นิกร เสนอตั้งวาระด่วนถกปฏิรูปประเทศ เน้น 7 ด้านเร่งด่วน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๑ · ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

นิกร จํานง หารือประเด็นการปฏิรูปประเทศอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะตามมาตรา 16 และมาตรา 258-259 เน้นย้ำความสำคัญของการเร่งดำเนินการใน 7 ด้านหลัก เช่น การจัดการน้ำ การกระจายที่ดิน ขยะมูลฝอย และระบบสุขภาพ พร้อมเสนอให้ตั้งวาระอภิปรายร่วมกับกรรมาธิการทุกชุดเพื่อรวบรวมความเห็นและขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปให้สอดคล้องกับบทบาทของทั้งภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยย้ำว่าการปฏิรูปต้องมาก่อนยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อป้องกันความซ้อนทับและให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพทันที

นายนิกร จํานง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ ก็อยากจะเรียนว่าผมเห็นความสําคัญเป็นอย่างยิ่งของเรื่องนี้ สําคัญ ผมมองว่าตั้งแต่ตั้ง สปท. มา เรื่องนี้สําคัญที่สุดมันเป็นการขมวดทุกอย่างเข้าด้วยกัน ในคราวเดียว ดังนั้นผมทําญัตติเสนอ ๒ เรื่อง เรื่องที่แล้วก็คือความเป็นความตาย ของประชาชนในเรื่องเกี่ยวกับที่ตายกันอยู่ปีละเป็นแสนซึ่งก็ดําเนินการไป

มีเรื่องนี้อีกเรื่องที่ผมเห็นว่าจําเป็นมาก อยากจะเรียนท่านประธานที่เคารพว่า ผมได้ยื่นญัตติเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๙ เรื่องขอเสนอญัตติเรื่องแนวทางการดําเนินการ ปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๕๘ และกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดําเนินการ ปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๙ ตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... คือฉบับที่ผ่านการลงมติไปแล้วของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วในนี้ผมได้อธิบายไว้ส่วนบน แต่ว่าผมได้เขียนไว้ว่า ข้าพเจ้าและผู้มีชื่อรับรองท้ายญัตตินี้ก็มี ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านกษิต ภิรมย์ ท่านวันชัย สอนศิริ ท่านวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ท่านสมพงษ์ สระกวี แล้วก็ พลเอก ฐิติวัจน์ กําลังเอก ในเนื้อหาตรงนี้เขียนไว้ชัดเจนว่าอย่างนี้ครับ เกี่ยวกับเรื่อง ในท่อนแรกตามที่ญัตติที่ท่านสมาชิกมีอยู่แล้วว่า ตามที่ได้กําหนดไว้ในหมวด ๑๖ มาตรา ๒๕๘ กําหนดให้การดําเนินการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ประกอบกับมาตรา ๒๕๙ บัญญัติการปฏิรูปประเทศต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยแผน และขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งอย่างน้อยต้องมีวิธีการจัดทําแผนการมีส่วนร่วม ของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนในการดําเนินการปฏิรูปการวัดผล การดําเนินการและระยะเวลาการดําเนินการซึ่งต้องกําหนดให้เริ่มดําเนินการปฏิรูป ในแต่ละด้านภายใน ๑ ปีนับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญซึ่งก็เหลืออีกไม่กี่วันแล้ว ทั้งนี้ในการดําเนินการตรากฎหมายแล้วก็บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวต้องดําเนินการภายใน ๑๒๐ วันนับแต่วันประกาศด้วยเช่นกัน เราเขียนไว้ว่าอย่างนี้ครับ กรณีดังกล่าวถือเป็นเรื่องสําคัญ และเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปหลายด้าน จึงจําเป็นต้องมีการอภิปรายเป็นการทั่วไปเพื่อรับฟัง ความเห็นของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตลอดจนการจัดทําร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปดังกล่าว จะมีแนวทางการดําเนินการอย่างไร ประเด็นก็คือเห็นว่าสําคัญและที่เสนอ

ในส่วนแรก ก็คือเสนอว่าให้เอาลงฟลอร์ (Floor) เพราะเรื่องนี้มันสําคัญมาก อยากจะฟังความเห็น เพราะส่วนตัวเองพวกเราเชื่อว่าท่านสมาชิกทุกคนมีประสบการณ์ หลายอย่างและมีความสามารถมากมาย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องมานั่งจับเข่าคุยกันเสียก่อน เพราะว่าสภาของเรามีลักษณะพิเศษครับท่านประธาน คือปกติแล้วสภาจะเป็นศูนย์กลาง และจ่ายงานออกไปกรรมาธิการ ของเราไม่ ของเรางานจะไปอยู่ในกรรมาธิการ ดังนั้นผมเชื่อว่า ทุก ๆ ท่านที่อยู่ในกรรมาธิการชุดต่าง ๆ มีประเด็นอยู่แล้วแต่เราขาดการเอามารวม เดิมปกติต้องเข้าสภาก่อนแล้วจ่ายงานออก แต่ขณะนี้มันเป็นงานที่สภาเอามาประชุม เพื่อรับงานของกรรมาธิการ พอมีเรื่องสําคัญแบบนี้ก็จําเป็นที่จะต้องมานั่งคุยกันแล้วก็เอา ทุก ๆ อย่างมารวม เพราะเรื่องนี้ผมยืนยันอีกครั้งว่าเป็นเรื่องที่สําคัญที่สุดในความเห็นผม

และมีประเด็นที่ ๒ ที่โยงไปก็คือว่าร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอน การดําเนินการปฏิรูปจะมีลักษณะเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่ อย่างไร คือในประสบการณ์ที่เรามีมาในการทําเรื่องสําคัญแบบนี้จะมีกฎหมายว่าด้วยแผน และขั้นตอนเกี่ยวกับการดําเนินการที่เคยมีอยู่แล้วมาฉบับหนึ่งก็คือการกระจายอํานาจ ปี ๒๕๔๒ ซึ่งกฎหมายฉบับนั้นมีการแก้ครั้งเดียวก็คือแก้ตอนที่เปลี่ยนชื่ออธิบดี กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเท่านั้นเอง ทุกอย่างดําเนินมาแล้วก็จะมีปัญหาอยู่บ้างคือรัฐจ่ายเงิน ให้ไม่ครบตามนั้นเท่านั้นเอง ส่วนอื่นไม่มีปัญหาเลย ได้ผลมากนะครับ ดังนั้นจึงขอเสนอญัตติ แต่ขณะนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ปรากฏว่าผมก็เพิ่งทราบภายหลังตอนที่เสนอญัตติแล้ว เดิมอยากจะให้มีการคุยกันแล้วไปตั้งกรรมการแล้วก็เขียนโดยฟังความเห็นทุกคนก่อน แต่ทราบว่ามีการตั้งกรรมการแล้ว แล้วไปเขียนแล้วและเอากลับมา ดังนั้นญัตติที่ผมเสนอ ก็เลยกลายเป็นว่าก็ไม่รู้จะคุยทําไม เพราะว่าเขียนกันมาแล้ว หมายความว่าผมอยากจะ รวบรวมเบรนสตรอม (Brainstorm) เพื่อจะได้ไปเขียน แต่อย่างไรก็ตามถ้าเป็นอย่างนั้น ผมขออนุญาตท่านประธานว่าผมก็เลยจะขออภิปรายเรื่องญัตตินี้ แล้วก็อภิปรายเลยไปถึง ประเด็นที่เสนอมาแล้วเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน และในส่วนอื่นผมก็จะไม่พูด เวลาเสนอ ความเห็นผมก็จะไม่พูดอีกแล้ว ขออนุญาตว่าอาจจะต้องใช้เวลาบ้างแต่ไม่มากนัก ประเด็นที่สําคัญครับท่านประธาน ทําไมผมถึงไปเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. กําหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ ๆ แล้วไป เกี่ยวข้องทําไม ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับ เท่าที่แล้วมาวาระสําคัญในการทํางานแบบนี้ อย่างที่ผมเรียนแล้วผมก็สอบถามตอนรัฐธรรมนูญออกหมวดนี้มา สอบถามไปยัง กรธ. ว่าเรื่องนี้ไม่เข้าใจว่าทําไมเขียนมาแบบนี้แล้วจะทํากันอย่างไร ผมก็ทราบว่าเขาจะออก กฎหมายแบบเดียวกับ พ.ร.บ. เมื่อกี้ ก็คือการกระจายอํานาจการปกครอง คล้ายกับแบบนี้ แล้วถึงมาจัดการ ผมก็เข้าใจ ผมก็รับได้ เพราะผมเองตอนช่วงที่เป็นรัฐมนตรีอยู่ ๓ ปีก็ดี ช่วงที่ทํางานอยู่ในสภาก็ดี มีความสัมพันธ์กับกฎหมายฉบับนี้อยู่มาก และเราก็เห็นว่า มันเป็นกฎหมายที่ออกตามการปฏิรูปการเมือง ปี ๒๕๔๐ พอมาปี ๒๕๔๒ เราก็ออก กฎหมายนี้ เป็นเรื่องที่ดีมาก นั่นก็คือ ๑. ได้ฮินต์ (Hint) ได้ความเห็นมาว่าเขาจะทําแบบนี้ และขณะนี้ก็ทราบแล้วว่าเรื่องนี้เราไม่ได้ มีหน้าที่จะต้องออกกฎหมายนะครับ ในบันทึกก็ลงไปแล้วว่าสรุปสุดท้ายแล้วกฎหมายฉบับนี้ เราไม่ได้เสนอเพื่อให้ออกกฎหมาย กฎหมายจะไปเหมือนเดิมก็คือว่าขณะนี้มีมติไปแล้วว่า จะให้ ครม. ไปทําเอง ก็คือมอบให้กับสํานักนายกรัฐมนตรี รวมกับคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปรวม หมายถึงว่าฝ่ายหนึ่งกุมอํานาจฝ่ายหนึ่งคุมแผน เหมือนกับที่เคยเป็น เพราะฉะนั้นผมก็เลยเชื่อว่าน่าจะเป็นอย่างนี้ ก็เลยเขียนไว้ในญัตติ ว่าให้เอาตรงนี้มาเทียบ แต่ในรายงานฉบับนี้ไม่ได้เอากฎหมายนี้มาดูเลย หมายความว่า ผ่านไปเฉย ๆ เป็นพระราชบัญญัติเรื่องการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ซึ่งถ้าใกล้เคียงที่สุด เราต้องดูอันนี้เป็นสาระสําคัญเพราะว่าคล้ายกัน งานเหมือนกัน เป้าหมายเหมือนกัน ผมเรียนท่านประธานว่าลักษณะของกฎหมายนี้ ผมจะกล่าวถึงกฎหมายที่ผมอ้างถึงในญัตติ ว่าทําไมผมถึงยกมาในวันนี้นะครับ จริง ๆ แล้วอยากเสนอตอนนั้นแล้วจะได้เอาไปทําคล้าย ๆ แบบนี้ เพราะผมเชื่อว่ารัฐบาลจะต้องทําแบบนี้ ผมเชื่อเกิน ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ว่าจะเป็น แบบนี้นะครับ เพราะฉะนั้นในเมื่อเราคิดว่าน่าจะเป็นแบบนี้เราควรจะทําอย่างไรเราก็ย่อม มองออกที่จะเป็นประโยชน์ ทําไมถึงเห็นว่าเรื่องนี้เป็นสําคัญ ผมเห็นได้ในสารัตถะ ของพระราชบัญญัติการกระจายอํานาจที่เป็นกฎหมายที่มีการกําหนดเป้าหมายชัดเจน เป็นกฎหมายที่กําหนดเป้าหมายชัดเจนมากว่าอํานาจหน้าที่เริ่มตั้งแต่การกระจายอํานาจ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เรามาดูกรรมการนะครับ และมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาร่วม ซึ่งในนี้เป็นเรื่องการกระจายอํานาจ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็มีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยบ้าง คนถือกฎหมายนี้รับสนอง ๓ คน คลุมมาหมด แล้วก็โครงสร้าง หมายถึงว่าส่วนบริหารครบที่เกี่ยวข้อง ส่วนข้างล่าง ๑๒ คน ๑๒ คน เป็นคู่ แฝดคู่นี้ที่อยู่ใน กรรมการ ๑๒ คนแรกเป็นหน่วยงานการปกครองท้องถิ่นทั้งหมด ตั้งแต่ระดับบนก็คือระดับ อบจ. ระดับเทศบาล ระดับล่างเทศบาลเล็ก ๆ ก็มี ๑๒ คน หมายความว่าคนนี้คือคนที่เขา กําลังจะกระจายอํานาจไปให้มีครบ เพราะว่าสเตกโฮลเดอร์ (Stakeholder) หรือผู้รับอํานาจ ก็ต้องมา ส่วนข้างบนกรรมการที่เมื่อกี้ผมเรียนแล้วผู้ที่จะจ่ายอํานาจให้อํานาจออกไปก็คือ กระทรวงมหาดไทยก็ต้องมาอยู่มีนายกรัฐมนตรีคุม ในส่วนต่อมาในนั้นอีก ๑๒ คน กรรมการ ตรงนี้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ด้านรัฐศาสตร์ ด้านการบริหารรัฐกิจมีครบหมด ๑๒ คน แพ็ก (Pack) เป็น ๒๔ ๒๔ บวกกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องรวมทั้งนายกรัฐมนตรีเป็นคณะหนึ่ง ในจํานวนตรงนี้ถือว่าครบ ครบถ้วนกระบวนความ อํานาจหน้าที่ของเรื่องนี้เป็นไปตามมาตรา ๑๒ อํานาจหน้าที่ของเรื่องอํานาจ ผมอยากจะเรียนคร่าว ๆ ว่าขอเวลาท่านประธานนิดเพราะว่า มันเป็นเรื่องสําคัญจริง ๆ มาตรา ๑๒ ให้ทําแผนเราดูว่าจะคล้ายกับที่เราควรจะทําไหม ให้ทําแผนกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตรงนี้เราถือว่าแทนคําว่า กระจายอํานาจการปกครองท้องถิ่น เป็นการปฏิรูปประเทศตามหมวดปฏิรูปไปนะครับ แผนตรงนี้แล้วขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีและรายงานต่อรัฐสภา คือต้องเป็นไปตามนี้ ไปทําแผนมาแล้วก็เอาแผนมาให้ ครม. เห็นชอบ พอ ครม. เห็นชอบแล้วต้องรายงานรัฐสภา อันนี้คือหลักการ และในนั้นก็จะมีรายละเอียดว่าเรื่องบริการสาธารณะ ข้อต่อไปที่สําคัญ ก็คือว่าให้คณะกรรมการชุดนี้เสนอแนะการตราพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ข้อบังคับ คือคณะกรรมการชุดนี้จะต้องเป็นคนดูแลกฎหมายประกอบงานที่ทํา ก็คือกระจายอํานาจ ถ้านัยนี้ก็คือว่าดูแลเรื่องการปฏิรูปในส่วนที่เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กรรมการชุดนี้ดู ให้กรรมการชุดนี้ผมข้ามไปนะครับ การตราพระราชกฤษฎีกา คือมันต้องใช้ ฟาสต์เลน (Fast lane) เป็นหลักเพราะว่ากรรมการชุดนี้มีสิทธิที่จะให้กฤษฎีกาช่วยทํา กฎหมายไม่ใช่ไปตามช่องทางปกติ ในข้อ ๑๐ เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในการจัดสรร เงินงบประมาณ นอกจากว่าทําแผนเอาเข้าสภา ออกกฎหมาย เงินก็เป็นเรื่องสําคัญ ในการดําเนินการ ให้กรรมการชุดนี้เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในการจัดสรรเงินงบประมาณ ในการจัดสรรเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้คือการถ่ายโอน ของเราก็คือการปฏิรูปนั่นเองเหมือนกันนะครับ เสนอแนะระบบการตรวจสอบการมีส่วนร่วมของประชาชนในนี้ก็มีระบุไว้ว่าประชาชน ต้องมีส่วนร่วม ท่านรองประธานท่านวินัยได้กรุณาพูดว่าประชาชนไม่มีส่วนร่วมทุกอย่าง ก็ล้มเหลวหมด มันไปไม่ได้นะครับ ตรงนี้กรรมการชุดนี้ดู กรรมการชุดนี้เสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีให้พิจารณาสั่งการในกรณีปรากฏว่าส่วนไหน ทํางานไม่ได้ สมมุติว่าเราปฏิรูปส่วนไหนปฏิรูปไม่ได้ติดขัดอะไรกรรมการชุดนี้จะต้องแจ้ง นายกรัฐมนตรีทันทีว่าจะต้องดําเนินการ ไม่สามารถดําเนินการได้ เสนอรายงานเกี่ยวกับเรื่อง การกระจายอํานาจของเราก็คือการปฏิรูปอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง เป็นแรงงาน แล้วก็ นอกจากนั้นอาจจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการได้ ในต่อไปครับท่านประธาน อํานาจหน้าที่ตาม มาตรา ๑๒ เรามาดูมาตราว่าจะขึ้นไปอยู่ตรงไหนอีก เขาให้ไปอยู่ที่สํานักงานคณะกรรมการ การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้อยู่ที่สํานักนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ก็ยังอยู่ หมายความว่าอยู่ตรงนั้นผมถึงได้ไปประชุมหลายครั้งเพราะว่าเขาเชิญไปเรื่องการกระจายอํานาจ แล้วไปอยู่ตรงนั้นดูแลงานเรื่องธุรการ รวบรวมข้อมูล ร่วมมือประสานงาน ติดตามประเมินผล ติดตามปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กําหนด หมายความว่าไปอยู่ที่สํานักนายกรัฐมนตรีแล้วก็คอย ดูแลทั้งหมดนายกรัฐมนตรีเป็นประธานดูแลทุกเรื่อง มันเป็นองค์กรที่กําหนดขึ้นมาอยู่ที่นี่ ขณะนี้เรามีแนวคิดว่าเราจะอยู่ที่อื่น ตรงนั้นบอส (Boss) ใหญ่อยู่ที่ทําเนียบดําเนินการอยู่ อันนี้เป็นมาตรา ๑๕ ว่าอยู่ที่ไหน ระยะเวลา ท่านประธานครับ ตามมาตรา ๓๐ ระยะเวลา ครบกําหนดชัดว่าระยะเวลาในการดําเนินการให้ดําเนินดังนี้ ให้ถ่ายโอนภารกิจต่าง ๆ ภายใน ๔ ปีที่ซ้ําซ้อนกัน ให้ดําเนินการทั้งหมด ๔ ปี ชี้ไว้เลยว่าจะต้องทําภายใน ๔ ปี แล้วต่อจากนั้น ก็มีการกําหนดว่าจะต้องดําเนินการอย่างไรเรื่องงบประมาณรายจ่ายจะต้องทําอย่างไร ในมาตรา ๓๒ ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้คณะกรรมการดําเนินการจัดทําแผนปฏิบัติการเพื่อ กําหนดขั้นตอนการกระจายอํานาจ ซึ่ง ณ ที่นี้ก็คือการปฏิรูปให้แก่ ต้องมีสาระสําคัญกําหนด รายละเอียดของอํานาจหน้าที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนะครับ มาตรา ๓๓ ท่านประธานครับ เมื่อดําเนินการแล้วก็เสนอให้แผนปฏิบัติตามมาตรา ๓๒ แล้วก็ให้เสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบ รายงานต่อรัฐสภาเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับต่อไป ใช้กฎหมายนี้ประกาศ แล้วก็แผนปฏิบัติตรงนี้ให้มีผลผูกพันต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในแผนปฏิบัติการนั้น ในกรณี ที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปให้มีการดําเนินการปรับปรุงแผนเพื่อให้เหมาะสม ตรงนี้ ผมมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่บ้างในคราวที่ผ่านมา และให้คณะกรรมการมีหน้าที่ติดตามผล รายงาน คณะรัฐมนตรีทราบทุกปี ในกรณีมีปัญหาอุปสรรคไม่สามารถดําเนินการได้ให้คณะกรรมการ รายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขด้วย ผมจึงมีความเห็นว่า ท่านประธานครับ ในประเด็นนี้กรรมการที่ตั้งตามนี้ลักษณะแบบนี้น่าจะเพียงแต่เปลี่ยนชื่อ แล้วเอาปฏิรูปมาใส่เข้าไปมันรัน (Run) ได้เลย มันสามารถจะดําเนินการได้ ผมมองว่าได้ดี ทีนี้นี่เป็นส่วนที่ผมจะเอามาเกี่ยวเนื่อง ประเด็นที่ผมจะพูดต่อไปก็อยากจะขออนุญาตเอาลักษณะ ตรงนี้รวมทั้งความเห็นมาจับในประเด็นของรายงาน ขออนุญาตท่านประธาน การเสนอญัตติ จะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ ผมมองว่าอย่างนี้ครับ มองว่าการเสนอรายงานตรงนี้ที่บอกว่า ในความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่มีองค์กรใดในการดําเนินการ ไม่มีหน้าที่ใคร จริง ๆ แล้ว อยากจะชวนมาดูว่าในมาตรา ๒๕๙ คือเรื่องนี้ในการปฏิรูปเราจะเห็นว่ามาตรา ๒๕๘ มีครบ แต่เรามาดูว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาระบุไว้ชัด เขาบอกว่าในมาตรา ๒๕๙ ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉบับร่างให้หน่วยงานรัฐในระหว่างนี้พอรัฐธรรมนูญมีผลปั๊บให้หน่วยงานรัฐดําเนินการปฏิรูป ตามอํานาจ หมายถึงปฏิรูปตามหัวข้อ ๗ ด้านไปพลางก่อนระหว่างกฎหมายว่าด้วยแผนยังไม่มีผล มาตรา ๒๖๐ วรรคแรก ด้านกระบวนการยุติธรรม มีการเขียนไว้ชัดเจนว่าด้านกระบวนการยุติธรรม ให้มีคณะกรรมการขึ้น โดย ครม. แต่งตั้งประกอบด้วยเขาก็มีรายละเอียดไป หมายความว่า กรรมการชุดนี้มีอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญจะต้องไปแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญกําหนด มาตรา ๒๖๑ วรรคแรก การปฏิรูปด้านการศึกษา ในมาตรา ๒๕๘ ด้านการศึกษาให้มีกรรมการที่เป็นอิสระ ที่ ครม. แต่งตั้งดําเนินการศึกษาและทําข้อเสนอแนะ มีกรรมการชุดนี้อีกขึ้นมาที่จะต้องตั้งตามรัฐธรรมนูญ และต่อจากนั้นก็เสนอว่าให้ ครม. รายงานความคืบหน้านี้ตามบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๗๐ ต่อรัฐสภาทุก ๓ เดือน เพราะฉะนั้น กลไกมันจะถูกบังคับโดยบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๗๐ วรรคสามนี้ ครม. เห็นว่ามีการตราขึ้น ตามหมวด ๑๖ ปฏิรูปก็แจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ รัฐธรรมนูญมาตราเหล่านี้ระบุชัดว่า หน้าที่เป็นหน้าที่ของ ครม. โดยแท้ เพราะฉะนั้นการที่ ครม. ดึงไปเขียนกฎหมายขึ้นมาและมี การกําหนด ครม. ก็น่าที่จะเป็นคนควบคุมอยู่ด้วย แล้วก็จะเป็นกรรมการตามที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องหมวด ๑๖ นี้ตามมาตรา ๒๕๙ ดังนั้นการที่เราจะดําเนินการ ในหน่วยงานของรัฐ งานต่าง ๆ ที่ดําเนินการล้วนเป็นหน่วยงานของรัฐทั้งนั้น และหน่วยงาน ของรัฐส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานราชการรัฐวิสาหกิจ ดังนั้นแม้ ครม. ไม่ได้กําหนดตรง ๆ ว่าเป็นอย่างไร แต่โดยอํานาจที่กําหนดตรงนี้เป็นหน้าที่โดยตรงที่จะต้องปฏิบัติอยู่แล้วนะครับ

ในส่วนที่ ๒ พ.ร.บ. นี้มีแนวหรือยัง เรื่องนี้ตามที่ทราบแล้วว่า ครม. หมายถึง รัฐบาลจะให้สํานักงานรัฐมนตรีกับคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เอาไปเขียนเอาไปยกร่าง เราไม่จําเป็นต้องไปยกเพราะว่าเขาจะเอาไปทํา

ประเด็นต่อมาคือการเชื่อมโยงที่รายงานฉบับนี้ต้องขออนุญาตท่านประธาน จริง ๆ ว่านี่เป็นความเห็นโดยสุจริตใจ ผมมีความเห็นอย่างนี้ว่าการปฏิรูปประเทศตามหมวดนี้ มีระบุชัดไว้ ๗ ด้านแล้วขณะนี้ แล้วก็มีเวลาที่ชัดเจนแล้วคือออกกฎหมายแผนภายใน ๑๒๐ วัน เห็นผลภายใน ๕ ปี การกําหนดยุทธศาสตร์ของท่าน จะเป็นของท่านประธาน มีการกําหนดไว้ แผน ๒๐ ปี เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ถ้าเราเทียบก็คือว่าตรงนี้มันจะเป็นอิมพอร์แทนต์ (Important) ของท่านประธาน สําคัญมากยุทธศาสตร์ ผมอาจจะไม่เห็นด้วยอยู่บ้างก็เป็น เรื่องที่แย้งกันในเชิงวิชาการ แต่ที่สําคัญมันเป็นอีกส่วนหนึ่ง ส่วนที่รัฐธรรมนูญกําหนดนั้น เป็นส่วนของการปฏิรูป ถ้าไม่สําคัญเขาไม่เสนอปฏิรูป เขาก็ไปตามปกติได้ ที่เขาเสนอแสดงว่า เป็นเออเจนต์ (Urgent) เป็นเรื่องเร่งด่วนอย่างมาก แล้วถ้าเราไปดูเรื่องการศึกษา เรื่องตํารวจ เรื่องการเมือง เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องต่าง ๆ นี้นะครับ ถ้าไม่ทําตามนี้ประเทศ ไปต่อไม่ได้แน่ เห็นชัด ก็เลยให้จัดการเสียเร่งด่วนก่อนในระหว่าง ๕ ปีนี้คืออย่างน้อยต้องทํา เรื่องนี้ให้ได้ ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เรื่องสําคัญอื่น ๆ ก็ยังจะต้องทํากันไป ยุทธศาสตร์ก็ทํากันไป เพราะฉะนั้นการเอา ๒ อย่างมาโยงกัน ผมเห็นว่าการปฏิรูปส่วนนี้เหนือกว่ายุทธศาสตร์ ในจังหวะนี้ตามรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ก็ไปอ้างถึงอีกมาตราหนึ่ง ดังนั้นน่าจะเป็นแนวทาง กว้าง ๆ มากกว่า ประเด็นที่เสนอขึ้นมาเหมือนว่าจะดี ประเด็นเรื่องของ สปช. และ สปท. ผมก็เป็น สปท. ทีนี้ในนี้เราจะเห็นว่าเราดึงมา ๓๗ ประเด็นปฏิรูป เราก็เอาประเด็นของ สปท. ที่เรากรองมาแล้ว คัดแล้วจาก ๓๗ ที่เราเสนอขึ้นมานี้บวกเข้าไป ประเด็นจะอยู่ตรงนี้ ครับท่านประธาน ประเด็นปฏิรูปที่เสนอไป ๓๗ นี้บางอย่างรัฐบาลตอบว่าดําเนินการไปแล้ว บางอย่างตอบมาว่าไม่เห็นด้วย ส่วนของเราเองก็รัน (Run) ใส่เข้าไปแล้ว บางเรื่องอย่างเช่น ของกรรมการการเมืองของผมเสนอไปหน้าเต็ม ๆ เลย ผมก็คุยกับท่านประธานเสรีบอกว่า แล้วเรื่องที่เราเสนอวันนี้ล่ะ มันเข้าไปสู่กฎหมายลูก ไม่ได้เกี่ยวกับทางรัฐบาลเลย ไม่ได้ เกี่ยวกับการปฏิรูปตรงนั้นแต่ว่าไปเป็นกฎหมายลูก แต่ที่ในการปฏิรูปการเมืองคือการให้ความรู้ การทําให้ประชาชนเข้าใจเรื่องการเมือง การทําพฤติกรรม มีวัฒนธรรมในการยอมรับ ความเห็นต่าง ตรงนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระ อย่าง กกต. หรือการเลือกตั้ง หรือพรรคการเมือง เป็นหน้าที่ของรัฐต้องทํา ตรงนี้เป็นเรื่องปฏิรูปชัด แต่ว่าเรื่องอื่น ๆ ที่เสนอเข้าไปอีก ๔-๕ เรื่อง เป็นเรื่องที่เสนอไปแล้ว ดังนั้นพอเราเอาเรื่องทั้งหมด ปฏิรูปเรื่องนี้ ไปโยงกับยุทธศาสตร์ มันเท่ากับมีเรือสินค้าลําใหญ่บรรทุกสิ่งสําคัญไว้เต็มไปหมดเพราะว่า เป็นเรื่องสําคัญ แล้วเราไปบวกกับอีกลําหนึ่งที่บรรทุกเอาเรื่องปฏิรูปของเราที่กําลังรัน (Run) อยู่ขณะนี้ แล้วไปโยงกับเรือสปีดโบต (Speedboat) ที่มีการดีไซน์ (Design) ออกมาตาม มาตรา ๑๖ เพื่อจะส่งไปแก้ปัญหาข้างหน้าก่อน เป็นตัวนําร่องเพื่อให้เรือลําใหญ่จะได้วิ่งตาม แต่เราไปผูกกันมันก็ไปไม่ได้ เพราะว่าจะไปติดขัดอยู่ว่าปีหนึ่งหรือ ๕ ปีจะทําอะไรได้ มันก็มา โยงกันหมด ผมก็เลยไม่เห็นด้วยว่าการที่เราบวกตรงนี้เข้าไปนี่มันจะเป็นการไปดึงเออเจนต์ (Urgent) หรือความสําคัญเร่งด่วนตรงนี้ ทําให้การปฏิรูปมันไปไม่ได้นะครับ

ทีนี้ประเด็นในการปฏิรูปนี่นะครับ อยากจะขอเวลาอีกนิดเดียวนะครับ ถามว่า เราจะไปเพิ่มได้แค่ไหน เพียงไร ปฏิรูปที่เสนอขึ้นมาตามมาตรา ๑๖ นี้ด้านการเมืองชัดเจนมาก เรื่องข้อ ก ๑ นี่ให้ประชาชนมีความรู้นี่เป็นเรื่องกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเรื่องหน่วยเกี่ยวข้อง กิจกรรมที่ให้พรรคการเมืองเปิดเผยตรวจสอบได้ มีกลไกความรับผิดชอบนะครับ กลไก แก้ปัญหาความขัดแย้ง บริหารราชการแผ่นดินก็เขียนชัดนะครับ เรื่องกระบวนการยุติธรรม ก็เขียนชัด มีการกําหนดว่ากรรมการควรจะเป็นอย่างไร เศรษฐกิจที่ท่านประธานเศรษฐกิจ กรุณาได้พูดเมื่อกี้ผมว่าของท่านนี่ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านประธานนี่นะครับ ก็คือว่า เข้าเกือบทุกข้อ ประเด็นที่พูดถึงว่าเศรษฐกิจลักษณะแนวใหม่ที่ว่านี่นะครับ ที่ท่านปีติพงศ์ ทําอยู่ขณะนี้คือมันเข้าหมด แต่ว่าประเด็นนี่ท่านชี้ได้ตรงมาก แต่ประเด็นเศรษฐกิจอื่นนี่ไม่มี หมายความว่าก็ต้องไปอยู่ในแผนปกติ แต่แผนเร่งด่วนของท่านนี่นะครับ การส่งเสริม ความได้เปรียบนะครับ ลักษณะของเทคโนโลยีทันสมัยที่มีนะครับ การปรับปรุงภาษีอากร ก็คือความมั่นคงทางด้านการคลังก็ใช่ ความเหลื่อมล้ําก็คือว่ามาดูแลเรื่องเกษตรกรอะไรพวกนี้ อันนี้ใช่ แต่ทีนี้ถ้าพูดต่อไปว่าส่วนแผนนะครับ ที่เราพูดถึงว่าด้านอื่น ๆ นี่เราจะสังเกตว่ามันมี ชัด ๗ ด้านนะครับ แล้วก็ด้านอื่น ๆ ด้านที่ ๗ นี่ถ้าเป็นด้านอื่น ๆ ที่เขาเปิดปลายนี่เขาไม่ระบุ เขาจะต้องไม่ระบุว่าคืออะไร แต่ขณะนี้ด้านอื่น ๆ คือเขาเขียนเป็นด้านไม่ได้ เพราะเรื่อง สําคัญนี่ยกมาแล้ว ๖ พอด้านอื่น ๆ ก็มีจัดการน้ํา นี่น้ําจะท่วมอีกแล้วสําคัญ การกระจาย การถือครองที่ดินที่รัฐบาลทําอยู่ขณะนี้สําคัญ เพราะว่าเป็นเรื่องต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วนนะครับ การจัดการขยะมูลฝอยนี่สําคัญ เพราะต้องปฏิรูปเร่งด่วน หลักประกันสุขภาพขณะนี้ที่มี ปัญหากันอยู่นี่สําคัญ ระบบการแพทย์ปฐมภูมิสําคัญ ถ้ามีข้ออื่นเขาจะเขียนและอื่น ๆ ทีนี้อยู่ ๆ ในการที่เราจะเอาทั้งหมดมาใส่เขาแล้วบอกว่าเป็นเรื่องอื่น ๆ อีก ๓๗ ประเด็นปฏิรูป ซึ่งเป็นเรื่องประมาณ ๑๐๐-๒๐๐ เรื่อง แล้วก็เรื่องของเราเอง สปท. นี่บวกเข้าไปตรงนี้อีก จํานวนมาก ความเห็นของผมก็คือว่าจะทําให้การปฏิรูปตามมาตรานี้สะดุดหยุดลงไปไม่ได้ ผมก็เลยเรียนว่าในโอกาสนี้ก็คือว่าผมก็เลยไม่อาจจะเห็นด้วยได้ ด้วยความเคารพจริง ๆ ว่า พอเราพ่วงไว้แบบนี้นี่มันจะมีปัญหาแน่ต่อการปฏิรูป และผมก็ยังเชื่อว่าถ้าเราเสนอไปนี่ ผมไม่แน่ใจว่าจะทําให้เกิดอะไรขึ้นนะครับ สามารถจะเป็น ทีนี้ผมยังมองเห็นว่าท่านประธาน ที่เคารพครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ ว่าสมาชิกของเรานี่มีความรู้ความสามารถมาก มีความเข้าใจ แล้วในกรรมาธิการอย่างน้อย ๗ ด้านที่ว่านี่เราไปเรียงประเด็นมาเลยว่าตามนี้ คือทาง สํานักนายกรัฐมนตรีเขาชํานาญเรื่องกฎหมาย เขาไม่ชํานาญเรื่องประเด็นปฏิรูป คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ไม่ลงละเอียดเหมือนเรา เรากรรมาธิการ ทุกคนที่อยู่ตรงนี้แต่ละชุดนี่ชํานาญเฉพาะเรื่องอยู่แล้ว เราเพียงแต่เรียงว่าอย่างน้อยนี่ให้เข้า ตามประเด็นปฏิรูปนี้แล้วก็คือน้ําขึ้นแล้วท่านประธาน ถ้าเราไม่รีบตักตรงนี้เราจะไม่มีโอกาส ทําประเด็นให้ดีให้คมแล้วเสนอไปนี่ผมเชื่อว่าเขาเอาแน่นะครับ แล้วมันจะเกิดผลให้เราเห็น ทันตาในช่วงที่เราจะอยู่ในนี้หรือไม่ เราจะอยู่ในกรรมการชุดไหนก็แล้วแต่นะครับ เพราะว่า มันจะเป็นผลแล้วเราจะได้ชื่นชมกันว่านี่เป็นงานที่สําคัญของเรา เป็นการขมวด เราทําปฏิรูปมา ๑๑ ด้าน แต่ ๗ ด้านนี้นะครับ บวกกับเรื่องอื่น ๆ นี่เป็นประเด็นอีเมอร์เจนซี (Emergency) ของประเทศนี้ แล้วเราได้มีโอกาสเสนอแล้วได้ไปเกิดผลขึ้นมานี่มันจะเป็นเรื่องดีมาก ผมก็เลย เห็นว่าอยากจะให้คิดอีกครั้งหนึ่งแล้วก็ทบทวนอีกครั้งหนึ่งเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่มันเป็น โอกาสสุดท้ายของเรา เวลาเราก็เหลือไม่มากแล้ว ถ้าเราได้ทําให้มันเป็นผลที่ดีนี่ก็จะเป็น ประโยชน์มากนะครับ ก็กราบเรียนด้วยความเคารพเป็นอย่างยิ่ง