นคร สุขประเสริฐ แสดงความเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงหลักการองค์กรอิสระในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยตั้งข้อสังเกตถึงเจตนารมณ์ที่แตกต่างกันในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ พร้อมเสนอให้พิจารณาอย่างรอบด้านเพื่อความโปร่งใสและเหมาะสมในการร่างกฎหมายลูก ทั้งยังหารือปัญหาประสิทธิภาพของ กกต. และเสนอให้แยกบทบาทผู้จัดและผู้ตรวจสอบการเลือกตั้ง รวมถึงวิพากษ์การหมุนเปลี่ยนประธานองค์กรอิสระบ่อยครั้ง ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่น จึงเสนอแนวทางการกำหนดวาระครึ่งหนึ่งของประธานเพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจ และเรียกร้องให้กรรมการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลักในการปฏิรูปองค์กร
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลเอก นคร สุขประเสริฐ ลําดับที่ ๗๗ ผมจะขออนุญาตฝากข้อคิดเห็นผ่านท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการ แล้วก็อาจจะสะท้อนเสียงนี้ไปถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจะได้ นําไปพิจารณาว่ามันจะเป็นประโยชน์ในการที่เราจะออกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้มากน้อยเพียงใดนะครับ
ในลําดับแรกอยากจะนําเรียนว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามตินี้มันมีหัวใจสําคัญ ขององค์กรอิสระที่มันเปลี่ยนไปจากเดิมอยู่หลายประการ ในลําดับแรกก็คือคณะกรรมการสรรหา ซึ่งมีการเปลี่ยนไปมาก สําหรับรายละเอียดในการเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาในการอะไร ก็คงจะต้องว่ากันอีกในขั้นตอนหนึ่งเพื่อที่จะให้เกิดความโปร่งใสแล้วก็ได้มาซึ่งคณะกรรมการสรรหา ซึ่งจะนําไปสู่การสรรหากรรมการในองค์กรอิสระต่าง ๆ ในลําดับต่อไป
ในลําดับที่ ๒ ก็คือคุณสมบัติของคณะกรรมการในองค์กรอิสระ ในวันนี้ ในเวลานี้ผมจะพูดเฉพาะหมวด ๑๒ องค์กรอิสระ จะไม่ก้าวล่วงไปยังหมวด ๑๑ ของศาลรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นก็ขอเรียนว่าคุณสมบัติมันก็เปลี่ยนไปเยอะ มีความเข้มข้นมาก ฉะนั้นก็เป็นเจตนารมณ์อย่างหนึ่งกับประเด็นที่เพื่อนสมาชิกและรวมทั้งกรรมาธิการ หลายท่านได้นําเรียนไปแล้วว่าในบทเฉพาะกาลในมาตรา ๒๓๗ ว่าการดํารงอยู่ ของคณะกรรมการองค์กรอิสระก็ให้ดํารงอยู่ ส่วนจะอยู่ต่อไปในลักษณะใดให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยองค์กรอิสระนั้น ฉะนั้นผมขอนําเรียนในประเด็นนี้ เพื่อพิจารณาว่าเพื่อนสมาชิกรวมทั้งกรรมาธิการหลายท่านเราได้พูดถึงเจตนารมณ์
ย้อนกลับไปในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในบทเฉพาะกาลเช่นเดียวกันนะครับ ในมาตรา ๒๗๙ ด้วยกันถ้าจําไม่ผิด ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งดํารงตําแหน่งอยู่ในวัน ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้คงดํารงตําแหน่งต่อไปจนหมดวาระ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ฉะนั้นถ้าเรามาพิจารณาเจตนารมณ์กันนะครับว่า การร่างทั้ง ๒ ฉบับนี่นะครับ ฉบับปี ๒๕๕๐ ผมนําเรียนไปแล้วว่ามีถ้อยคําอย่างนี้ ท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในตําแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สําหรับ ในฉบับที่ผ่านประชามติไปนี้ ท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นเจตนารมณ์จะไม่เหมือนกันแล้ว ถ้าท่านอยากจะให้อยู่ต่อท่านก็คงร่างเหมือนปี ๒๕๕๐ อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑ ฉะนั้นในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยองค์กรนั้น ๆ และท่านมีชัยท่านก็ให้สัมภาษณ์หลายครั้งหลายวาระว่า ท่านไม่มีธงหรอกในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ท่านอยากจะฟังเสียงให้มันรอบ ๆ ทิศ ให้มันรอบ ๆ ด้าน เพื่อที่ว่าจะเอาไปลงรายละเอียดให้มันเกิดประโยชน์ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี่ ให้มันมากที่สุด ฉะนั้นอันนี้ผมก็ว่าเป็นเจตนารมณ์อันหนึ่งนะครับ เพราะไม่อย่างนั้นท่านก็คง เขียนไปแล้วว่าให้เหมือนปี ๒๕๕๐ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ผมอยากจะนําเรียนเสนอ
ประเด็นที่ ๒ ประเด็นหลัก ก็คือว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ผ่านมานี่ มันมีผลงานเชิงประจักษ์ สามารถตอบคําถามต่อสังคม ตอบคําถามต่อภาคส่วนต่าง ๆ และที่สําคัญคือตอบคําถามให้ประชาชนว่าประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเลือกตั้ง ของท่านมีมากน้อยเพียงไรเราก็ให้คะแนนกันได้นะครับ ก็คงไม่ต้องมาลงรายละเอียด ว่าให้กันเท่าไร ที่ผ่านมาในทุกพื้นที่ ในทุกการเลือกตั้งในทุกระดับมีการทุจริตการเลือกตั้ง หรือเปล่า ถ้ามันไม่มีเลยมันก็ไม่เป็นตัวชี้วัดว่าท่านบกพร่อง แต่ที่ผ่านมานี่การซื้อเสียง มีทุกหัวระแหง การทุจริตการเลือกตั้งมีอยู่ทั่วไปมากมายแต่ว่าจับไม่ได้เลย เพราะประเด็นนี้ ทางกรรมาธิการก็นําเสนอและเพื่อนสมาชิกหลายคนก็ได้อภิปรายไปแล้วว่าเพราะท่านเป็นคนจัด ท่านเป็นคนจับ ฉะนั้นถ้าท่านจัดแล้วท่านจับเองมันก็แสดงว่าท่านบกพร่อง ฉะนั้นกรณี ที่นําเสนอว่าควรจะแยกกันเสียระหว่างผู้จัดกับผู้จับนี่ก็น่าจะนําไปพิจารณา ส่วนรายละเอียด มันเป็นอย่างไร จะให้ใครเป็นตัวหลัก ดูแล้วมันก็ไม่พ้นมหาดไทยนะครับ แต่ที่ว่าย้อนยุคไป ไดโนเสาร์เต่าพันปี อันนั้นคือของเก่า ของใหม่ก็ไปลงรายละเอียดในร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญเสีย ให้มันมีรายละเอียด มีอํานาจ มีการลงโทษ ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัด ในพื้นที่ไม่ตอบสนอง มีความลําเอียงก็ให้เสนอให้ย้ายออกนอกพื้นที่ได้ ๒๔ ชั่วโมงอะไรอย่างนี้ ก็ไปลงรายละเอียดตรงนั้นเสีย ฉะนั้นคนจับกับคนจัดก็จะแยกกัน ตัวเองมีหน้าที่จับคอยจับ อย่างเดียว ใครบกพร่องใครอะไร ที่ผมนําเรียนไปแล้วว่าตัวเองจัด ตัวเองจับ หมายถึงจับ ไม่ได้สักครั้ง และผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาถ้าประชาชน สังคม ยอมรับว่ามันบริสุทธิ์ผุดผ่อง เราก็ไม่ว่ากัน แต่พวกนี้ไปถามได้นะครับ ประเด็นนี้ก็อยากจะนําเรียน
ส่วนประเด็นต่อไป ก็ได้มีกรรมาธิการและสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไป คือในองค์กรนี่มันมีปัญหาแน่แล้วก็เป็นทุกองค์กร ตอนที่ผมเป็นกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่ผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติเราก็ได้หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูดกัน แล้วก็มีการนําเสนอ เพราะจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานี่เราเห็นก็คือการดํารงตําแหน่ง ประธานกรรมการในองค์กรอิสระต่าง ๆ มันมีปัญหาต่อเนื่องเรื่อยมา แล้วก็ที่เราเห็นขณะนี้ คือกรรมการการเลือกตั้งก็มีข่าวออกมาว่า ๒ ปีเปลี่ยน ๆ แล้วเราจะไปไว้วางใจได้อย่างไร เมื่อองค์กรที่จะดูแลประเทศชาติชี้เป็นชี้ตายนี่ยังมีการสมยอมกันในลักษณะการเลือก และตําแหน่งนี้มันเป็นตําแหน่งที่ต้องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เพราะฉะนั้นท่านมีชัยท่านก็ไปเขียนไว้ในวรรคหนึ่งของมาตราเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญว่า ถ้าประธานศาลรัฐธรรมนูญลาออกให้ถือว่าพ้นจากตําแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วย ก็เป็นการป้องกันไว้ในระดับหนึ่งแค่นั้นเอง ตอนนี้มันเกิดการผูกมัดเป็นเงื่อนล็อกเอาไว้ เพราะว่าท่านไม่ต้องลาออกแน่ประธานนั้นนะ เพราะว่าถ้าลาออกท่านต้องพ้นสภาพไปด้วย ตอนนี้มาคิดถึงผลเสียของส่วนรวมของประเทศชาติบ้านเมืองซึ่งในฐานะที่ท่านเป็น องค์กรอิสระชี้เป็นชี้ตายประเทศชาติ ยกตัวอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดนี้ ก็ดังที่เป็นข่าวมา ๒ ปี จะเปลี่ยน ตอนนี้ก็เปลี่ยนไม่ได้อย่างไร ถ้ารัฐธรรมนูญบังคับใช้ ท่านก็จะต้องมาดูแลกันดูหน้ากันไปจนครบ ๗ ปีสมมุติวาระที่เป็นประธาน ประสิทธิภาพ การบริหารในองค์กรนั้น ๆ ซึ่งดูแลอนาคตของชาติเราจะไว้วางใจให้เขาดําเนินการได้อย่างไร ฉะนั้นในประเด็นนี้ในเมื่อรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่ามันจะต้องอยู่ให้ครบ ถ้ามีปัญหาก็ต้องดันทุรัง นั่งดูกันไปเรื่อย ๆ ตอนนี้เป็นไปได้ไหมถ้ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญเราจะไปบัญญัติเอาไว้ ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวาระการดํารงตําแหน่งของประธานองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญว่าให้เป็นกันคนละครึ่งวาระหรือจะออกแบบอย่างไรก็แล้วแต่ อันนี้ก็เป็น แนวคิดอย่างหนึ่ง ผมไปดูในมาตราที่อ้างเมื่อกี้นี้ คือองค์กรอิสระเขาจะไปอ้างในบท ของศาลรัฐธรรมนูญมา ถ้าลาออกก็พ้นจากกรรมการไปด้วย แต่ตรงนี้มันจะสามารถบัญญัติ อย่างที่ผมกล่าวมาแล้ว แล้วก็ตีความไว้ได้หรือเปล่าว่าอันนี้มันไม่ได้เป็นการลาออก มันเป็นการพ้นตามวาระที่บัญญัติเอาไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ อันนี้ก็ประเด็นหนึ่งก็อยากจะนําเรียนไว้ไม่อย่างนั้นองค์กรก็จะมีปัญหาแน่ เราจะเห็นว่า ที่ผ่านมาแม้แต่ในสภาแห่งนี้ก็ยังมีการตกลงกันเลยว่าประธานสภาจะอยู่กันกี่ปีแล้วเปลี่ยน รองประธานจะอยู่กันกี่ปีแล้วเปลี่ยน แม้กระทั่งประธานกรรมาธิการแต่ละคณะก็มาแบ่งเค้กกัน ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราควรจะเอามาพิจารณาเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับปฏิรูป ก็อยากจะเรียนเอาไว้ ผมขออนุญาตอีกสักหน่อยหนึ่งนะครับ ก็อยากจะเรียนเพิ่มเติมเอาไว้ว่า ในกรรมการองค์กรอิสระทั้งหลายท่านเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะสูง เป็นผู้มีประสบการณ์ แล้วก็ผ่านการดํารงตําแหน่งบริหาร ดูแลประเทศชาติมาอย่างยาวนาน เมื่อมาถึงยุคที่ท่าน มาเป็นกรรมการองค์กรอิสระแล้ว ท่านก็จะต้องหันกลับไปดูว่าประเทศชาติเขาจะพัฒนา ไปอย่างไร เขาจะมีการปฏิรูปให้มันก้าวหน้าให้ทันกับอารยประเทศเขาก็ช่วยด้วยร่วมกัน ก็ให้ไปตอบสนองเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างที่ผมกล่าวมาแล้ว ท่านก็เป็นมาระยะหนึ่งแล้ว ส่วนการจะเซตซีโร (Set Zero) หรือไม่เซตซีโร (Set Zero) นั้นหลายท่านก็พูดไปแล้วว่า มันก็จะต้องดูประกอบกันในหลาย ๆ เรื่องนะครับ ในประเด็นซึ่งความเป็นธรรมระหว่างองค์กร ในเรื่องภารกิจที่มีอยู่ อย่างบางท่านก็พูดผมก็มีความเห็นด้วยว่ามันจะเป็นไปได้ไหมว่า กําหนดกรอบระยะเวลาสักระยะหนึ่งในบทเฉพาะกาลว่าให้ท่านดําเนินการอะไรให้แล้วเสร็จ แค่ไหน อย่างไร โดยที่ไม่ไปขัดกับบทหลักในรัฐธรรมนูญ ท่านจะอยู่ถึงพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญออก ท่านจะอยู่จนบริหารการเลือกตั้งเสร็จ ระหว่างนี้คณะกรรมการ การเลือกตั้งกับองค์กรอิสระต่าง ๆ ก็พยายามพัฒนาปรับปรุงพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญขององค์กรตัวเองในลักษณะที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ของประเทศชาติ และประชาชนเป็นตัวตั้ง โดยไม่คํานึงถึงการขยายอํานาจ การมองว่าตัวเองจะเสียประโยชน์ อย่างไร ผมก็คิดว่าอันนี้จะเอามาเป็นบรรทัดฐานในการวัดวุฒิภาวะของกรรมการ องค์กรอิสระต่าง ๆ แล้วก็ในเมื่อท่านถูกรอนสิทธิ์ก็จะเขียนในบทเฉพาะกาลได้ในระดับไหน แค่ไหน อย่างไร ว่าท่านที่ยังไม่พ้นวาระไปในช่วงนี้ก็ให้ท่านกลับเข้ามารับการสรรหา ได้อีกวาระหนึ่ง ซึ่งถ้าท่านดีจริงแล้วนี่ท่านก็สมัครเข้ามา แล้วในวรรคที่ว่าด้วยคณะกรรมการสรรหา ของศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็เขียนเอาไว้ด้วยถึงท่านจะเหนียมอาย ท่านจะไม่อยากสมัครเข้ามา กรรมการสรรหาก็มีสิทธิที่จะเลือกท่านได้เมื่อท่านสมัครใจนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นต่าง ๆ ที่เราจะเห็นว่าการปฏิรูปประเทศชาติบ้านเมืองของเรามันจะเดินก้าวหน้าไปได้ มันต้องร่วมด้วย ช่วยกันทุกฝ่าย เราก็ไปพูดว่าจะปฏิรูปพรรคการเมือง จะปฏิรูปนักการเมือง จะไปนั่นไปนี่ แต่องค์กรที่จะไปควบคุมนักการเมืองควรจะถูกปฏิรูปด้วยครับ ขอบคุณครับ