เฉลิมศักดิ์ เสนอปลูกป่า-ผลิตต้นกล้าทั่วถึง หนุนเป็นวาระแห่งชาติ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๐ · ๒๖ กันยายน ๒๕๕๙

เฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ หารือการส่งเสริมการอนุรักษ์และปลูกต้นไม้อย่างต่อเนื่อง โดยเสนอให้เป็นวาระแห่งชาติพร้อมมาตรการลงโทษผู้ทำลายป่า เพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนและภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นจากปริมาณป่าไม้ที่ลดลง พร้อมเรียกร้องให้มีการผลิตจัดจำหน่ายต้นกล้าไม้พันธุ์ท้องถิ่นอย่างเพียงพอและทั่วถึง รวมถึงการบูรณาการการจัดการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ต่างๆ เช่น วัดและชุมชน สร้างพื้นที่สีเขียวและเพิ่มคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม เฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๓๓ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมกับรายงานฉบับนี้ ตอนแรกก็เข้าใจว่าเปึ้นเรื่องเล็ก ๆ แต่เมื่อได้ดู ในรายละเอียดของรายงานคิดว่าเปึนประโยชน์อย่างยิ่งที่น่าจะช่วยกันขับเคลื่อนในเรื่องของ การสร้างพื้นที่ป์าเพิ่มขึ้นในชุมชนให้เข้มแข็งนะครับ ผมมีประเด็นที่อยากจะเพิ่มเติมอยู่ ประมาณ ๔ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ก็คือสิ่งที่ท่านกรรมาธิการได้จัดทำนั้นผมคิดว่าเพื่อให้สมบูรณ์แบบ อยากให้มองเปึนวาระแห่งชาติ ในเรื่องของการผลักดันให้เกิดปลูกจิตสำนึกของ พี่น้องประชาชนคนไทยในทุกระดับ ในทุกวัย ให้รู้รัก แล้วก็ในการอนุรักษ์ต้นไม้ ปลูกต้นไม้ สร้างพื้นที่สีเขียวให้เพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่ แล้วก็ให้มีบทลงโทษสำหรับกลุ่มคนหรือว่าบุคคลที่ไป ตัดไม้ทำลายป์า ซึ่งขณะนี้เราก็รู้อยู่แล้วว่าตามรายงานนะครับ เท่าที่ดูในรายงานนี้ ป้ ๒๕๑๖ เรามีพื้นที่ป์าไม้อยู่ประมาณ ๔๓ เปอร์เซ็นต์ เมื่อ ๒ ป้ที่แล้วนะครับ ป้ ๒๕๕๗ เราเหลืออยู่ ประมาณ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงว่าป้หนึ่งป์าเราหายไปประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งถ้าเราปล่อยไปเรื่อย ๆ ก็คงจะลดลงไปเรื่อย ๆ แล้วภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นแน่ ดังที่ปัจจุบันนี้เราก็เห็นภูมิอากาศที่แปรปรวนมาก และโดยปัจจุบันนี้เราเห็นมรสุมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและรุนแรงมากขึ้น ผมคิดว่าประเด็นนี้จำเปึนที่อยากจะฝากกรรมาธิการช่วย พิจารณานิดหนึ่งว่าถ้าผลักดันให้เปึนวาระแห่งชาติทำต่อเนื่องน่าจะเกิดประโยชน์

ประเด็นที่ ๒ คือน่าจะเชื่อมโยงกับแผนการเพิ่มพื้นที่ป์าไม้ ในเมื่อเราจะทำ ในเรื่องของป์าชุมชนให้เข้มแข็งน่าจะยึดโยงปริมาณจำนวนต้นไม้ที่เพิ่มขึ้นให้สอดรับกับ การเพิ่มพื้นที่ป์าไม้ของประเทศ ในขณะที่ปัจจุบันนี้เรามีอยู่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของ พื้นที่ประเทศ ผมคิดว่าเราอาจจะจัดล้อกับแผนของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ซึ่งจริง ๆ แล้วตามรายงานนี้บอกว่าตามแผน ๑๑ สิ้นแผน ๑๑ นี้จะต้องมี ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ป้นี้ป้ ๒๕๕๙ จะเริ่มต้นแผน ๑๒ แล้วนี่เรามีแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เอง เราหายไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์จากแผน ถ้าเปึนไปได้อยากให้จัดให้มันสอดคล้องกัน เรามียุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ป้ อย่างน้อยขอให้เราได้บวกขึ้นมาอีกสัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ได้สัก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ประเทศ ก็ฝากท่านกรรมาธิการช่วยพิจารณาด้วยนะครับ

ประเด็นที่ ๓ คือผมเองมีปัญหา ผมจะหาต้นตะเคียนทอง ๑,๐๐๐ ต้น เพื่อไปปลูก ทั่วภาคใต้หาไม่ได้ นี่เหตุการณ์ปัจจุบันเลยนะครับ อยากจะสร้างป์า อยากปลูกป์า เพราะผมเปึนคนชอบปลูกต้นไม้ ผมหาไม่ได้ จนสุดท้ายไปได้ที่เชียงใหม่ เล่าแล้วขำดีนะครับ ได้จากแหล่งเพาะต้นกล้าที่เชียงใหม่ซึ่งไกลกันมากเลย ผมอยู่พังงานี่ ต้องขนจากเชียงใหม่ลงไปกรุงเทพฯ แล้วก็กรุงเทพฯ ลงไปพังงา ซึ่งจริง ๆ มันไม่น่าจะ ขาดแคลนขนาดนั้น อันนี้คือความจริงที่เกิดขึ้น ที่ผมเจอด้วยตนเอง ผมเองผมปลูกยางนา ที่ท่านกรรมาธิการพูดนี่ ยางนา ไม้พะยูง ตะเคียนทอง ต้นสัก อะไรต่าง ๆ นี่ผมปลูกหมดครับ ทุเรียน มะพร้าว มังคุด สะต่อ ผมปลูกหมด ผมปลูกผสมผสานหมดนะครับ ได้เรียนรู้ และผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับว่าถ้าพี่น้องประชาชนทุกคนแค่ปลูกต้นไม้อย่างน้อยคนละต้น ตามสภาพที่อยู่ของท่าน ถ้าท่านอยู่ค่อนโดมิเนียม ท่านก็ปลูกไม้เล็ก ๆ ก็ได้ ในกระถาง ช่วยเพิ่มออกซิเจน ถ้าท่านอยู่ในพื้นที่บ้านที่มีบริเวณท่านอาจจะปลูกต้นไม้ที่ใหญ่ ขึ้นมาหน่อย แต่ถ้าท่านมีบริเวณที่เปึนไร่ท่านอาจจะปลูกไม้ยืนต้น และถ้าท่านมีเปึน ๑๐ ไร่ ๒๐ ไร่ หรือหลายร้อยไร่ท่านก็น่าจะมีส่วนในการปลูกไม้ป์าไว้เปึนขอบแดนเขตแดน ก็ได้นะครับ ผมเองที่ส่วนผมนี่ต้นจำปาทองสูงขนาดหลังคาห้องประชุมรัฐสภา ผมเข้าไปดู ผมมีความสุขทุกครั้งเลย ตะเคียนทอง ยางนา ผมมีหมดนะครับ อันนี้ก็เปึนสิ่งหนึ่งที่เรา ประสบด้วยตัวเอง ก็เลยคิดว่าอยากสนับสนุนรายงานฉบับนี้นะครับ อยากให้มีต้นกล้า ที่สะดวกและเพียงพอที่จะให้พี่น้องประชาชนได้รับ ไม่ว่าจะเปึนกลไกของรัฐที่จะไปปลูก เพาะต้นกล้าแจก หรือว่าอาจจะเปึนประชารัฐหรือเปึนองค์กรเอกชนที่ไปปลูกเพาะต้นกล้า เพื่อแจกจ่ายให้พี่น้องประชาชนนะครับ ผมว่านี่เปึนปัญหาสำคัญ ในเมื่อคนที่จะปลูก หาต้นกล้าไม่ได้ท่านจะไปส่งเสริมก็ไม่มีประโยชน์ครับ

ข้อที่ ๔ อยากให้มีการบูรณาการการบริหารจัดการในส่วนของภาครัฐ ภาคเอกชนและชุมชน ผมคิดว่าตรงนี้สำคัญ รวมทั้งภาคของหน่วยงานราชการหรือว่า องค์กรต่าง ๆ สิ่งที่ผมเห็นชัดเจนที่สุดคือวัดในสายธรรมยุตมักจะปลูกต้นไม้ที่เปึนไม้ยืนต้น ไม้ป์า ตะเคียนทอง ไม้สักอะไรต่าง ๆ เยอะแยะไปหมดเลย พอมีพื้นที่ว่างก็ปลูก ผมคิดว่า เปึนภาพที่ดี และดีกว่าที่จะไปสร้างสิ่งปลูกสร้างที่เปึนค่อนกรีต มีตัวอย่างเยอะครับ ผมอยู่พังงาแล้วผมเห็นตัวอย่างเยอะมากเลย ผมเองก็พยายามที่จะสร้างป์า ก็ไม่ได้หวัง ในเชิงพาณิชย์นะครับ ผมถือว่าเชิงพาณิชย์เปึนมูลค่าเพิ่มและมันเปึ้นผลทางอ้อม แต่ผลทางหลักคือได้เพิ่มออกซิเจน แล้วเราก็มีสุขที่เราได้อยู่กับพื้นที่สีเขียวนะครับ ผมมี ๔ ประเด็นแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ