นิกร ชี้ปัญหา กกต. ท้องถิ่น พร้อมเสนอปรับบทบาทเพื่อความเป็นกลาง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๑ · ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

นิกร จํานง หารือประเด็นปัญหาความลำเอียงและการใช้อำนาจของ กกต. ประจำจังหวัด โดยเสนอให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้าราชการหรือพรรคการเมืองเข้ารับตำแหน่งเพื่อความเป็นกลาง พร้อมสนับสนุนการปรับบทบาท กกต. ให้มีอำนาจสอบสวนและกำกับดูแลการเลือกตั้งอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กับการลดบทบาทด้านการให้ความรู้ไปยังกระทรวงศึกษาธิการ ขณะเดียวกันเสนอให้มหาดไทยทำหน้าที่บริหารจัดการท้องถิ่นโดยมี กกต. ทำหน้าที่กำกับดูแลเพื่อสร้างความสมดุลและสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ

นายนิกร จํานง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกลําดับที่ ๗๙ ในฐานะกรรมาธิการ ผมจะตอบประเด็นที่สําคัญ ของท่านสมาชิกที่ได้เสนอความเห็นมา ท่านแรกก็คือท่านอาจารย์ไวกูณฑ์ สปท. ไวกูณฑ์ ทองอร่าม ประเด็นที่เราตัดสินใจกันแล้วเราจะแก้ตามที่ประชุมนี้หลังจากฟังความเห็นมา ก็คือเรื่อง กกต. ประจําจังหวัด คือเดิมเรื่องนี้เป็นสมาชิกในกรรมาธิการเองคับข้องใจอยู่มาก กับ กกต. ประจําจังหวัด ลําบากมากมีการเข้าข้างกันอะไรกันซึ่งเป็นเรื่องจริง ผมเองเลือกตั้งอยู่ ก็ทราบว่าเป็นเรื่องจริง ทั้งเรื่องการกําหนดเขต เพราะว่ามีการรู้จักมักคุ้นกันแล้วก็มีการใช้ อํานาจอะไรต่าง ๆ เป็นปัญหาจริง ก็เลยมีความเห็นกันว่าพยายามหาทางออกกันว่า จะทําอย่างไรแล้วประเด็นก็ไปยาวว่าถ้าอย่างนั้นถ้าอยู่ในนั้นก็ต้องเป็นญาติพี่น้อง สังคมไทย ตัดญาติพี่น้องไม่ได้ ตัดความสัมพันธ์ไม่ได้ก็ไม่ให้อยู่ในนั้นเสียเลย นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ที่มีความเห็นว่าต้องไม่เป็นข้าราชการเพราะว่าอย่างที่เรียนแล้วว่า ในการเลือกตั้งสิ่งที่น่ากลัวก็คือว่าการใช้อํานาจเช่นทางตํารวจไปสั่งตํารวจในพื้นที่ที่บางท่าน ก็ได้เสนอแล้วเมื่อกี้ว่าถ้าเป็นข้าราชการอยู่ อํานาจที่สั่งจากข้างบน ซึ่งข้างบนผู้บริหาร ระดับสูงก็มีรัฐมนตรีซึ่งสังกัดพรรคการเมืองอีก มีการสั่งการไปตรงนั้นอีก ประเด็นที่ ๒ ก็เลยมีความเห็นว่าถ้าอย่างนั้นก็เอาคนที่ไม่เป็นข้าราชการมาเป็น กกต. ประจําจังหวัด ถ้ายังจะต้องมีนะครับ

และประเด็นต่อมาก็มีความเห็นกันว่าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองก็คุยกันไปคุยกันมา เดิมในที่ประชุมเห็นว่าไม่ให้เป็นเลย แต่พอไม่เป็นมันมาขัดกันว่าเราก็พยายามส่งเสริม ให้ประชาชนมาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแล้วก็อยู่ ๆ เราก็ตัดเขาทิ้งไปมันก็ไม่เหมาะอีก คือคิดกันเยอะแล้วก็เชิญผู้มีความรู้ เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาคุยกัน ก็ตัดสินใจมาเป็นอย่างนั้น

ทีนี้ประเด็นพอมาถึงขณะนี้ตามความเห็นของท่าน ทางกรรมาธิการที่อยู่ คือเราฟังทุกคนในกรรมาธิการตอนที่เสนอประเด็นนี้ก็คงจะยอมรับได้ว่าคงจะต้องฟังเสียง ข้างมากที่มีเหตุผล เพราะว่าถ้าจะเป็นอย่างนั้นเราเห็นด้วยว่าก็คงไม่ต้องหาใครมา ถ้าคนไม่รู้จักพื้นที่มันจะมีปัญหาใหม่อีกอย่างก็คือว่าไม่รู้ที่ที่ท่านอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ได้พูดว่าก็ไม่รู้จักใครเลย บางคนบอกว่าไปหลงอยู่แล้วก็กลับไม่ถูก ประเด็นตรงนี้ไม่รู้จักพื้นที่ เป็นประเด็นที่ทําให้ทํางานไม่ได้

ประเด็นต่อมาก็คือว่าแล้วถ้าไม่มีอํานาจตามที่ท่านอํานวยเสนอมาว่า แล้วจะไปสั่งใครได้พูดถึงว่าจะดําเนินการกันอย่างไรก็เห็นด้วยนะครับ

ประเด็นสุดท้ายก็คือที่ว่าไม่สังกัดพรรคการเมืองเราก็แก้ตามความเห็น ของทาง กกต. ที่เขาเสนอคือจะไม่แตะเรื่องนี้เลย ก็คือว่าไม่เป็นในวันสมัครซึ่งก็ยังเป็น ประเด็นที่อาจจะต้องไปเกี่ยวพัน เพราะว่า กกต. ใหญ่ต้องเป็นสมาชิกมา ๕ ปี นี่เป็นหลักการที่สําคัญอยู่ เพราะฉะนั้นผมสรุปอย่างนี้ครับว่ากรรมาธิการคุยกันแล้วว่า ประเด็นที่ว่าต้องไม่อยู่ในพื้นที่นั้นเราจะยกออกให้อยู่ สามารถจะเป็นเหมือนเดิมได้ก็คือว่า เป็นคนในภูมิลําเนาแถวนั้นก็ได้ไม่เป็นไร เป็นข้าราชการก็ได้ เหตุผลเป็นอย่างนี้ครับมันมีอยู่ ๒ เหตุผลสําคัญ

เหตุผลที่ ๑ ก็คือว่าการมีอยู่ของ กกต. ประจําจังหวัดเดิมมีอํานาจเยอะ มีอํานาจวินิจฉัย มีอํานาจให้คุณให้โทษ ตอนหลังในร่างใหม่ตัดอํานาจนี้ออก พอตัดออกไปแล้ว ก็เหลือเข้ามาช่วยดูแลประคองเรื่องการเลือกตั้ง เรื่องรวบรวมข้อมูลอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่มีอํานาจ คือไม่มีดาบแล้ว อาจจะมีมีดเล่มเล็ก ๆ ไว้ปอกผลไม้ก็อาจจะมีบ้าง แต่ว่า ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วก็แสดงว่าไม่มีเหตุ สิ่งที่จะเสียไปจากการเข้าข้างใครต่อใครกับสิ่งที่จะได้มา ในการรู้จักพื้นที่ ในการช่วยทําให้การเลือกตั้งดีขึ้นเหมือนสิ่งที่ได้มามีมากกว่า ส่วนรายละเอียดเรื่องประเด็นที่ว่าอาจจะมีกระฉอกออกไปบ้างเล็กน้อยอาจจะยังมีอยู่ แต่มันมีหลักการที่ ๒ เข้ามา ผมเรียนว่าในร่างที่เขาเสนอขึ้นมาเราจะเห็นว่าคนที่เข้ามา เป็นตรงนี้ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่มีโทษนะครับ โทษที่มีการยกร่างขึ้นมาแล้วผมอยากจะเรียนว่า ในมาตรา ๓๐ ของร่างใหม่ที่ กกต. เสนอไปที่ กรธ. แล้วเป็นอย่างนี้ครับ เขียนว่าห้ามมิให้ กรรมการการเลือกตั้ง เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดโควต (Quote) กรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัด ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําจังหวัด กรรมการและอนุกรรมการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งกระทําการอันมิชอบ ด้วยหน้าที่เพื่อให้คุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดในการเลือกตั้ง หรือกระทําการหรือละเว้นการกระทําโดยทุจริตหรือประพฤติมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่ ในการดําเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือการออกเสียงประชามติ นี่คือร่างใหม่ ที่เราเห็นแล้วว่ามีการเขียน แล้วก็มีเขียนไว้ว่าในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งกระทําหน้าที่ โดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง หมายความว่าโทษที่ชี้ไปยังกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดชัดมาก ผมจะให้ดูโทษ ว่ามันน่ากลัวขนาดไหน ประเด็นที่ว่ามันมีกระฉอกไปบ้างหลังจากไม่มีอํานาจแล้ว อาจจะยังมีอยู่บ้าง มันมีก๊อก ๒ ที่จะมาช่วยประคองไว้ มีเซฟตีวาล์ว (Safety Valve) อันที่ ๒ โทษจะอยู่ในมาตรา ๔๕ เราดูว่าโทษขนาดไหน คือโทษของสามัญชนที่ไม่ปฏิบัติตาม กรรมการการเลือกตั้งมีโทษไม่มากนัก จําคุกปีหนึ่ง ไม่รับฟังอะไรตรงนี้ แต่ดูโทษตรงนี้ มาตรา ๔๕ นะครับ ในร่างที่เสนอแล้ว กรรมการการเลือกตั้ง เลขาธิการกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัด ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําจังหวัด กรรมการหรืออนุกรรมการที่กรรมการการเลือกตั้ง แต่งตั้งฝ่าฝืนมาตรา ๓๐ ที่ผมอ่านเมื่อกี้ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ ๑-๑๐ ปี อันนี้จําคุกนะครับ และปรับตั้งแต่ ๒๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ บาท ที่สําคัญคือและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ การเลือกตั้งมีกําหนด ๑๐ ปี เราก็ถือว่า ๑. คุณไม่มีอํานาจในการดําเนินการให้คุณให้โทษ เพราะว่าอํานาจถูกถอดออกไปแล้ว อันที่ ๒ ถ้าคุณยังจะทําอีกคุณจะผิดข้อนี้เพราะคุณ เป็นเจ้าหน้าที่ มีความผิดเหนือกว่าประชาชนทั่วไปมาก ๒ อย่างตรงนี้ถ้าใครจะฝ่าฝืน หรือใครจะทําก็มา แต่ตรงนี้สามารถจะป้องกัน เพราะฉะนั้นถ้าจะแลกกันกับว่าคือทุกอย่าง มันไม่มีอะไรสมบูรณ์ ถ้าจะแลกกันว่าเป็นคนพื้นที่และเป็นข้าราชการ เราเลือกเอาอย่างที่ว่า ตามที่ท่านเสนอก็คือว่าให้เป็นคนในพื้นที่ได้ ให้เป็นข้าราชการก็ได้ เพราะเราถือว่า ๒ อย่าง การไม่มีอํานาจก็ดี การที่โทษหนักก็ดี เพียงพอต่อการนี้ เพราะฉะนั้นก็เรียนยืนยันว่าเราจะไป แก้เรื่องนี้นะครับ แล้วก็ท่านสมาชิกในคณะกรรมาธิการของเราที่เสนอมาด้วยความคับข้องใจ ท่านก็คงสบายใจขึ้นมากจากตรงนี้นะครับ เพราะว่าร่างนี้เพิ่งออกมาให้เราเห็น

ประเด็นต่อมาของท่านไวกูณฑ์ที่เสนอว่าเรื่องการให้ความร่วมมือ จากภาคเอกชนที่ว่าไปตั้งกองทุน เราก็พิจารณากันแล้วว่าเห็นด้วยกับท่าน เพราะถ้าหากว่า มีกองทุนรัฐแต่ว่าตรงนี้ต้องไปบีบรัฐว่าเอามาตั้งให้มากหน่อยมันจะได้มีพอใช้ แต่เอกชนมา ก็อาจจะมาวาง ๆ ไว้ก่อนแล้วเดี๋ยวก็เกรงใจกันแบบสังคมไทย เดี๋ยวจะมีปัญหาเปล่า ๆ สรุปว่าได้ไม่คุ้มเสียตัดออกเสียก็ได้ตรงนี้ ก็คือว่าเอาทุนจากเอกชนมาลงแล้วถ้าใครไปจับ ทุจริตได้ก็มาเอาเงินจากกองนี้ เห็นด้วยกับท่านอาจารย์ว่าเราเห็นว่าเอาออกเสียก็ได้เพราะว่า มันได้ไม่คุ้มเสีย มันสุ่มเสี่ยง

ประเด็นที่ให้ท่านบอกว่าเรื่องการให้ความรู้ตัดออกจาก กกต. เสียเถอะนะครับ เพราะว่าให้กระทรวงศึกษาธิการดําเนินการดีกว่า ประเด็นนี้มีอยู่ในมาตรา ๑๐ (๑๗) คือตรงนี้มีมายาวนานแล้วของ กกต. ก็คือว่าให้ กกต. ช่วยไปให้ความรู้ แต่ในร่างใหม่ เขียนชัดว่าในระบบโรงเรียนก็มี คือมีอยู่ ถามว่า กกต. ทําอะไรได้บ้าง ผมเองนี่ไปเป็น อาจารย์อยู่บ้างเข้าไปทํางานอยู่ที่แถว ๆ กกต. ไปช่วย ๆ กันอยู่ ประเด็นก็คือว่าหลักสูตร ในเรื่องการจัดการเรื่องการเลือกตั้งนี่นะครับ ประเด็นที่สําคัญก็คือว่ากระทรวงศึกษาธิการเอง ยกหลักสูตรไม่ได้ เพราะไม่รู้กลไกว่าอะไรอยู่ตรงไหน ดังนั้น กกต. ได้เพียงแต่ช่วยทํา หลักสูตรให้ พอทําแล้วร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการก็ส่งหลักสูตรตัวนี้ไปให้ กระทรวงศึกษาธิการเอาไปใช้ตามโรงเรียน นั่นส่วนหนึ่งในเรื่องระบบโรงเรียน จริง ๆ ก็เป็นงาน ของกระทรวงศึกษาธิการอยู่แล้ว

อีกส่วนหนึ่งก็คือว่าสําหรับประชาชนทั่วไปนอกเหนือจากที่เรียนอยู่ใน การศึกษา อย่างการศึกษาผู้ใหญ่หรือนอกโรงเรียน นอกระบบนี่นะครับ ก็ยังเป็น กระทรวงศึกษาธิการอยู่ แต่ในส่วนที่เป็นประชาชนทั่วไป กกต. ก็ต้องไปให้ความรู้อยู่ด้วยในร่าง ซึ่งมีมาแต่เดิม ตรงนี้ก็ขอความกรุณาว่าขอให้คงไว้เพราะว่าหลายขวานอย่างไรมันก็ดีกว่า ขวานเดียว กกต. เองเขาก็สัมพันธ์อยู่เรื่องนี้ก็ให้เขาทําหน้าที่ แต่ว่าหน้าที่หลักต้องอยู่ที่ กระทรวงศึกษาธิการและพวกเราก็ตั้งใจว่าจะยกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีการกําหนดว่า การให้ความรู้ในมาตรา ๒๕๘ ก็มีอยู่แล้วเป็นสาระสําคัญเดี๋ยวก็คงไปเอง ตรงนี้ก็อยากจะขอว่า ให้เขามีหน้าที่ช่วยกันอยู่บ้างก็จะเป็นประโยชน์นะครับ ท่าน สปท. จินดา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งท่านก็ผ่านการเลือกตั้งมา เรื่อง กกต. ประจําจังหวัด เรื่องอํานาจในการสืบสวนสอบสวน ตรงนี้ก็เรียนไปแล้วเมื่อกี้เหมือนกันว่ายอมเปลี่ยนมาเป็นว่าให้คนในพื้นที่ได้ไม่มีปัญหานะครับ

ส่วนประเด็นเรื่องที่ท่านเสนอว่ามหาดไทยทําอยู่แล้ว เห็นด้วยกับท่านว่า จุดอ่อนก็คือว่ามหาดไทยทําแต่จุดอ่อนก็คือกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน มันครึ่งมหาดไทย ครึ่งประชาชน ครึ่งหัวคะแนน นี่เราก็รู้กันอยู่เราเลือกตั้งอยู่ใช่ไหม ตรงนี้เป็นหน่วยสําคัญ ทั้งนั้น การเข้าไปดูแลตรงนี้ท่านเสนอว่าให้ระบบราชการเข้ามาเต็มตัวดีกว่าอย่าใช้ ครึ่ง ๆ ตรงนี้ ซึ่งมันส่งผลว่าเอียงไปเอียงมาได้ก็เห็นด้วยอยู่นะครับ ลองไปปรับดูว่าอย่างไร ท่านต่อไปอดีตท่านผู้ว่าศานิตย์ นาคสุขศรี เรื่องอํานาจก็ตามนั้น ก็คือว่าให้อยู่ในพื้นที่ได้นะครับ แล้วก็ข้าราชการยังสามารถเป็นได้ ที่ท่านเสนอก็รับมาแล้วนะครับ ท่าน สปท. เลิศรัตน์ ที่ท่านเสนอเรื่องมหาดไทย ผมเอง ถ้าท่านจําได้ผมเห็นด้วยกับท่านเลยตอนนั้น คือผมเห็นว่าจะขัดรัฐธรรมนูญ แต่ตอนนั้น ก็อยากจะเรียนว่าข้อเสนอกรรมาธิการตอนนั้นไม่ชัด แล้วผมก็แย้งแล้วก็เป็นเสียงข้างน้อย อยู่ตรงนี้ ผมไม่เห็นด้วยมากว่าเดี๋ยวจะขัดรัฐธรรมนูญ ก็ไปคุยกันในกรรมาธิการ แล้วกรรมาธิการก็เขียนชัดลงมาว่าให้ กกต. กํากับเรื่องการเลือกตั้ง แล้วก็ในกระบวนการจัดการ มีความเห็นว่าอาจจะเป็นมหาดไทยมีกําลังครบก็เลยเขียนชี้ไปที่มหาดไทย ตรงนั้นก็แสดงว่า ที่คิดกันผมก็ยอม จริง ๆ แล้วผมก็ยังบอกว่ามันสุ่มเสี่ยง แต่ว่าเรื่องนี้สุดท้ายแล้วคนที่เขียน เรื่องนี้คือ กรธ. พอเข้าไปที่ กรธ. กรธ. ต้องชี้ประเด็นนี้เอง แล้วก็ถ้าเราฟังมันมีบางเสียง อยู่ในชุด กรธ. หรือแม้แต่ท่านรองวิษณุพูดว่าหน่วยอื่นก็ช่วยได้มันมีเสียงตรงนี้อยู่ ดังนั้น การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตรงนี้อาจจะเกิดประโยชน์ได้ในลักษณะของการบาลานซ์ ออฟ เพาเวอร์ (Balance of power) อาจจะมีหน่วยกํากับอยู่แล้วก็มีปฏิบัติอยู่ ถ้าเป็นทีมเดียวกันเสียมันก็อย่างที่ท่านสมาชิกเสนอว่าอาจจะมีปัญหาได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ก็ขอว่าผมได้ไปเสนอในกรรมาธิการและมีการแก้ไขให้ชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่ให้อํานาจมหาดไทย แต่ว่าจะเป็นการกํากับดูแลโดย กกต. ตามรัฐธรรมนูญ แต่มหาดไทยเข้ามาจัดการ ไม่ใช่ เป็นผู้กํากับ ก็คิดว่าคงจะพอไปได้นะครับ แล้วไปตัดสินใจกันในโน้นนะครับ แต่อย่างไร เรื่องบทเฉพาะกาลก็เหมือนกันว่าเรื่องนี้ก็คงไปจบที่โน่นเพราะว่ายังมีทั้งศาลตามที่ท่านวิทยา ได้กล่าวแล้ว ก็กราบเรียนด้วยความเคารพครับ