วิทยา วิจารณ์ทุจริตเลือกตั้ง ชู กกต. เปิดทรัพย์สิน-ตั้งกองทุนรางวัลแจ้งเบาะแส

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๑ · ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

วิทยา แก้วภราดัย หารือการปฏิรูปการเมือง โดยเน้นปัญหาการจัดการเลือกตั้งในอดีตที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลและศาล จนนำไปสู่การผลักดันให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญปี 2540 เพื่อความสุจริต แต่ภายหลังเกิดปัญหาการร้องเรียนสะสมจำนวนมาก จึงเสนอให้ทบทวนบทบาทของ กกต. และเพิ่มความโปร่งใส โดยเฉพาะการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการปราบปรามการทุจริตและให้รางวัลผู้แจ้งเบาะแส เพื่อส่งเสริมการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม

นายวิทยา แก้วภราดัย กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ในฐานะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองนะครับ ขอนําเสนอต่อเพื่อนสมาชิกในหลักการการเสนอการปฏิรูปด้านการเมือง เรื่องคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ผมขออนุญาตที่จะเอาประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะว่าผมเป็นคนที่อยู่ ในทางการเมืองมา ลงเลือกตั้ง ๑๐ ครั้ง แพ้ ๒ ครั้ง ชนะ ๘ ครั้งนะครับ เพราะฉะนั้น ก็ค่อนข้างจะมีประสบการณ์นี้จะถ่ายทอดเพื่อแลกเปลี่ยนกับเพื่อนสมาชิกทั้งหมด เพื่อหาแนวทางในการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมือง เรามาถึงวันนี้ได้ ประเทศไทยครับ ภายใต้หลักการว่า เราเชื่อครับว่าระบบการปกครองที่ดีที่สุดคือประชาธิปไตย แต่ที่เราต้อง มีการเปลี่ยนแปลงโดยการปฏิวัติ เพราะเมื่อถึงวันหนึ่งสังคมไทยเริ่มได้รับคําตอบ ที่ไม่ปกติครับ คนชนะการเลือกตั้งกลายเป็นคนรวย และเมื่อคนรวยชนะการเลือกตั้งโดยใช้ อาวุธที่ตัวเองมีก็คือเงินในการซื้อเสียงเข้าสู่ตําแหน่ง ระบบการถอนทุนทางการเมืองก็คือ การทุจริตคอร์รัปชันก็รุนแรงหนักหน่วงยิ่งขึ้น ๆ จนสุดท้ายครับการปฏิวัติครั้งนี้ไม่มีอะไร เหนือกว่าการใช้อํานาจของคนที่มีเงินไปในทางที่ไม่ชอบ จนต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง และมาคิดถึงการขับเคลื่อนการปฏิรูป ก่อนที่เราจะมาพูดถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งครับ เรามีการเลือกตั้งมาก่อนหน้านั้นนานพอสมควร ผมเจอกับการเลือกตั้งครั้งแรกโดยไม่มี คณะกรรมการการเลือกตั้ง ถามว่าการจัดการเลือกตั้งในอดีตเริ่มต้นอย่างไรครับ การเลือกตั้งในอดีตมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ ๒ ส่วนครับ ๑. ก็คือรัฐบาล ๒. ก็คือศาลยุติธรรม รัฐบาลจะเป็นคนจัดการเลือกตั้ง ควบคุมการเลือกตั้งทั้งหมด ส่วนคนที่จะตัดสินว่า การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมหรือบริสุทธิ์หรือไม่ก็คือศาลยุติธรรม รัฐบาลมอบหมาย ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นคนไปจัดการเลือกตั้ง มหาดไทยมีหน้าที่ก็จัดการเลือกตั้ง ทุกประการครับ ประกาศเขตเลือกตั้ง กําหนดหน่วยเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญกําหนดว่าเขตละกี่คน ก็ไปทําตามรัฐธรรมนูญเขียน จัดการทุกอย่างจนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเสร็จ ก็ประกาศคะแนนเลือกตั้ง คนที่ประกาศผลการเลือกตั้งก็ผู้ว่าราชการจังหวัดครับ เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศผลการเลือกตั้งแล้วทุกคนก็เดินทางเข้าสภา ส่วนผู้สมัคร ที่แข่งขันกันก็จะต้องคอยตรวจสอบจับผิดกันเองว่าใครโกงเลือกตั้ง เมื่อตรวจสอบจับผิดได้ ก็อาจจะไปแจ้งความดําเนินคดีแล้วก็ไปตามกระบวนการยุติธรรม หรือถ้าไม่ไว้ใจ กระบวนการในการแจ้งความดําเนินคดี ผู้แข่งขันการเลือกตั้งก็ไปฟ้องศาลครับ ผมเข้าใจว่า ท่านที่เคยเป็นตุลาการอยู่นะครับ แล้วก็เป็นตุลาการอยู่ขณะนี้คงรู้ดีครับว่าระบบ กระบวนการยุติธรรมเราในอดีตใช้เวลานานครับ จนเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่ากว่าจะฟ้องคดี ศาลตัดสินเลือกตั้งใหม่เสียแล้ว เพราะ ๒ ปี ๓ ปียุบสภา ศาลไม่ทันตัดสินก็ยุบสภาเสียแล้ว เพราะฉะนั้นหน่วยงานที่ทรงอิทธิพลที่สุดในการเลือกตั้งก็คือกระทรวงมหาดไทย ซึ่งรัฐบาล ใช้เป็นมือในการจัดการเลือกตั้ง ถ้ากระทรวงมหาดไทยรับรองผลประกาศเลือกตั้งจบ ทุกอย่างจบครับ กว่าจะฟ้องคดีพบกันสมัยเลือกตั้งหน้าคดียังไม่เสร็จ เพราะฉะนั้นความมีอิทธิพล ของกระทรวงมหาดไทยก็จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยจะมีอิทธิพล ต่อการเลือกตั้งสูงสุด เพราะโครงสร้างในกระทรวงมหาดไทยทั้งหมดแผ่รากไปจนถึงหมู่บ้าน ตําบล วันหนึ่งครับคนในสภาผู้แทนราษฎรก็ช่วยกันคิดครับว่าถ้าปล่อยอย่างนี้ปล่อยให้ การจัดการเลือกตั้งอยู่ในมือรัฐบาลแล้วก็รอศาลตัดสิน ไม่เคยมีการจับการทุจริตการเลือกตั้งได้เลย การเลือกตั้งจบวันที่กระทรวงมหาดไทยประกาศ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คิดครับที่เขา ปฏิรูปการเมืองรอบแรก คิดในการตั้งองค์กรมากํากับจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม เพราะก่อนปี ๒๕๔๐ มันก็เริ่มมีการซื้อเสียงขึ้นมาแล้วเป็นระยะ ๆ เพราะฉะนั้นเขาก็ป้องกัน การเลือกตั้งที่ทุจริต ก็เลยเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เป็นองค์กรอิสระ อยู่นอกเหนือการกํากับของรัฐบาลมาดําเนินการจัดการเลือกตั้ง พอตั้ง กกต. ครับ เราประเคนให้หมดทุกอย่าง สภานี้ด้วย คนเขียนรัฐธรรมนูญด้วย เรามอบการจัดการเลือกตั้ง ให้ กกต. ซึ่งเดิมมหาดไทยทํา เรามอบการกํากับการเลือกตั้งให้ กกต. ซึ่งเดิมมหาดไทยดูแล เรามอบการวินิจฉัยการเลือกตั้งให้ กกต. ซึ่งแต่เดิมอยู่ที่ศาลยุติธรรม จัดการเลือกตั้ง กํากับ เลือกตั้ง วินิจฉัยเลือกตั้งให้กับองค์กรอิสระที่เรียกว่า กกต. ครบถ้วนทั้งหมด เลือกตั้งครั้งแรก ปี ๒๕๔๕ ท่านสมาชิกลองทบทวนนะครับ กกต. เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ออกกฎหมายเสร็จ เลือกตั้งครั้งแรกปี ๒๕๔๕ แล้วก็จัดการเลือกตั้งมาจนถึงปี ๒๕๕๗ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ถึงปี ๒๕๕๗ มีเรื่องร้องเรียนที่ กกต. เยอะมากครับ ผมจําได้ครับ ปี ๒๕๔๕ เคยผ่านไป กกต. หลังเลือกตั้งเสร็จ กกต. ยังตั้งอยู่แถวกลางเมืองตรงโน้นครับ ใต้สะพานลอย หน้า กกต. หม้อ ไห กระทะ เต็มหมด จับมาเรื่องเลือกตั้ง แต่ถามว่า ๑๐ กว่าปีของการกํากับ ของ กกต. จับเรื่องซื้อเสียงได้กี่เรื่อง พวกผมโดยกรรมาธิการสอบถาม กกต. แล้ว เขาบอกว่า จับได้น้อยมากและไม่สามารถดําเนินคดีเรื่องซื้อเสียงจบแม้แต่เรื่องเดียว เหตุผล เพราะพยานหลักฐานหายาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ กกต. ดําเนินออกใบเหลือง ใบแดง ก็คือการปฏิบัติ ผิดกฎหมายเล็กน้อย พอเราให้อํานาจวินิจฉัยจาก กกต. ไป หลักของ กกต. เราก็เปลี่ยน เพื่อให้การควบคุมการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเข้มแข็ง เดิมเวลาเราไปศาล เวลาฟ้องเรื่องเลือกตั้ง ศาลท่านต้องเชื่อในพยานหลักฐาน ปราศจากข้อสงสัยว่ามีการกระทําความผิดจริง ถึงจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่พอเราตั้ง กกต. เราออก กฎหมายให้ กกต. เป็นอย่างนี้ครับ เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริต ใช้คําว่าแค่สงสัยว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต ก็ให้ กกต. อ้างอํานาจในการวินิจฉัยออกใบเหลือง ใบแดงได้ทันที ถ้าไปศาลต้องปราศจากข้อสงสัย แต่ถ้ามา กกต. มีเหตุอันควรสงสัยไปทันที แต่ทําไมเหตุอันควรสงสัยทําให้ ๑๐ กว่าปีของ กกต. การซื้อเสียงยิ่งรุนแรงหนักยิ่งขึ้น กรรมาธิการก็มาคิดเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเราเสนอตั้งแต่รอบแรกถ้าเพื่อนสมาชิกจํากันได้ ตอนที่เขาร่างรัฐธรรมนูญ เพราะกรรมาธิการการเมืองมีเรื่องที่ต้องว่ากับกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นหลัก ถ้ากฎหมายรัฐธรรมนูญออกมาแล้วกรรมาธิการการเมืองงานก็ยิ่งสั้นเข้าเรื่อย ๆ อายุกรรมาธิการการเมืองจะสั้นกว่าทุกคณะกรรมาธิการ เพราะรัฐธรรมนูญเขากําหนดกรอบ ทางการเมืองไว้เกือบหมด เราเสนอไปรอบแรกครับว่าควรจะจัดการองค์กร กกต. ใหม่ จัดการเลือกตั้งให้เป็นหน่วยงานอื่น ซึ่ง กกต. ไม่ต้องไปเสียเวลา ไม่ต้องให้คณะกรรมการ กกต. เที่ยวไปตามโรงพิมพ์ ไม่ต้องให้คณะกรรมการ กกต. ไปแบ่งเขตเลือกตั้ง เสร็จแล้วไปเตรียม หีบบัตรเลือกตั้งเตรียมอะไรทุกเรื่องจนวุ่นวายไปหมด ไม่มีเวลาในการทําปัญหาใจกลาง คือควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม เราเสนอไปทาง กรธ. ว่าควรจะโอน การจัดการเลือกตั้งให้กับหน่วยงานอื่น เพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมกํากับการเลือกตั้ง ให้กับ กกต. มีอํานาจเต็มที่ กกต. จะได้ควบคุมเวลาเลือกตั้งว่าเสร็จเสนอ ใครผิด ใครถูก ใครไม่ดี ใครซื้อเสียง ได้ใช้หน่วยงานราชการทั้งหมดเข้าไปติดตาม กํากับ รวบรวมพยานหลักฐานเสร็จ แล้วเราก็เสนอว่าเมื่อรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จควรจะ ยื่นฟ้องต่อศาลให้ศาลเป็นคนวินิจฉัย ซึ่งกรรมาธิการเราในชั้นนั้นก่อนรัฐธรรมนูญจะออก ก็เสนอ กรธ. แล้วก็ได้หารือทางกระบวนการยุติธรรมทางศาลยุติธรรม ศาลท่านบอกว่า ถ้าจะให้ศาลตัดสินได้ครับ ท่านสามารถตั้งแผนกคดีเลือกตั้งในทุกศาลจังหวัดได้ แยกองค์คณะไป ส่งเรื่องมาใช้กระบวนการวินิจฉัยตัดสินไม่เกิน ๓๐ วันจบ ถ้ายังไม่พอใจศาลชั้นต้น อาจอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาวินิจฉัยภายใน ๓๐ วันจบ ถ้าเป็นอย่างนี้ครับเราก็ทดแทนเรื่องเวลาได้ แต่หลังจากกรรมาธิการเสนอไปแล้วครับ กรธ. ท่านฟังบ้างครับ แต่ผลของการพิจารณา รัฐธรรมนูญออกมาคณะกรรมการการเลือกตั้งยังเหมือนเดิมครับ ยังจัดการเลือกตั้ง ยังควบคุมการเลือกตั้งและวินิจฉัยการเลือกตั้ง กรรมาธิการก็พยายามหาช่องทางว่าจะช่วยอย่างไร ให้การเลือกตั้งมันสุจริตเที่ยงธรรมขึ้นมาได้ เราก็มาดูในมาตรา ๒๒๔ เรื่องภารกิจของ กกต. มาตรา ๒๔ ผมเข้าใจ (๒) นะครับ ถ้าเพื่อนสมาชิกเปิดตามดูนะครับ รัฐธรรมนูญเขียน ให้อํานาจ กกต. ในการจัดหรือดําเนินการให้มีการจัดการเลือกตั้ง เขาเขียนเอาไว้เลยว่าจัด หรือดําเนินการให้มีการจัดการเลือกตั้ง หลังจากหารือทุกฝ่ายแล้วครับ รวมทั้งกฤษฎีกา แล้วคิดว่า กกต. คณะกรรมการเรามีช่องทางในการที่จะเอาอํานาจจัดการเลือกตั้งให้คนอื่น เพราะเป็นการดําเนินการให้จัดให้มีการเลือกตั้ง ก็ถกเถียงกันในกรรมาธิการครับ เพื่อนสมาชิกครับว่าถ้าเราแบ่งเบางานจัดการเลือกตั้งไปให้องค์กรอื่นเสีย กกต. ก็จะได้ไม่วุ่น มีเวลามาบริหารกํากับการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม ก็ยกขึ้นมาอย่างที่ผมเคยเรียน เพื่อนสมาชิกแหละครับ ยกทุกส่วนราชการที่มีกําลังอยู่ในภูมิภาค กระทรวงศึกษาธิการมีครู บุคลากร ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ คน กระทรวงสาธารณสุขมีข้าราชการเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ คน อสม. อีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน มีกระทรวงมหาดไทย มีกระทรวงเกษตร แต่เมื่อไล่พิจารณา ตามเหตุตามผลว่าถ้าเข้าไปจัดการเลือกตั้งไม่มีใครเชี่ยวชาญเท่ามหาดไทยครับ ก็มีข้อเสนอโต้แย้งออกมาจากข้างนอกครับว่าเป็นการย้อนรอยประวัติศาสตร์ ให้มาเฟียมหาดไทยกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ผมขออนุญาตเรียนกับเพื่อนสมาชิกครับ เพื่อนที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหรือเป็นนักปกครองมาก่อนคงรู้ตัวดีครับ มหาดไทยวันนี้ กับเมื่อ ๑๕ ปีที่แล้วแตกต่างกันมากครับ หลังจากปี ๒๕๓๗ ปี ๒๕๓๘ ก่อนเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ กระทรวงมหาดไทยเริ่มถูกกระจายอํานาจไปยัง อบต. ถูกกระจายอํานาจไปยัง อบจ. เดิมในชนบทหมู่บ้านครับ มีผู้ใหญ่บ้านใหญ่ที่สุด มีกํานันใหญ่ที่สุด วันนี้ทั้งผู้ใหญ่บ้าน และกํานันมีตัวคานจากภาคประชาชนก็คือ อบต. ในระดับจังหวัดก็มีองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งมีกําลังคนมากมายพอสมควร เพราะฉะนั้นมหาดไทยวันนี้แตกต่างจากมหาดไทยปีที่แล้ว และการจัดการวันนี้ไม่ได้ให้การจัดการเลือกตั้งกับควบคุมการเลือกตั้งอยู่กับมหาดไทย เราแบ่งการจัดการเลือกตั้ง การเตรียมหีบ เตรียมพื้นที่ เตรียมคน เตรียมนับบัตรนับอะไร เป็นเรื่องมหาดไทยแต่การควบคุมให้คงไว้เป็นของ กกต. เพราะฉะนั้น กกต. จะมีหน้าที่ ควบคุมให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมเหมือนเดิม ส่วนมหาดไทยไปจัดการเลือกตั้ง นี่คือข้อเสนอประการที่ ๑ ของคณะกรรมาธิการทางการเมืองจัดการเลือกตั้งมอบให้กับ หน่วยงานอื่นไปเป็นคนจัดการ กกต. มีหน้าที่ควบคุมกํากับการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม เพราะฉะนั้นเมื่อควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมภารกิจ กกต. ก็จะสั้นลง ปัญหาที่จะต้องคิดว่าฝากเพื่อนสมาชิกในการที่จะได้มีข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการ ก็คือในเรื่องของการวินิจฉัยของ กกต. การวินิจฉัยของ กกต. ภายใต้หลักว่าเมื่อมีเหตุ อันควรสงสัย คือสงสัยแค่สงสัยนะครับ อํานาจ กกต. ก็สามารถตัดสินชีวิตทางการเมือง ของนักการเมืองได้ เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่า ท่านทุจริตการเลือกตั้ง ทั้งชีวิตท่านจะโดนประหาร ห้ามเป็นนักการเมืองตลอด เพราะฉะนั้น คําวินิจฉัยของ กกต. ซึ่งวันข้างหน้าจะมี กกต. ตามรัฐธรรมนูญทั้งหมด ๗ ท่านครับ คําวินิจฉัยของ ๗ ท่านนี้จะต้องได้รับการตรวจสอบโดยสาธารณะอย่างเป็นจริง เหตุผลทําไม ผมต้องตรวจสอบ กกต. ครับ เพราะเราเคยเห็น กกต. เข้าด้วยช่วยเหลือรัฐบาลจนตัวเองต้อง ติดคุกมาแล้ว เพราะฉะนั้น กกต. วันข้างหน้าคําวินิจฉัยจะต้องมีคําวินิจฉัยส่วนบุคคล ที่สาธารณะตรวจสอบได้ ไม่ใช่นั่งลงมติกันเสียงข้างมากแล้วก็ไม่รู้เหตุผลว่าเป็นเพราะอะไร ถึงวินิจฉัยคนนี้ถูกหรือผิด คําวินิจฉัย กกต. วันข้างหน้าต้องอิงได้ตามมาตรฐานขององค์กรอิสระ คือต้องมีคําวินิจฉัยส่วนบุคคลแนบเข้าไปเพื่อสาธารณะตรวจสอบได้ ไม่เช่นนั้นองค์กร ที่ตัดสินอนาคตบ้านเมือง องค์กรที่ตัดสินชีวิตของนักการเมืองกลายเป็นองค์กรที่วินิจฉัยแล้ว ใครตรวจสอบไม่ได้ ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้ครับ

เพราะฉะนั้นคือประการที่ ๒ ที่คําวินิจฉัยของ กกต. จะต้องได้รับ การตรวจสอบโดยสาธารณะ เช่นเดียวกันครับกรรมาธิการในเรื่องการปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ รวมทั้งกรรมาธิการการเมืองพยายามวางกติกาเพื่อควบคุมนักการเมืองอย่างหนัก เพื่อไม่ให้เกิดช่องทางของการทุจริตคอร์รัปชัน แต่ตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ปราบปรามการทุจริตครับ การคอร์รัปชัน การทุจริตหรือไม่ทุจริตเกิดได้ด้วยเครื่องยนต์ ๓ เครื่องยนต์ครับ เครื่องยนต์ที่ ๑ ที่รุนแรงที่สุด ที่เรากลัวที่สุดในวันนี้ก็คือนักการเมือง เครื่องมันใหญ่ ท่อมันใหญ่ อํานาจมันเยอะ เครื่องยนต์ที่ ๒ ก็คือข้าราชการประจํา เครื่องยนต์ที่ ๓ คือนักธุรกิจ พ่อค้าที่คิดร่วมโกงกับนักการเมือง ข้าราชการ แล้วก็บ้านเมือง เสียหาย ถ้าเครื่องยนต์ ๓ เครื่องนี้มันเดินพร้อมกัน ช่องทางของการทุจริตจะรุนแรงหนักหน่วง ถ้าดับเสียเครื่องยนต์หนึ่งเราก็คิดว่ามันเบาลงครับ คือดับเครื่องยนต์ของนักการเมือง ผู้มีอํานาจที่มาจากการเลือกตั้งโดยทุจริต ถ้าดับเครื่องยนต์นี้มันก็จะเบา แต่ถ้าดับเครื่องที่ ๒ ได้ จบครับ คือเอาเหตุของการดับเครื่องยนต์เครื่องแรกไปดับเครื่องที่ ๒ เสียด้วย ดับเหตุของ การทุจริตนักการเมืองให้ได้ ดับเหตุทุจริตของข้าราชการประจําเลว ๆ ให้ได้ จบครับ นักธุรกิจ พ่อค้าขยับไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกเรื่องที่ครอบลงบนนักการเมืองจะต้องถูกครอบ ลงบนระบบประจําด้วย ยกตัวอย่างเช่น กกต. บางท่านอยู่ในตําแหน่งคนละ ๗-๘ ปี แจ้งบัญชีทรัพย์สินตลอดครับแต่ไม่เคยมีใครได้ดู รู้อีกทีตอนมีเรื่อง เข้าคุกแล้วถึงจะรู้ว่า มีกันเท่าไร นักการเมืองทุกคนครับเราครอบเขาไว้แจ้งบัญชีทรัพย์สิน และบัญชีทรัพย์สิน นักการเมืองทุกคนเปิดดูได้ในเว็บไซต์ (Web site) ของ ป.ป.ช. เพราะฉะนั้นกรรมาธิการ เลยเสนอครับว่า กกต. วันข้างหน้าแจ้งบัญชีทรัพย์สินก่อนเข้ามา เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน และคุณมีหน้าที่แจ้งตามระยะเวลาที่กฎหมายกําหนด จะ ๒ ปีครั้ง ๓ ปีครั้ง แจ้งไป มันก็จะ ดับข้อทุจริตได้ครับ ผมอยู่เป็นนักการเมืองเคยเจอครับการเลือกตั้งที่มันเลวร้าย ถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นในระดับเทศบาล อบจ. เขาใช้เงินในการเลือกตั้งกัน ๔๐-๕๐ ล้านบาท ถึง ๑๐๐ ล้านบาทครับ เพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง แล้วถ้าถูกร้องเรื่องใบเหลือง ใบแดง มันก็เข้าหูผมตลอดครับ ถ้าโดนร้องเพื่อให้ออกใบเหลือง ถ้าเลือกตั้งใหม่อีกรอบมันก็ต้องหมด ๕๐ ล้านบาท ๘๐ ล้านบาทอีกที สู้จ่าย กกต. ๒๐ ล้านบาทยุติใบเหลือง ใบแดง จบ ไม่ต้องแข่งใหม่ เพราะฉะนั้นข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างนี้เกิดครับ เราก็ไม่อยากให้เกิด เพราะฉะนั้นเมื่อไม่อยากให้เกิดก็ต้องมีมาตรการในการกํากับองค์กรอิสระให้กระทํางาน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต่อไปครับ

เรื่องที่ ๓ ที่นําเสนอเพื่อนสมาชิกได้ร่วมกันพิจารณาก็คืออันตรายของ ระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งก็คือการทุจริตการเลือกตั้ง การทุจริตที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่เรื่องปราศรัยใส่ร้ายกัน ไม่ใช่เรื่องการรับปากครับ อันตรายที่สุดที่ทําลายวัฒนธรรมที่ดีงาม ของระบอบประชาธิปไตยก็คือการซื้อเสียงครับ เลวที่สุดแล้วต้องจัดการให้ได้มากที่สุดครับ พลเมืองในประเทศนี้ส่วนหนึ่งเสียไปแล้วครับ เสียไปเพราะนักการเมืองประเภทเลว ๆ ไปสอนครับ นักการเมืองประเภทมาจากการเลือกตั้งและใช้เงินให้กับประชาชนมันสอน ประชาชนจนเสียนิสัยไปด้วยครับ เหมือนที่ท่านสมาชิกได้รับทราบแหละครับ เงินไม่มา กาไม่เป็น ตราบใดที่ไม่ได้เงินก็ไม่กาบัตรถึงขั้นนั่งรอกันที่บ้านจนสามโมงเย็นแล้วไม่ยอม ขยับไปไหนจนราคาขึ้นถึงไปลงเลือกตั้ง ที่ท่านไม่เจอผมเรียนให้ได้เลยการเลือกตั้งที่รอถึง ๓ โมง และยังมีราคาคือการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านเดี๋ยวนี้โก่งตั้งแต่ราคาเสียงละ ๒,๐๐๐ บาท นั่งกันอยู่ในบ้าน ๕ คนไม่ขยับไปไหนจนราคาเสียงขึ้นเป็น ๕,๐๐๐ บาท ตอนบ่ายสามโมง ประชาชนก็เสียครับ การทุจริตเลือกตั้งด้วยการซื้อเสียงเกิดด้วยเครื่องยนต์ ๒ เครื่อง ๑. นักการเมืองทุจริต ๒. ประชาชนเสียนิสัยเพราะถูกฝึกจนเสียนิสัยว่าทําให้เสียหายไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นต้องทําอย่างไรให้คู่กรณี ๒ อันนี้อย่าขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ให้เป็นปฏิปักษ์ ซึ่งกันและกัน กรรมาธิการขอนําเสนอกับเพื่อนสมาชิกเพื่อฟังคําชี้แนะ เราก็เสนอว่า ควรจะให้ กกต. จัดตั้งกองทุนปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้ง เงินนี้จะได้มาจากไหน เดี๋ยวว่าในรายละเอียดครับ อาจจะเป็นเงินหนุนจากรัฐบาลมาก้อนหนึ่ง เป็นเงินค่าสมัคร ส.ส. ค่าสมัคร อบจ. ค่าสมัคร ส.ท. ที่รวบรวมมาก้อนหนึ่ง เพราะเวลาจัดการเลือกตั้งรัฐบาล อนุมัติงบประมาณให้ กกต. เป็นงวด เช่น การเลือกตั้งครั้งสุดท้ายปี ๒๕๕๗ ที่ผ่านมารัฐบาล ขอ กกต. ไป ๓,๔๐๐ ล้านบาท เลือกตั้งไม่จบไม่เสร็จก็ไม่ต้องเอาคืนครับ ลงประชามติ กกต. ขอไปกี่ล้านรัฐบาลก็ส่งไปให้กี่ล้านจะพิมพ์รัฐธรรมนูญแจกครบทุกครัวหรือไม่ครบทุกครัว ก็จบกันครับ เงินที่เหลือก็ไว้ที่ กกต. บริหารแล้วก็ สตง. ไปตรวจสอบดู เพราะเงินที่เราให้ กกต. องค์กรอิสระเหล่านี้เป็นเงินก้อนที่ยกให้ไปเลยแล้วบริหารกันภายใต้ความเชื่อว่า คุณต้องสุจริตเที่ยงธรรม เพราะฉะนั้นถ้ามีเงินกองทุนก้อนหนึ่งในการปราบปรามการทุจริต การเลือกตั้ง กรรมาธิการก็เสนออย่างนี้ครับ เสนอว่าคนซื้อเสียงนี่ชั่วอันดับ ๑ คนขายเสียง เป็นองค์ประกอบของความผิดแล้วทําให้ระบบการเลือกตั้งเสียหาย เพราะฉะนั้นทั้งคนซื้อ คนขายต้องมีโทษ กองทุนนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ใครก็ตามสามารถชี้ช่องได้ว่าคนนี้ซื้อ มีพยานหลักฐานให้ กกต. นําไปสู่กระบวนการลงโทษได้ หรือคนนี้ขายให้ กกต. นําไปสู่ กระบวนการลงโทษได้ คนที่นําพยานหลักฐานหรือชี้ช่องนี้จะมีรางวัลจากกองทุนอันนี้ วันข้างหน้าถ้าท่านบอกยากครับจับนักการเมืองซื้อเสียงมันมีอิทธิพลชาวบ้านที่ไหนจะกล้า ผมเป็นนักการเมือง ผมก็เคยเจอครับไปที่นี่ถ้าไม่ได้สตางค์แล้วไม่ได้คะแนน ถ้าผมจะลองจับ คนขายเสียงดูนักการเมืองทําได้ เพราะอิทธิพลเหนือกว่า แต่ขณะเดียวกันเราก็เห็นว่า คนที่เป็นประชาชนธรรมดาร้องเรียนนายกรัฐมนตรีทุกวันกล้าทําครับ เพราะมนุษย์ประหลาด พวกนี้จะมีอยู่ในสังคมเป็นประจํา ถ้ามีกองทุนสําหรับจัดการการทุจริตการเลือกตั้งทั้งคนซื้อ และคนขาย สมมุติคุณวันชัยจะไปสมัคร ส.ส. เลิกแล้วกลายเป็น ส.ว. สรรหา แต่ท่านกลัวพวกซื้อเสียงไม่เป็นอะไร อาจารย์วันชัยหิ้วกระเป๋าไปใบหนึ่งที่ไหนขอซื้อเสียง อาจารย์วันชัยอัดเทป (Tape) หมด กว่าจะเลือกตั้งเสร็จอาจารย์วันชัยล่าเงินรางวัลไปได้ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท สบาย ๆ จากคนที่อยากขายเสียง และพอมีสตางค์ พอไปหาเสียงต่อได้ คือถ้าเราเป็นข้อเสนอเพื่อสมาชิกวิพากษ์วิจารณ์กันดูครับว่า ถ้าให้ ๒ อย่างนี้ชนกันไม่เกิดการสามัคคีกัน เกิดการขัดแย้งกันมันเป็นช่องทางในการเริ่มต้น ได้หรือไม่ ทั้งหมดเป็นกระบวนการที่ผมนําเสนอในเบื้องต้น ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อนสมาชิกหรือกรรมาธิการจะเสนอเพิ่มเติมก็พร้อมที่จะน้อมรับฟัง เพราะกระบวนการทั้งหมดเรากําลังเตรียมการทําไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าจะมีในปลายปี ๒๕๖๐ เป็นการเลือกตั้งที่ต้องไม่ย้อนรอยอย่างเดิม ไม่ใช่คนโกง คนทุจริตชนะเลือกตั้งมา แล้วก็โกงบ้านโกงเมืองจนต้องเกิดการปฏิวัติรอบต่อไป พวกเราทุกคนที่เป็นนักขับเคลื่อน การปฏิรูปไม่อยากให้การปฏิวัติครั้งนี้เสียของครับ เพราะฉะนั้นต้องกล้าที่จะลองใช้สิ่งใหม่ เพื่อจัดการกับการเผชิญหน้าการเลือกตั้งปลายปีหน้าให้เป็นการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมครับ ขออนุญาตนําเสนอเป็นการเบื้องต้นต่อเพื่อนสมาชิกครับ ขอบพระคุณครับ