของยอดทางด้านการเกษตร เนเธอร์แลนด์ทําอยู่ ๓-๔ อย่าง เป็นวาระแห่งชาติ พรรคการเมือง พรรคฝ่ายค้าน ประชาชนทั้งประเทศเห็น เขาเป็นเจ้าโลกในเรื่องการบริหาร จัดการน้ํา เรื่องไบโอเทค (Biotec) เรื่องการคมนาคม บก เรือ อากาศ ว่ากันไปหมด แล้วก็ ทางด้านทางภาคเกษตร เป็นเป้าหมายแห่งชาติ จะเป็นของไต้หวันก็ดี ของเกาหลีก็ดี ของอิสราเอลก็ดี ของเนเธอร์แลนด์ก็ดี เขาทํากัน ๓-๔ เรื่อง แล้วก็ทุกอณูทุกองค์กรของชาติ วิ่งไปด้วยกัน แล้วเมื่อพรรคการเมืองใดขึ้นมาเป็นรัฐบาล อีกวันต่อมาเป็นฝ่ายค้าน อีกพรรค ที่เป็นฝ่ายค้านขึ้นมาเขาไม่ได้มาทะเลาะกันในเรื่องของพื้นฐานเป้าหมายของชาติ แต่ถ้าเผื่อ เราจะทํางานกันแบบนี้ ผมค่อนข้างแน่ใจว่ามันสับสน แล้วมันก็จะเป็นเรื่องที่จะทะเลาะเบาะแว้งกัน ในอนาคต เพราะมันไม่ได้เปิดช่องทางของการมีส่วนร่วม แล้วมันไม่ได้มากําหนดในการที่จะเป็น วาระแห่งชาติว่าเราอยากจะเป็นประเทศอะไร อยากจะขายท่องเที่ยว อยากจะขายทะเล อยากจะเป็นเกษตร หรือเราจะผสมผสานระหว่างเศรษฐกิจ ๑.๐ ๒.๐ ๓.๐ ๔.๐ แต่เราจะเป็น ๔.๐ ขณะที่เกษตรกรของเรายังขายยางไม่ได้ ขายมันไม่ได้ ไม่รู้อนาคตของข้าวจะเป็นอย่างไร มันสับสนอลหม่านไปหมดบอกว่าเราจะไปไฮเทค (High Tech) ด้วย ๔.๐ แต่ว่าเรื่องพื้นฐาน จน ๑.๐ เรายังแก้ปัญหาไม่ได้เลย อย่าได้หลอกตัวเองเป็นอันขาด ต่าง ๆ เหล่านี้เราต้องมาพูดกัน ความเหลื่อมล้ําในสังคม พวกหาเช้ากินค่ําตามท้องถนนเยอะแยะที่ต้องย้ายมาจาก ต่างจังหวัด ทําไมต้องมากระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ กรุงเทพฯ มีรถไฟใต้ดิน มีรถบีทีเอส (BTS) แต่ก็ยังมีอีกหลาย ๆ ถนนหนทางทั่วประเทศยังเป็นถนนฝุ่น เด็กยังต้องเดินไปโรงเรียน เป็นหลาย ๆ กิโล อาหารการกินไม่พอ ต่าง ๆ เหล่านี้มันต้องคิดกันให้ชัดว่าเราอยากจะทําอะไร เป้าหมายของเราคืออะไร เราอยากจะแก้อะไรในสังคม แล้วเราอยากจะเป็นอะไร ถ้าเผื่อมาเล่นกัน แบบนี้แอปโพรช (Approach) หรือว่าเข้าแบบนี้ ผมไม่แน่ใจว่าทิศทางของประเทศไทยมันแน่ชัด แล้วก็เราจะทําร้อยอย่างพันอย่างโดยที่ไม่มีการจัดลําดับความสําคัญก่อนหลังมันไปไม่ได้ครับ แล้วเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่สําคัญที่สุดนอกเหนือจากการปฏิรูปการเมือง เพราะนี่เรากําลังพูดถึง อนาคตของคนทั้งชาติว่ากันวันเดียวไม่พอ แล้วมันต้องมีการถกเถียงกันมาก แล้วจะด้วย ๑๑ คณะกรรมาธิการบวก ๑ อนุกรรมาธิการก็ไม่เป็นการเพียงพอครับ การมีส่วนร่วมของ ประชาชนทุกหมู่เหล่าทุกระดับเป็นเรื่องที่สําคัญว่าเราจะมาตกลงกันเสียก่อนว่าเราต้องการ ที่จะแต่งตัวประเทศไทยด้วยรูปร่างหน้าตาอย่างไร เราจะเป็นมนุษย์บนโลกนี้อย่างไร มันต้อง มีปรัชญา มันต้องมีแนวความคิดและมันต้องมีการปรึกษาหารือครับ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ มันจะจํากัดอยู่ในวงแคบ ๆ ไม่ได้ หรือจะมาจัดเวทีพบประชาชน ๒-๓ ครั้งก็บอกว่า ได้ปรึกษาหารือประชาชนแล้วก็ไม่ได้ เราต้องไม่หลอกตัวเองครับ ต้องให้มีการปรึกษาหารือกัน อย่างกว้างขวางและเป็นข้อยุติร่วมกันของคนทั้งชาติว่า ๓-๔ เรื่องในอนาคตที่เราจะเปลี่ยน สภาพจากประเทศกําลังพัฒนาให้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว เราจะเป็นประเทศพัฒนาแบบไหน ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน