สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๑ · ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

นิกร จํานง แสดงความเห็นว่าแผนปฏิรูปมีความสำคัญและละเอียด แต่มีข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้อำนาจขององค์กรกลาง และขอให้หน่วยงานจัดทำตัวชี้วัดเอง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแยกงานปฏิรูปออกจากงานปกติ และกำหนดตัวชี้วัดในการวัดผลการปฏิรูป นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการแบ่งส่วนงานปฏิรูปออกไป

นายนิกร จํานง

ขออนุญาตเพิ่มเติมครับ ก็นําเรียนด้วยความเคารพ เป็นอย่างยิ่งครับว่าแผนของท่านผมอ่าน ๓ ครั้ง เมื่อเช้าก็ตื่นมาตีสี่ มาดูอีกทีเพราะผมเห็นมี ความสําคัญ ผมไม่เคยอ่านรายงานอันไหนละเอียดเท่าอันนี้เพราะผมเห็นว่ามีความสําคัญ มากครับ เพราะฉะนั้นไม่มีตกครับ ประเด็นเรื่ององค์กรกลางที่ท่านเสนอนี้นะครับ ผมก็มี ความเห็นตั้งแต่เมื่อกี้ว่าเกรงใจว่าใช้เวลาเยอะนะครับ จริง ๆ แล้วในนี้มีการเสนอให้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานแล้วก็รองนายกรัฐมนตรี แล้วก็มีกรรมการยุทธศาสตร์มาเป็นกรรมการ เรากําลังเสนอว่าท่านนายกรัฐมนตรีนี่มาเป็นนายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานยุทธศาสตร์และ มาเป็นประธานปฏิรูปคือมันทํางานไม่ได้อย่างนั้นครับ คือหมายความว่าเราใช้คนเดียวรวมกันหมด แล้วก็ดังนั้นมันจะกลายเป็นเราเพิ่งตั้ง ครม. ส่วนหน้า แต่จะกลายเป็นกรรมการปฏิรูปนี้ แทนที่จะดันงานกันเต็มที่เพื่อจะไล่ตามเหมือนอย่างการกระจายอํานาจนี่เขารัน (Run) กันดี ตามสมควรครับ ก็มาอยู่กลายเป็น ครม. ส่วนข้างไปเหมือน ครม. เลยตรงนี้นะครับ นั่นประเด็นหนึ่ง อํานาจขององค์กรกลางที่ตั้งมีอํานาจจัดทําแผนที่ท่านบอกผมให้ทราบนี่นะครับ แต่งตั้งองค์กรปฏิรูปต่าง ๆ บูรณาการแผน จัดทําความสําคัญ กําหนดตัวชี้วัด ความสัมฤทธิ์ ในหน้า ๑๗ ตอนท้ายก็บอกว่าแต่ถ้าไปแย้งกันว่าตัวชี้วัดนี้ให้หน่วยงานจัดทํากันเอง นี่แย้งกันเองในรายงานเพราะว่าในนี้บอกว่ามีหน้าที่ชี้ตัวชี้วัด แต่ในหน้า ๗๗ ตอนท้ายนี่นะครับ ที่ท่านว่าผมไม่ได้อ่านนี่นะครับ ตัวชี้วัดยังบอกว่าถ้าในกรณีที่ให้หน่วยงานพิจารณาเอาเองได้ เพื่อความยืดหยุ่นนะครับ กําหนดแนวทาง หลักการ วิธีการประสานความร่วมมือกับ หน่วยงานที่รับผิดชอบยุทธศาสตร์ชาติ ๖ กลุ่ม กําหนดกลไก วิธีการมีส่วนร่วม พิจารณา กลั่นกรองข้อเสนอกฎหมายด้านปฏิรูปคือมีหมด แต่ภารกิจส่วนนี้เป็นภารกิจสามารถ ดําเนินการได้โดยหน่วยราชการ โดยมีตัวคุมก็คือว่าเป็นตัวเหมือนจานจ่ายนะครับ ไม่จําเป็นต้องมาพูล (Pool) อยู่ที่เดียวแล้วมีนายกรัฐมนตรี มันจะกลายเป็น ครม. ซ้อน ครม. อยู่นะครับ

สําหรับอีกข้อหนึ่งนี่ในนี้จะเป็นงานการซ้ําซ้อนกับงานจาก ก.พ.ร. และ ก.พ. หรือไม่อันนี้ยังเป็นประเด็น เพราะว่าเท่ากับเรากําลังจะไปวางข่ายการทํางานแล้วก็ หน่วยราชการต่าง ๆ จะต้องทํางานตามนี้นะครับ ก็กลายเป็นว่างานตรงนี้จริง ๆ ก.พ.ร. และ ก.พ. ทําอยู่นะครับ เราไปซ้อนเขาอีกหรือไม่ในส่วนนั้นนะครับ ดังนั้นองค์กรกลาง มาดําเนินการแยกออกจากงาน ก.พ.ร. และ ก.พ. อย่างไร เพราะว่าเราจะไปโยงกันจนพันกัน ไปหมดนะครับ การกําหนดยุทธศาสตร์ไปรวมภารกิจปกติของหน่วยงานและกําหนดตัวชี้วัด ตามภารกิจการปฏิรูปการดําเนินการมันจะไม่คล่องตัวมากมันโยงกันอยู่ การแยกงานปฏิรูป ออกมานี่จะยุ่งยากหรือไม่ เวลาวัดนี่มันจะยุ่งยากว่าอันนี้งานปฏิรูปตามหมวดนี้นะ แล้วนี่คือ งานยุทธศาสตร์ แล้วนี่คืองานปฏิบัติธรรมดานี่เวลาวัดจะวัดอย่างไรนะครับ กําหนดตัวชี้วัด อย่างที่เรียนแล้วในตอนท้ายระบุว่าการกําหนดตัวชี้วัดเพื่อให้ยืดหยุ่นสมควรให้หน่วยงาน ปฏิบัติเอง แต่ว่าตามอํานาจหน้าที่ขององค์กรกลางนี่ระบุว่าเป็นอํานาจขององค์กรกลาง ซึ่งแย้งกันอยู่ตรงนี้นะครับ แล้วก็มีประเด็นอื่น ๆ นะครับ การกําหนดผมอยากจะเรียนว่า อยากจะถามไปด้วยว่าในการประชุมทางเราได้เชิญมาจากกรรมการกฤษฎีกามีมติมาว่า รัฐบาลจะไม่สนับสนุนการตั้งคณะกรรมการแล้วขณะนี้โดยไม่จําเป็นครับ เพราะฉะนั้น เราเสนอกรรมการขึ้นมาแล้วเราก็แบ่งเป็นคณะอีก ๗ คณะลงมาดูแล คือหมายถึงว่าเป็นคณะย่อย คณะย่อยตรงนี้จะต้องไปทับกับคณะที่ถูกตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญ อย่างศึกษานะครับ อย่างยุติธรรม ต้องไปทับกัน จะไปทับกันอย่างไร หรือถ้าเป็นคณะตามนี้มันจะเป็นเหมือน พีระมิดขนาดใหญ่ แล้วก็มันจะมีปัญหาอุ้ยอ้ายหรือไม่ อย่างไร ก็เป็นความเห็นนะครับ ผมเห็นอย่างนี้ ก็ด้วยความเคารพนะครับ แล้วก็ผมเห็นว่าถ้าเขียนแบบนี้มันจะทําให้งานปฏิรูป ซึ่งมันเป็นงาน ๒ ส่วน คือเป็นอีเมอร์เจนซี (Emergency) คือเรื่องเร่งด่วนมาก ที่ผมเรียนแล้ว เมื่อกี้ เหมือนใช้เรือสปีดโบต (Speedboat) วิ่งไปจุดโน้นก่อนเพื่อนําทาง แต่พอเรามา เอาทั้งหมดไปมันจะดึงกันแล้วทําให้ ๕ ปีทําไม่สําเร็จ แล้ววัดไม่ได้ ก็จะทําให้เสียหายต่อการปฏิรูป ในเฉพาะส่วนที่สําคัญและเร่งด่วนครับ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ