ยงยุทธ ชี้แนวทางปฏิรูปประเทศ หนุนโครงสร้างสอดคล้องยุทธศาสตร์

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๑ · ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

ยงยุทธ สาระสมบัติ นำเสนอข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ โดยเสนอให้กำหนดแนวทางในกฎหมายโดยตรงหรือให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศเป็นผู้กำหนดโดยอิงข้อมูลจาก สปท. พร้อมเสนอให้จัดตั้งองค์กรขับเคลื่อนการปฏิรูปตามกลุ่มยุทธศาสตร์ มีโครงสร้างคณะกรรมการร่วมกับยุทธศาสตร์ชาติและใช้สำนักงานเลขาฯ ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามผล รวมถึงเสนอแนวทางการแต่งตั้งหน่วยงานเลขาฯ การประเมินผล และการถ่ายทอดแผนลงสู่ระดับปฏิบัติ พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการเร่งเสนอร่างกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรีโดยไม่รวมบทเฉพาะกาลเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา และขอรับฟังความเห็นเพิ่มเติมเพื่อให้ร่างกฎหมายมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ เนื่องจากที่กราบเรียนไปเบื้องต้นว่าท่านที่เป็นประธานอนุกรรมการ ท่านพงศ์ศักติฐ์ติดราชการสําคัญมาไม่ได้ กระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะนําเสนอแทนนะครับ

ขออนุญาตไปที่ในเรื่องของหัวข้อ ๒.๔ ข้อเสนอแนะแนวทางเพิ่มเติม ในเรื่องของประเด็น คือในมาตรา ๒๕๘ กําหนดประเด็นไว้ ก็อย่างที่กราบเรียนในมาตรา ๒๕๘ พูดว่าอย่างน้อย สปช. ได้ทําไปแล้ว ๖๗ วาระ และคณะรัฐมนตรีเห็นชอบไปแล้ว และ สปท. ทําเสนอเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นแนวทางที่จะเสนอไว้ในกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอน การดําเนินการปฏิรูปก็อาจจะทําได้ใน ๒ ลักษณะ

ลักษณะที่ ๑ คือไปกําหนดไว้ในตัวกฎหมายเลย

ในลักษณะที่ ๒ ก็คือว่าให้คณะกรรมการหรือองค์กรกลางปฏิรูปประเทศ เรียกง่าย ๆ ว่าคณะกรรมการปฏิรูปประเทศในเบื้องต้นก่อนแล้วกันนะครับ เป็นผู้กําหนด ส่วนข้อมูลของทาง สปท. ท่านกรรมาธิการทั้งหลายที่ได้ทําและศึกษาเรื่องนี้ก็จะเป็นข้อมูล ประกอบการพิจารณา นั่นเป็นในเรื่องของประเด็น

ในเรื่องที่ ๒ องค์กรการปฏิรูปประเทศ ในหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ ไม่ได้พูดถึงองค์กรไว้ แต่ประเด็นอย่างเดียวหรือขั้นตอนอย่างเดียวถ้าไม่มีบุคลากรและไม่มี องค์กรการขับเคลื่อนให้เกิดผลคงจะเป็นไปได้ด้วยความยากลําบาก ซึ่งถ้าไปดูมาตรา ๒๖๖ วรรคสอง ที่หัวหน้า คสช. มีอํานาจในการนี้ เปลี่ยนโครงสร้าง นี่การทํางานของ สปท. อันนั้น ก็โดยวิธีหนึ่ง โดยอาศัยอํานาจตามมาตรา ๒๖๖ วรรคสอง ของท่านหัวหน้า คสช. หรือในกรณีที่ ๒ ถ้ากําหนดเป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศเป็นองค์กรหนึ่ง แล้วมีองค์กร อีกระดับหนึ่งก็คือองค์กรคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้าน นี่ก็คือเป็นข้อเสนอ ของคณะกรรมการนะครับ ด้านนี้ดูจากไหน ก็ดูได้อีกเป็น ๒ ลักษณะ ด้านก็ดูจาก กลุ่มยุทธศาสตร์ ก็อย่างเช่นในเรื่องของความมั่นคงก็อาจจะมีเรื่องของการเมือง กับความมั่นคงเข้าไปด้วย ในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินของกรอบยุทธศาสตร์ ก็เอาการบริหารราชการแผ่นดิน การปกครองท้องถิ่น แล้วก็การป้องกันและปราบปราม การทุจริตประพฤติมิชอบอยู่ในนี้ด้วยกัน หรือในด้านของเศรษฐกิจนอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแล้วก็เอาพลังงานไปอยู่ในกลุ่มนี้ เอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปในกลุ่มนี้ การผังเมืองไปอยู่ในกลุ่มนี้ นี่เป็นตัวอย่างในการที่จะพยายามจับกลุ่มและให้เป็น การปฏิรูปด้านตามกรอบยุทธศาสตร์จะได้สอดคล้องกัน

ถัดไปในเรื่องของโครงสร้างเราก็ลองพยายามทําดูโครงสร้าง โครงสร้าง ถ้าดูตามกฎหมาย มาตรา ๖๕ ซ้ายมือสุดของท่าน คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ถัดมาทางขวามือ คณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติ ถัดมาอยู่ตรงกลางเลย วุฒิสมาชิก องค์กรตรงนี้ ตามมาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ติดตามเร่งรัด ถัดไปคือ คณะรัฐมนตรี แน่นอนที่สุดสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยคณะรัฐมนตรี ถัดไปก็คือรัฐสภา ทําไมต้องเอารัฐสภาไว้ตรงนี้ด้วย เพราะมาตรา ๒๗๐ บอกไว้ว่าคณะรัฐมนตรีจะต้องเสนอ ความคืบหน้าของการปฏิรูปไปยังรัฐสภาทราบทุก ๓ เดือน ทีนี้มองต่ําลงมานะครับ สีเขียว นั่นของคณะกรรมการปฏิรูปที่วางลงมา แนวความคิดของเราน่าจะวางเป็น ๖ แต่ว่าในนี้ เนื่องจากว่าข้อจํากัดในเรื่องของหน้ากระดาษเราก็เลยวางเป็น ๓ ใน ๓ นี่คิดอย่างไรครับ ก็แบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ตามด้าน ตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ อีกซีกหนึ่งของทางรัฐบาลก็คือ ในกรอบของกลุ่มภารกิจที่สอดคล้องกัน แล้วองค์ประกอบที่เราคิดต่อไปคิดอย่างไรครับ เบื้องต้นเราคิดก็สอดคล้องกับที่ท่าน ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่าน พันเอก วินัย ในเรื่องของ คณะกรรมการและองค์ประกอบ องค์ประกอบตรงนี้เรามองดูว่า

๑. คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติก็น่าจะมาอยู่ตรงนี้ด้วย อย่างสมมุติว่า จํานวนหนึ่ง ๖ คน ทําไมถึงเรียก ๖ จํานวนหนึ่งนี้ในการศึกษาเราพูดแต่เฉพาะจํานวนหนึ่ง แล้วจากรัฐบาลนี่มาจํานวนหนึ่งจํานวนที่เท่ากันเพื่อมาช่วยกัน เสร็จแล้วกรรมการด้าน ก็จะออกมาอีกระดับหนึ่ง ชุดสีเขียวที่เมื่อสักครู่ที่ผมกราบเรียนมันอยู่ในบล็อกสีชมพูข้างบน ก็คือมีทั้งจากยุทธศาสตร์ชาติและมีของรัฐบาลเข้ามาร่วมกัน แล้วก็มีผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ แล้วจากผู้ทรงคุณวุฒิลงมาในชุดสีเขียวนี้ก็เป็นกรรมการปฏิรูปด้าน ทีนี้สอดคล้องกับท่านวินัยที่ท่านกรุณาแนะนําก็คือว่าถ้ายุทธศาสตร์ชาติ กับทางปฏิรูปประเทศนี่เป็นคู่แฝดกัน ลองดูสิว่าสํานักงานเลขาที่จะใช้ เป็นตัวสีส้ม ๆ ข้างล่างใช้ร่วมกันได้ไหม นี่เป็นข้อเสนอ

ถัดไปที่เราคิดกันต่อก็คือว่าคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ คนที่จะทําหน้าที่เป็นเลขาควรจะพิจารณาจากว่างานในด้านนั้น ๆ หน่วยงานไหน เป็นหน่วยงานหลัก อย่างเช่น บล็อกแรกซ้ายมือสุด ในเรื่องของความมั่นคง หน่วยงานเลขา ของกรรมการด้านนี้น่าจะเป็น สมช. บล็อกถัดไปขวามือ ศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ฝ่ายเลขาน่าจะต้องเป็น สศช.

ถัดไป สมมุติว่าในเรื่องของการศึกษา พัฒนาศักยภาพความสามารถของคน ก็น่าจะเป็นสภาการศึกษา หรือในเรื่องเกี่ยวข้องกับเรื่องของคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ก็น่าจะเป็น ทส. หรือว่าในเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ําและความเท่าเทียมก็น่าจะเป็น พม. และในเรื่องของพัฒนาระบบบริหารราชการก็น่าจะเป็น ก.พ.ร. อันนี้คือแนวคิด ที่กรรมการพิจารณาว่าน่าจะเป็นอย่างนี้หรือไม่ ส่วนที่ว่าจะสมควรประการใดเดี๋ยวก็อยากจะ ฟังความเห็นจากท่านทั้งหลายว่าเราจะทําให้รายงานฉบับนี้สมบูรณ์ขึ้นได้อย่างไร

ถัดไปในเรื่องของการประเมิน คณะกรรมการพิจารณาว่าอาจจะทําได้ ๓ ลักษณะหรือ ๓ แนวทาง แนวทางที่ ๑ ก็คือว่าหน่วยงานประเมินเอง ๒. ก็คือให้ภายนอก ประเมิน และแนวทางที่ ๓ ก็คือผสมกันระหว่างแนวทางที่ ๑ กับแนวทางที่ ๒

ถัดไปเป็นรูปแบบในเรื่องของการถ่ายทอดแผนการปฏิรูปจากระดับต่าง ๆ จากระดับประเทศไปรัฐบาล รัฐบาลไปยังกระทรวง กระทรวงลงไปกรม จังหวัด และลงไปสู่ หน่วยปฏิบัติ แล้วหลังจากนั้นก็ประเมินย้อนหลังขึ้นมา รูปแบบนี้ก็คือเอามาจากของที่ กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ การรายงานตรงนั้นก็ต้องให้เครดิตคนที่คิดเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นคือว่า ท่านบดินทร์ วิจารณ์ ท่านเป็นอนุกรรมการในเรื่องของจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ และเป็นน้องชายของ สปช. ท่านหนึ่ง

สุดท้ายถึงแม้ว่าเราจะไม่มีเจตนาที่จะร่างกฎหมาย แต่คิดว่าโครงร่าง กฎหมายนี้เราน่าจะคิด เราก็คิดว่าโครงร่างของกฎหมายฉบับนี้น่าจะมีอะไรบ้าง เป็นเพียงตุ๊กตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของบทเฉพาะกาล ในหมวด ๖ หรือหมวด ๗ บทเฉพาะกาลเราไม่กล่าวถึงในรายงานเลย เนื่องจากว่าเราเห็นว่าถ้าเรากล่าวถึงเรื่องบทเฉพาะกาลนี้ ในรายงานของเราอาจจะเป็นที่ครหาได้ว่าทําไมคิดอะไรอยู่ ฉะนั้นเราก็ตัดปัญหาในเรื่องของ บทเฉพาะกาลเราไม่เสนอเลยนะครับ กล่าวโดยสรุปก็อย่างที่กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกที่เคารพ เชื่ออย่างยิ่งว่าถึงแม้ว่ากรรมการจะใช้เวลาประมาณ ๓ เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๗ มิถุนายน และเราแล้วเสร็จประมาณนั้น ๓ เดือนถึงมีเวลาเหลืออยู่อีก ๓๐ วัน ๑๒๐ วัน ตามคําสั่งแต่เราเห็นว่าเรื่องนี้มีความจําเป็นเร่งด่วน เพราะทราบมาว่า อย่างที่กราบเรียนไปเบื้องต้นว่าทางรัฐบาลจะนําเรื่องเข้า ครม. ฉะนั้นเราก็ต้องรีบนําเสนอ แต่ว่าความเห็นของท่านถึงแม้จะรีบด่วนอย่างไร แต่ความเห็นของท่านก็ยังมีความสําคัญอย่างยิ่ง ถ้าท่านจะกรุณาให้ความเห็นเพื่อที่จะทําให้รายงานนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น คณะกรรมการ น้อมรับและด้วยความยินดี ดีใจที่ท่าน ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านนิกรท่านกรุณาเสนอ เรื่องญัตติขึ้นมาแสดงว่าท่านให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ถึงเสนอเรื่องนี้มาด้วยความเคารพ ฉะนั้นความเห็นต่าง ๆ นี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทําให้รายงานนี้สมบูรณ์ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน