คุรุจิต นาครทรรพ หารือการปฏิรูปการบริหารจัดการต้นไม้ในชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยเสนอให้มีนโยบายชัดเจนตั้งแต่ระดับชาติถึงตำบล พร้อมเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน คณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานเชี่ยวชาญ รวมถึงการใช้ฐานข้อมูลพันธุ์ไม้และเทคโนโลยี GIS ที่มีอยู่แล้วเพื่อบูรณาการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จจากการปลูกต้นสักเรียงเป็นทิวแถวในเพชรบุรีและโครงการความร่วมมือไทย-มาเลเซีย พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงระเบียบที่เป็นอุปสรรค ส่งเสริมบทบาทของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมในการฟื้นฟูป่าและปลูกต้นไม้อย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคมที่กรุณาจัดทำและเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูปการบริหารจัดการ การปลูกและดูแลต้นไม้ชุมชนเพื่อชุมชนเข้มแข็ง และร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการการปลูกและดูแลต้นไม้ในชุมชนเพื่อชุมชนเข้มแข็ง พ.ศ. .... ซึ่งในรายงานเท่าที่ผมอ่านดูก็มีสาระสำคัญพอจะสรุปได้ดังนี้นะครับว่า การรณรงค์ปลูกต้นไม้ ในชุมชน อันนี้คือคงปลูกในเมืองนะครับ ไม่ได้ปลูกในป์า ไม่ใช่การปลูกป์า คนละประเด็นกัน การปลูกต้นไม้ในเมืองหรือในชุมชน ในช่วง ๒๐ ป้ที่ผ่านมายังไม่เห็นผลอย่างเปึนรูปธรรม เหตุที่ไม่เห็นผลอย่างเปึนรูปธรรมคณะกรรมาธิการก็ได้สรุปว่ามันก็มีประเด็นเหตุผลหลัก อยู่ ๒ อัน ก็คือ ๑. ขาดการดูแลต้นไม้ให้เจริญเติบโตและให้อยู่รอด ๒. ก็คือขาดการบริหาร จัดการที่ดี แล้วก็ขาดเจ้าภาพ คณะกรรมาธิการด้านสังคมก็จึงได้เสนอแนวคิดในการปฏิรูป ๔ ประการ ก็คือ ๑. ให้มีกฎ ระเบียบ นโยบายยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการปลูก และดูแลต้นไม้ในชุมชนที่ชัดเจน ๒. ให้มีกลไกขับเคลื่อนในรูปแบบของคณะกรรมการ ระดับชาติซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเปึนประธาน แล้วก็กระทรวงมหาดไทยเปึนเลขานุการ แล้วก็ระดับจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเปึนประธาน แล้วก็ยังเสนอให้มีลงไปถึงระดับอำเภอ และระดับตำบลด้วย ๓. ให้มีกระบวนการการมีส่วนร่วมในรูปแบบประชารัฐ การมีส่วนร่วม ในการขับเคลื่อนในลักษณะเครือข่ายต่าง ๆ ในภาคประชาชนและชุมชน ๔. เสนอให้มี ฐานข้อมูลสารสนเทศในเรื่องของพันธุ์ไม้และการสร้างองค์ความรู้ในการปลูกต้นไม้ พร้อมกันนี้ กรรมาธิการก็ได้เสนอร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการปลูกและดูแล ต้นไม้ในชุมชนเพื่อชุมชนเข้มแข็ง พ.ศ. .... มาด้วย ซึ่งก็มีทั้งหมด ๓ หมวด ๑๘ ข้อ ท่านประธานครับ กระผมได้อ่านดูแล้วโดยรวมก็เห็นด้วย แล้วก็ชื่นชมที่ท่านเสนอในเรื่องนี้ขึ้นมา ผมเองอาจจะมีประสบการณ์น้อยนิด แต่เท่าที่นึกได้ สมัยผมเข้าไปเรียนป้หนึ่งที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขาก็มีการรับน้องแล้วก็ให้น้อง สมัยผมป้ ๒๕๑๖ ปลูกต้นไม้กันคนละต้น แล้วรุ่นพี่ก็มาบอกว่าใครไม่ดูแลต้นไม้และปล่อย ให้ตายจะไม่จบนะครับ พอป่ดเทอมผมก็ไปดูแลถอนหญ้า ก็มีต้นของผมรอดอยู่ต้นเดียว ปรากฏว่าผมไม่จบ เพราะผมได้รับทุนไปเรียนต่อที่เมืองนอกก็เลยไม่จบ แต่เพื่อนที่ปลูก จบกันหมดเลย แต่ต้นที่เขาปลูกก็ตายกันหมดเลย
อีกเรื่องหนึ่งก็คือบ้านของท่านประธานเองที่จังหวัดเพชรบุรี เวลาผมไปหัวหิน หรือชะอำ ผ่านอำเภอเขาย้อยก็จะเห็นต้นสักปลูกเปึนทิวแถว อยู่แถว ๆ อำเภอเขาย้อย ซึ่งเห็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว ก็จำได้ว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีท่านหนึ่งท่านสั่งให้ปลูก พร้อมกับการสร้างถนนไปด้วย จะย้ายถนนอย่างไรมันตายอย่างไรก็ยังอยู่ ก็เปึ้นที่น่าชื่นชม นะครับ ต้นสักเปึ้นทิวแถวยาวหลายกิโลเมตรเลยตรงแถวอำเภอเขาย้อยนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือช่วงที่รัฐบาลมาเลเซียเขาส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เกาะลังก้าวี รัฐบาลไทยเราก็ได้ส่งต้นสักไปให้มาเลเซียปลูกบนเกาะลังก้าวี และต้นสักเหล่านั้นก็ปลูก อยู่ตามทิวถนนเปึ้นร่มเงาที่เจริญ แล้วก็ทำให้เกาะลังกาวีสวยงาม อันนี้ก็เปึนตัวอย่างที่ดี ของการปลูกต้นไม้ในชุมชนนะครับ การปลูกต้นไม้ในชุมชนมันก็ช่วยสร้างพื้นที่สีเขียว ทำให้คนมีจิตใจสบายขึ้น ช่วยดูดซับความร้อนจากไอเสียรถยนต์ของป์าคอนกรีต จากมลภาวะต่าง ๆ ในเมือง แล้วก็ทำให้เมืองมีแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ แล้วอย่างน้อยก็ยังมี นกบินมาอยู่ในเมืองบ้าง ในกรุงเทพมหานครนะครับ ช่วยระบบนิเวศ ทีนี้ในรายงาน ของกรรมาธิการ ผมก็อยากจะมีข้อสังเกตและความเห็นเสนอบ้างดังนี้ ในเรื่องของระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีที่ท่านเสนอมา ท่านมีองค์ประกอบก็เรียนว่าเหมือนกับ กระทรวงมหาดไทยเลยครับ คือมีทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด ระดับอําเภอ ระดับตําบล มันก็อาจจะดูมากและอุ้ยอ้ายเทอะทะไปสักนิดนะครับ และบางจังหวัดอย่าง กรุงเทพมหานครนี่ท่านจะลงไปถึงเขตมันเปึนป์าคอนกรีตทั้งนั้นนะครับ เมืองบางเมือง มันก็คงปลูกต้นไม้ไม่สะดวกนะครับ เพราะฉะนั้นก็คงดูอย่าให้มันเปึนสภาพบังคับจนเกินไป แล้วในองค์ประกอบของท่าน ในข้อไหนผมก็อ่านไม่ทัน จำไม่ได้แล้ว แต่ว่าท่านก็บอกว่า กรรมการระดับชาติมีผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ท่านเขียนในระเบียบแบบนี้ไม่ได้ ท่านต้องบอกไปเลยว่าผู้แทนส่วนราชการไหนนะครับ ไม่ใช่เขียนลอย ๆ ว่า ผู้แทน ส่วนราชการ สรุปแล้วกรรมการนี้มีกี่คน หรือผู้แทนเครือข่ายขับเคลื่อนการปลูกต้นไม้ ภาคประชาชน จำนวน ๕ คน ท่านจะคัดเลือกกันมาอย่างไร ผมเสนอว่าไม่ต้องมีหรอกครับ มีก็คือผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีตั้ง ๗ คน แล้วท่านจะตั้งใครมาก็แล้วแต่ วาระของรัฐบาล จะเน้นอย่างไร มาจากภาคไหน ทั้งเครือข่ายโน้นเครือข่ายนี้ ภาคเอกชนนะครับ แล้วก็ จริง ๆ หน่วยงานที่น่าจะมีอยู่ด้วยก็คือองค์การส่วนพฤกษ์ศาสตร์ ซึ่งเปึ้นรัฐวิสาหกิจในสังกัด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะเขาจะมีความเชี่ยวชาญเรื่องพันธุ์ไม้ ในเมือง และปัจจุบันเขาก็มีเฮดควอเตอร์ (Headquarters) อยู่ที่เชียงใหม่ แล้วก็มีศูนย์ต่าง ๆ อยู่ถึง ๖ ภาค เรื่องคำจำกัดความของทะเบียนการปลูกต้นไม้ในระเบียบระบุว่า ในกรณี ที่หน่วยงานของรัฐปลูกต้นไม้ให้ถือว่าเปึ้นทรัพย์สินของทางราชการ อันนี้ถ้าหน่วยงานของรัฐ ไปปลูกต้นไม้ในที่เอกชนแล้วเปึ้นทรัพย์สินของภาคราชการ ก็อาจจะมีปัญหา เดี๋ยวไป ฟัองร้อง ของหลวงตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ก็แทนที่จะเปึ้นเรื่องสร้างสรรค์ก็กลายเปึน เรื่องเอาผิดกันไปเปล่า ๆ นะครับ ท่านก็ช่วยดูด้วยระเบียบนี้เพื่อส่งเสริม ไม่ใช่เพื่อบังคับ ขู่เข็ญหรือว่าจับผิดกันนะครับ การจัดทำฐานข้อมูลซึ่งระบุไว้ในข้อ ๑๖ ก็เปึนเรื่องสำคัญ อย่างยิ่งนะครับ แต่ท่านไม่ได้ระบุว่าจะทําฐานข้อมูลอย่างไร ต่างคนต่างทําก็จะเกิดปัญหา ในอนาคตนะครับ ผมเห็นด้วยนะครับต้องมีข้อมูลสารสนเทศ ข้อมูลภูมิภาศาสตร์ แผนที่ระบบดิจิทัล (Digital) ระบบจีไอเอส (GIS) ซึ่งกระผมจากประสบการณ์หน่วยราชการหลายหน่วยของประเทศ มีระบบจีไอเอส (GIS) ที่ดีอยู่แล้ว บางหน่วยท่านนึกไม่ถึงด้วย เช่น กรมส่งเสริมคุณภาพ สิ่งแวดล้อมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีระบบจีไอเอส (GIS) ที่ดีมาก หรือของกระทรวงสาธารณสุข การสาธารณสุขมูลฐานหรืออะไรนี่มีหน่วยลงไปถึงบ้านเรือน ประชาชนเลยว่าคนนี้มีโพรไฟล์ (Profile) อย่างไร มีที่ดินอย่างไร เพราะฉะนั้นไม่ต้องไป ลงทุนใหม่ เอาสตางค์ไปให้บริษัทซอฟต์แวร์ (Software) เปล่า ๆ ก็ใช้ข้อมูลที่ส่วนราชการ มีอยู่นี่จะมาบูรณาการได้อย่างไร
ทีนี้บทบาทของแต่ละฝ์ายผมก็อยากจะฝากข้อสังเกตว่าก็ควรจะแบ่งหน้าที่ กันทํา เรื่องประชารัฐเห็นด้วยอยู่แล้ว รัฐก็ควรทําอย่างน้อยสัก ๕ เรื่อง คือกําหนด ทิศทางและยุทธศาสตร์ให้มันเกิดความชัดเจน กําหนดเจ้าภาพที่ชัดเจน เรื่องงบประมาณ ผมไม่เห็นด้วยว่าต้องเปึนงบประมาณของภาครัฐ ในที่สุดก็ทําไม่สําเร็จ ก็ควรจะเป่ดโอกาส ให้มีความคล่องตัวในเรื่องของมีกองทุน ไม่อย่างนั้นท่านจะตั้งสภาหอการค้าไทยกับ สภาอุตสาหกรรมมาทำไมครับ ท่านก็อยากให้เข้ามาช่วยเปึนสปอนเซอร์ (Sponsor) ปลูกต้นไม้ แต่ให้มาอยู่ในระบบราชการก็จะไม่เวิร์ก (Work) ควรจะเปึนกองทุนซึ่งมี ความคล่องตัว มีการบริหารจัดการที่ดี มีธรรมาภิบาล แล้วก็รับบริจาคได้ รัฐควรนำร่อง เปึ้นผู้จัดหาพื้นที่ขนาดใหญ่ในการปลูกต้นไม้ ยกตัวอย่างเช่น โรงงานยาสูบ สวนป์าเบญจกิติ อย่างนี้ ๒๐๐ ไร่ เผยแพร่จัดการองค์ความรู้ จัดฝ๊กอบรมหมอต้นไม้ หรือรุกข์กร อย่างที่ท่าน ยกตัวอย่างมาก็เปึนเรื่องที่ดีรัฐควรทํา แล้วก็ส่งเสริมว่าให้ความรู้เขา องค์ความรู้ในเรื่องของ การดูแลต้นไม้ แล้วก็ให้องค์ความรู้กับ อปท. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ในเรื่องของ การดูแลต้นไม้ ไม่อย่างนั้นก็จะเปึนแบบที่ผมปลูกสมัยเปึนนิสิตครับ คือรอดอยู่ต้นเดียว ปลูกกัน ๑,๐๐๐ กว่าต้น ภาคเอกชนก็ไม่ควรจะละเลยในการเข้าไปมีส่วนร่วม เพราะ ภาคเอกชนนั้นมีสตางค์ ก็ทําให้เห็นว่าทําอย่างไรให้เปึนโครงการซีเอสอาร์ (CSR) ของเขา หักภาษีได้อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ พูดถึงภาคเอกชนก็อยากจะยกตัวอย่าง อันนี้ก็เปึนเรื่องของ การปลูกป์า อย่าง ปตท. ทำอย่างจริงจังมาตั้งแต่ป้ ๒๕๓๓ แล้ว ปัจจุบันก็ปลูกไปได้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ กฟผ. ทั้งป์าชายเลนด้วย ซึ่งป์าชายเลนสังกัดกรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝัืง แล้วก็ กฟผ. การไฟฟัาฝ์ายผลิต ก็ปลูกไปแล้วมากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ไร่ทั่วประเทศ แล้วก็มีการดูแลเพื่อไม่ให้พื้นที่ป์าสูญเสียไป ก็ให้เข้ามาทำในเมืองบ้างเปึนโครงการซีเอสอาร์ (CSR) ก็จะเปึนเรื่องที่ดี ภาคประชาสังคมก็นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าเปึนตัวแรง เปึ้นตัวที่จะปลูกจิตสำนึกให้เข้ามามีส่วนร่วมให้ทำ แล้วก็ตรวจติดตามว่าไม่ให้ต้นไม้ที่ปลูก แล้วเผลอไม่ถึงครึ่งป้ก็ถูกไฟไหม้ตาย ไม่มีใครไปรดน้ำต้นไม้ก็ตายอย่างนี้ ภาคประชาสังคม ถ้าเราอบรมให้ความรู้เขา แล้วก็ให้เขามีส่วนร่วมเขาก็จะมาช่วยในเรื่องนี้ได้เปึนอย่างดี โดยภาพรวมก็เห็นด้วยกับรายงานของท่าน แต่ก็อยากจะให้ท่านปรับปรุงระเบียบสักนิดหนึ่ง ดูว่าจะอุ้ยอ้ายไป แล้วในที่สุดก็จะไม่มีคนทำเหมือนเดิม ขอบพระคุณครับ