ทศพร รัตนมาศทิพย์ หารือประเด็นการป้องกันการทุจริตในภาคเอกชน โดยเสนอแนวทางปฏิรูปการกำกับดูแลบริษัทนอกอาณาเขต การเปิดเผยข้อมูลการถือครองบัญชีต่างประเทศของผู้มีอำนาจ และการส่งเสริมสัญญาคุณธรรมเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนต่อต้านคอร์รัปชัน พร้อมเน้นย้ำการแก้ไขปัญหาการเลี่ยงภาษี การฟอกเงิน และการใช้ข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดยเสนอให้เพิ่มโทษทางอาญา กำหนดให้คดีเข้าสู่กระบวนการศาล และจำกัดคุณสมบัติผู้กระทำผิดไม่ให้ดำรงตำแหน่งในบริษัทจดทะเบียน เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการทุจริตอย่างรอบด้าน
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ทศพร รัตนมาศทิพย์ อนุกรรมาธิการศึกษาและเสนอแนะ มาตรการและกลไกในการปลูกฝังและป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ ขอรายงาน ในส่วนของการปฏิรูปมาตรการเสริมสร้างระบบการบริหารงานที่มีบรรษัทภิบาล ในภาคเอกชนนะครับ ขออนุญาตฉายสไลด์ (Slide) ประกอบนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
สถานการณ์ ของการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในภาคเอกชนที่ยังเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการแก้ไข ปัญหาคอร์รัปชันในสังคมไทยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมในภาคเอกชนนะครับ สามารถสรุป เรื่องที่มีความสำคัญที่ต้องพิจารณาดำเนินการอย่างเร่งด่วนใน ๔ หัวข้อ จะขออนุญาต นำเรียนในเรื่องของการปฏิรูปในส่วนของการเพิ่มแนวร่วมต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ภาคเอกชน หรือที่เรียกว่า คอร์เรกทิฟ แอ็กชัน อะเกนสต์ คอร์รัปชัน (Corrective Action Against Corruption) ควบคู่ไปกับการร่วมในการทำสัญญาข้อตกลงคุณธรรม หรือที่เรียกว่า อินทิกริตีแพกต์ (Integrity Pact) นะครับควบคู่กันไป ส่วนการปฏิรูปในเรื่องที่ ๓ เป็นเรื่อง ของการเลี่ยงภาษีผ่านบริษัทนอกอาณาเขต หรือว่าออฟชอร์คัมพานี (Offshore Company) ในเรื่องที่ ๔ ที่มีความสำคัญเร่งด่วนคือในเรื่องของการเพิ่มบทลงโทษกรรมการบริษัทกรณีใช้ ข้อมูลภายในเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนครับ
สำหรับการปฏิรูปในเรื่องที่ ๑ นะครับ การเพิ่มแนวร่วมปฏิบัติของ ภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต แนวร่วมปฏิบัติภาคเอกชนไทยในการต่อต้าน การทุจริตเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจัดตั้งโดยรัฐบาลและ ป.ป.ช. ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ นะครับ ดำเนินการจัดตั้งโดยความร่วมมือของ ๘ องค์กรชั้นนำในภาคเอกชนไทย เช่น สภาหอการค้าไทย สภาหอการค้าต่างชาติ สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ไอโอดี (IOD) สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เป็นต้นนะครับ ในเรื่องของแนวร่วมในการ ต่อต้านคอร์รัปชันภาคเอกชนไทย เน้นการสนับสนุนภาคเอกชนโดยยึดถือหลักปฏิบัติ บรรษัทภิบาล และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเอกชนเป็นผู้ประกอบการที่มีคุณธรรม จริยธรรม ในการดำเนินธุรกิจอย่างซื่อตรง โดยมีการประกาศนโยบายและสร้างระบบการป้องกัน การทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบนะครับ ไม่จ่ายสินบนในทุกรูปแบบ รวมทั้งเผยแพร่ ไปยังพนักงาน คู่ค้า และบริษัทตัวแทนที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานการประกอบธุรกิจของตน ในทุกระดับตามมาตรฐานสากล เพื่อปกป้องประโยชน์ของสาธารณะจากการทุจริตคอร์รัปชัน ในประเทศ ข้อมูล ณ วันที่ ๒๒ สิงหาคม ปี ๒๕๕๙ มีบริษัทที่ประกาศเจตนารมณ์ เข้าเป็นแนวร่วมแล้ว ตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการจนถึงปัจจุบันใช้เวลา ๖ ปีนะครับ มีจำนวน ๗๐๘ บริษัท โดยมีบริษัทที่ผ่านการรับรองเป็นแนวร่วม โดยมีการกำหนดนโยบาย ตามระเบียบข้อบังคับเพียง ๑๗๗ บริษัทเท่านั้นเอง แนวร่วมดังกล่าวมีแนวโน้มลดลง อย่างต่อเนื่องนะครับ เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการให้ได้รับการรับรองเข้าเป็นแนวร่วม ภายใน ๑๘ เดือนตามที่ไอโอดี (IOD) กำหนดนะครับ อันนี้เป็นปัญหาที่สำคัญมากเนื่องจาก แนวร่วมปฏิบัติภาคเอกชนไทย บริษัทที่เข้าร่วมจะต้องทำตามพันธกรณีมีข้อปฏิบัติทั้งหมด ๗๑ ข้อ ที่จะต้องดำเนินการให้ครอบคลุมทั้งในส่วนของพนักงาน คู่ค้า รวมทั้งบริษัทตัวแทน ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่เข้าไปประกอบธุรกรรมด้วยนะครับ ปรากฏว่าบริษัทเข้าร่วมโครงการ นี่มีน้อย โดยเฉลี่ยใช้เวลาถึง ๒๔ เดือนนะครับกว่าจะได้รับการรับรอง ไม่ทันกับปัญหาธุรกิจ คอร์รัปชันในปัจจุบันนะครับ สาเหตุที่ศึกษาพบมีสาเหตุมาจากการเข้าร่วมโครงการของ ภาคเอกชนเป็นไปโดยสมัครใจไม่มีการบังคับ ๒. ก็คือถ้าเกิดว่าเข้ามาประกาศเจตนารมณ์ เป็นแนวร่วมอย่าง ๗๐๘ บริษัท แล้วก็มีข้อผูกมัดนะครับว่าจะต้องให้ได้รับการรับรองว่า ดำเนินการจริง ๆ ภายใน ๑๘ เดือน นอกจากนี้การเข้าเป็นแนวร่วมนี่ไม่มีผลประโยชน์ ตอบแทนนะครับ แล้วก็สิ่งที่เข้ามาเป็นแนวร่วมน้อยในภาคเอกชนตอนนี้ เนื่องจากว่าไม่ได้รับ การสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากภาครัฐ บริษัทที่เข้ามาเป็นแนวร่วมที่สัญญาว่าจะไม่จ่าย สินบนให้กับภาครัฐนี่ก็จะเสียเปรียบบริษัทที่อยู่นอกโครงการ เนื่องจากมีข้อจำกัด ที่ไม่สามารถติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ นอกจากนี้กรณีเข้าเป็นแนวร่วมจะต้องได้รับ การรับรองภายในระยะเวลา ๑๘ เดือนหลังจากประกาศเจตนารมณ์ หากเข้ามาแล้วปฏิบัติ ไม่ได้ถูกคัดชื่อออกกระทบกับภาพลักษณ์ของบริษัท เพราะฉะนั้นกระบวนการรับรองระบบ ป้องกันการจ่ายสินบนของภาคเอกชนในปัจจุบันนี้ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ อย่างจริงจังนะครับ ปัจจุบันนี้ดำเนินการโดยไอโอดี (IOD) ซึ่งในฐานะเลขานุการของ คณะกรรมการแนวร่วมนะครับ ในส่วนของเอกชนปัจจุบันนี้นอกจากจะไม่ได้รับผลประโยชน์ ตอบแทนแล้วบริษัทส่วนใหญ่ยังคิดว่าการจะเข้าเป็นแนวร่วมหรือไม่เข้าเป็นแนวร่วม ในปัจจุบันนี้ไม่มีผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัท อันนี้เป็นสาเหตุที่เรามาพิจารณาว่า ที่จริงแล้วในเรื่องของการให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ดังนั้น จึงสมควรที่จะกำหนดให้การแสดงเจตนารมณ์เข้าเป็นแนวร่วมของภาคเอกชนเป็นเรื่องปกติ และควรกำหนดให้เป็นคุณสมบัติหนึ่งในการเข้าร่วมประมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ หรือเป็นคุณสมบัติของผู้ที่จะขอสิทธิพิเศษใด ๆ จากภาครัฐ ถ้าเราสามารถที่จะปฏิรูปให้มีการกำหนดคุณสมบัติของผู้เข้ามาร่วมประมูลหรือขอสิทธิพิเศษ จากบีโอไอ (BOI) สิทธิพิเศษในการยกเว้นภาษี หรือว่าเข้าฟาสต์แทร็ก (Fast Track) จะทำ ให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นแนวร่วมมากยิ่งขึ้น การเข้าเป็นแนวร่วมของภาคเอกชนนี่บริษัทหนึ่ง มีผลมากมายนะครับ ไม่เพียงแต่ตัวบริษัทเท่านั้นจะครอบคลุมไปถึงพนักงานในบริษัท ครอบคลุมไปถึงคู่ค้าของบริษัทนะครับ เพราะฉะนั้นการเข้าเป็นแนวร่วมของภาคเอกชน บริษัทเอกชนมีความสำคัญมาก ถ้าท่านดูในแผนภาพท่านจะเห็นว่าแนวร่วม ๗๐๘ บริษัทนี้ ผมทำการวิเคราะห์ตั้งแต่เขาแสดงเจตนารมณ์เมื่อ ๖ ปีก่อนจนถึงปัจจุบันนี้พบว่ามีถึง ๓๑๑ บริษัทที่แสดงเจตนารมณ์เฉย ๆ แต่ไม่ทำอะไรนะครับ ไม่สามารถที่จะรับรองให้เป็น แนวร่วมที่ทำจริง มีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันในบริษัทจริง มีการเผยแพร่สื่อสารในองค์กร ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ๓๑๑ บริษัท ไม่ได้ทำภายในระยะเวลา ๑๘ เดือน ทางสถาบัน ไอโอดี (IOD) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการแนวร่วมเขาก็บอกว่าภายใน ๑๘ เดือน ซึ่งจะถึงกำหนดมกราคมปี ๒๕๖๐ ถ้าหากบริษัทใดแสดงเจตนารมณ์เฉย ๆ แล้วก็ ไม่ดำเนินการจริงก็จะถูกคัดชื่อออกนะครับ ขั้นตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างยื่นเอกสารกระดาษ ทำงานว่าเขาจะสามารถรับรองได้ภายในระยะเวลากำหนดหรือไม่ ซึ่งเรามองเห็นแล้วว่า ปัญหาวันนี้สำคัญมาก ๓๑๑ บริษัทอาจจะถูกคัดชื่อออก เพราะฉะนั้นแนวร่วมจาก ๗๐๘ บริษัท ในระยะเวลา ๖ ปีไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญกับปัญหาการทุจริตภาคเอกชน ในปัจจุบัน ฉะนั้นเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปทั้งในส่วนของแนวร่วมปฏิบัติและ ในส่วนของเอกชนที่เข้ามาประมูลกับภาครัฐอย่างน้อยจะต้องให้เขามาเป็นแนวร่วมในการ ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน โดยกำหนดให้เป็นคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูลในทีโออาร์ (TOR) เลยนะครับ และกรณีที่จะมาขอสิทธิพิเศษกับทางราชการ ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนภาษี ขอฟาสต์แทร็ก (Fast Track) อย่างน้อยให้เขาแสดงเจตนารมณ์ก็จะได้ผลในทางตรงและ ทางอ้อมถึงพนักงานและคู่ค้าของบริษัทด้วยนะครับ
ผมขออนุญาตผ่านไปที่หัวข้อที่ ๓ ในเรื่องของการปฏิรูปในด้านการป้องกัน การทุจริตเลี่ยงภาษีจากบริษัทนอกอาณาเขต ปัญหาการเลี่ยงภาษี การเลี่ยงการชำระภาษี ของผู้มีเงินได้และการลักลอบนำเงินออกนอกประเทศโดยจัดตั้งบริษัทและดำเนินธุรกรรม ผ่านบริษัทนอกอาณาเขต หรือที่เรียกว่า ออฟชอร์คัมพานี (Offshore Company) ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในดินแดนปลอดภาษี หรือที่เรียกว่า แทกซ์ เฮเวน คันทรี (Tax Haven Country) บริษัทที่ไปตั้งในดินแดนปลอดภาษีเขาจะมีกฎหมาย อย่างหมู่เกาะเคย์แมน ไอซ์แลนด์ ปานามา บริติชเวอร์จิน นะครับ ท่านไปตั้งบริษัทที่นั่นเขาสามารถที่จะให้ท่านจดทะเบียน จัดตั้งบริษัทโดยไม่ต้องมีที่ทำการนะครับ ไม่ต้องมีพนักงาน ไม่ต้องมีรายงานการประชุม กรรมการบริษัท เป็นเพียงเปเปอร์คัมพานี (Paper Company) ตั้งได้ แล้วเวลาทำธุรกรรม ระหว่างประเทศเขาไม่เก็บภาษี ข้อที่ ๒ ของสิทธิพิเศษที่เขาให้ในการตั้งบริษัทออฟชอร์ คัมพานี (Offshore Company) ในแทกซ์ เฮเวน คันทรี (Tax Haven Country) ก็คือว่า เขาจะไม่อนุญาตให้เปิดเผยนะครับว่าใครเป็นเจ้าของบริษัท ใครเป็นกรรมการ แล้วก็ธุรกรรม ทางการเงินหรือว่าทางการค้าจะไม่เปิดเผยโดยง่ายนะครับ จะต้องมีคำขอที่เป็นทางการ เป็นคดีความก่อนถึงจะสามารถพิจารณาให้ได้ อันนี้เป็นสาเหตุสำคัญทำให้ใช้เป็นช่องทาง ในการหลีกเลี่ยงภาษีของภาคเอกชน ผมขออนุญาตนำเสนอรายงานข้อมูลขององค์กร ความซื่อสัตย์ในการทำธุรกรรมทางการเงินนานาชาติ หรือที่เรียกว่า โกลบอล ไฟแนนเซียล อินทิกริตี (Global Financial Integrity) เป็นองค์กรเอ็นจีโอ (NGO) ทางวิชาการ ที่เก็บรวบรวมข้อมูลทางการค้า แล้วออกรายงานจัดลำดับของประเทศต่าง ๆ ว่าในแต่ละปี ประเทศทั่วโลกมีประเทศไหนที่มีเงินทุจริตลักลอบนำออกจากประเทศไปยังประเทศอื่น จำนวนมากน้อยเท่าไรนะครับ ผมขออนุญาตนำเรียนตัวเลขในช่วง ๓ ปีก่อนนะครับ ประเทศไทยจัดอยู่ในประเทศ ที่มีเงินทุจริตที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศจำนวนถึง ๒.๒ แสนล้านบาทโดยเฉลี่ยต่อปี โดยขณะนั้นในปี ๒๕๕๓ ประเทศไทยจัดอยู่ในลำดับที่ ๑๓ จาก ๑๔๓ ประเทศทั่วโลกนะครับ ที่มีเงินทุจริตขนออกนอกประเทศมากเป็นอันดับที่ ๑๓ ถัดจากนั้นมา ๓ ปี ภายในเดือน ธันวาคมปีที่แล้ว โกลบอล ไฟแนนเชียล อินทิกริตี (Global Financial Integrity) ก็มีรีพอร์ต (Report) ล่าสุดออกมา บอกว่าตัวเลขการขนเงินทุจริตออกนอกประเทศของประเทศไทย เวลานี้ขึ้นมาอยู่ลำดับที่ ๘ จาก ๑๔๙ ประเทศทั่วโลก และจำนวนเงินจากเดิม ๓ ปีก่อน ๒.๒ แสนล้านบาทโดยเฉลี่ยต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น ๖.๕ แสนล้านบาทต่อปี โกลบอล ไฟแนนเชียล อินทิกริตี รีพอร์ต (Global Financial Integrity Report) รายงานเพิ่มเติมว่าจากการสำรวจ ข้อมูลพบว่า ๘๓.๔ เปอร์เซ็นต์ของเงินทุจริตที่ขนออกจากประเทศไทยเป็นเงินที่เกิดจาก การทำฟรอดูเลนต์ เทรด มิสอินวอยซิง (Fraudulent trade mis-invoicing) เรียกว่า เป็นการออกใบเสนอราคาทางการค้าที่เป็นเท็จ ทำธุรกรรมผ่านบริษัทออฟชอร์ (Offshore) ในประเทศดินแดนปลอดภาษี เช่นทำธุรกรรมกับตัวเอง วันนี้ผมขออนุญาตที่จะเสนอ มาตรการในการปฏิรูปเพื่อป้องกันการทุจริต ๘๓.๔ เปอร์เซ็นต์ครับ ส่วนใหญ่ของการขนเงิน ทุจริตออกนอกประเทศเกิดจากฟรอดูเลินต์ เทรด มิสอินวอยซิง (Fraudulent trade mis-invoicing) ถึง ๘๓.๔ เปอร์เซ็นต์ เราก็เห็นว่าในเรื่องของการปฏิรูปในส่วนของบริษัท นอกอาณาเขต เนื่องจากบริษัทนอกอาณาเขตเป็นหลุมดำนะครับที่ท่านทำธุรกรรม ผมยกตัวอย่างเช่นถ้าท่านสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐอเมริการาคา ๑๐ ล้านบาทเพื่อจะนำเข้ามา ในประเทศไทย ถ้าท่านนำสินค้านั้นเข้ามาในประเทศไทย ๑๐ ล้านบาท ท่านจะต้องเสียภาษี นำเข้า ๑๐ ล้านบาท แต่ไม่ละครับ ท่านให้บริษัทที่ขายเครื่องจักรอันนั้น ๑๐ ล้านบาท ทำขายให้กับบริษัทออฟชอร์ (Offshore) ๑๐ ล้านบาท เสร็จแล้ว บริษัทออฟชอร์ (Offshore) ที่ท่านตั้งเองก็ส่งมาขายยังบริษัทในประเทศไทยในราคา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ยกตัวอย่างนะครับ ท่านก็เสียภาษีนำเข้าแค่ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง อันนี้เป็นเทคนิค ในการที่จะเลี่ยงภาษี
๒. ก็คือในเรื่องของการใช้บริษัทออฟชอร์ (Offshore) ในการพักรอเงิน หรือว่ารับชำระเงินนะครับ ไม่ว่าจะเป็นโดยถูกกฎหมายเงินทางการค้า หรือว่าเป็นเงินทุจริต ที่เกิดจากเป็นการฟอกเงิน หรือว่าเงินที่ใช้ในการที่จะรับสินบน ก็เป็นเงินที่จ่ายผ่าน บริษัทออฟชอร์ (Offshore) นะครับ เงินก็จะถูกเก็บไว้ที่ต่างประเทศ ตรงนี้เป็นสาระสำคัญ ของเงินทุจริตที่ไหลออกไปอยู่ที่บริษัทในต่างประเทศบริษัท ออฟชอร์ (Offshore) ไม่นำกลับ เข้ามาในประเทศไทย ไม่เสียภาษีในประเทศไทย และใช้เงินที่พักรอในการที่จะติดสินบน เจ้าหน้าที่หรือดำเนินธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย อันนั้นเป็นหัวข้อที่ ๓ ที่คณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาเสนอแนะมาตรการเห็นว่าเป็นมาตรการเร่งด่วนสามารถที่จะดำเนินการได้ และจะทำ ให้ประเทศไทยสามารถเก็บเงินภาษีได้จากประเด็นการหลีกเลี่ยงภาษี
ในส่วนของหัวข้อที่ ๔ เป็นเรื่องของการใช้ข้อมูลภายใน ในการซื้อขาย หลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ หรือที่เรียกว่า อินไซเดอร์เทรดดิง (Insider Trading) การที่ ผู้บริหารได้อาศัยการล่วงรู้ข้อมูลภายในที่ได้ร่วมกันในการทำธุรกรรมของบริษัทในการ ซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เป็นความผิดมาตรา ๒๔๑ แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งตามกฎหมายหากผู้กระทำความผิดยินยอมให้ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เปรียบเทียบปรับคดีถือเป็นอันยุติ และคณะกรรมการบริษัทที่มีการกระทำความผิดก็ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ อันนี้ เป็นปัญหาใหญ่มากครับ เนื่องจากว่าในปีที่ผ่านมาถ้าท่านพิจารณาดูข้อมูลสถิติการดำเนินคดีสำหรับผู้บริหารที่ใช้ ข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ส่วนตนนะครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ถึงปัจจุบันนี้ ไม่มีคดี คือการจับผู้บริหารทุจริตนี่ยากอยู่แล้วนะครับ จำนวนคดีน้อยมากในหลัก ๒๐-๓๐ คดี ในรอบ ๓-๔ ปีที่ผ่านมา คดีที่จับได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์มีการเปรียบเทียบปรับและ ยุติในชั้นของ ก.ล.ต. โดยไม่มีการนำคดีเข้าสู่ศาล คณะอนุกรรมาธิการเห็นว่ากรณีนี้โทษ ในการดำเนินการกับผู้ทำทุจริตเบาไปนะครับ ไม่สร้างความเกรงกลัวให้ภาคธุรกิจในการที่จะ ดำเนินการใช้ข้อมูลภายในเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว คณะอนุกรรมาธิการจึงเสนอนะครับว่า ในส่วนของกรรมการบริษัทที่ทำทุจริตใช้ข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งในเวที นานาชาตินะครับ องค์กรเพื่อความโปร่งใส ประจำปี ๒๐๑๖ ปีนี้ก็ได้จัดบรรษัทระดับโลก ที่มีความโปร่งใสในการทำธุรกิจ มีธรรมาภิบาล บริษัทที่มีปัญหาเกี่ยวกับอินไซเดอร์เทรดดิง (Insider Trading) ถูกจัดลำดับอยู่ในท้าย ๆ เลยครับ เพราะฉะนั้นการเพิ่มโทษจำคุกจาก ๒ ปีเป็น ๗ ปีนี่มีความจำเป็นนะครับเพื่อ ให้เกิดความยำเกรง ในส่วนของโทษปรับนะครับ จึงเสนอว่าของเดิมที่ปรับจาก ๒ เท่าของประโยชน์ที่ได้รับ ซึ่งน้อยนิดมากนะครับ ให้เป็น ๒ เท่าของมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ รวมทั้งที่สำคัญที่สุดให้ขาดคุณสมบัติจากการเป็น กรรมการในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นอกเหนือจากโทษปรับแล้วให้นำคดีนั้น สู่ศาลพิจารณา ท่านจะยอมรับ ท่านจะเสียค่าปรับ ก็เป็นเหตุบรรเทาโทษให้ศาล ท่านพิจารณาเพื่อให้เกิดความยำเกรงนะครับ ทั้ง ๔ หัวข้อในการที่ทางคณะอนุกรรมาธิการ เสนอเป็นภารกิจเร่งด่วน ซึ่งเราเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเพิ่มแนวร่วมในการต่อต้าน ทุจริตคอร์รัปชันในปัจจุบันนี้ ซึ่งดำเนินการโดยไอโอดี (IOD) แต่เพียงผู้เดียว เราก็เสนอว่า ควรจะมีองค์กรอื่นที่หน่วยราชการ เช่นกรมบัญชีกลางให้ความเห็นชอบที่จะทำการคัดเลือก บริษัทที่ทำการประเมินว่าเขาได้ดำเนินการ นอกจากจะแสดงเจตนารมณ์แล้วได้ดำเนินการ ให้เป็นไปตามคำมั่นสัญญาที่เขาทำได้ครบถ้วนนะครับ เพื่อให้ครอบคลุมถึงพนักงานและคู่ค้า เพราะฉะนั้นการดำเนินการในส่วนนี้ข้อนี้ลำพังข้อเดียวนะครับก็จะมีผลไปถึงพนักงาน ในบริษัทเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ รายที่จะได้รับผลจากอันนี้ ส่วนในเรื่องของการแก้ปัญหาการ เลี่ยงภาษี หรือว่าการนำเงินทุจริต หรือว่าการลักลอบขนเงินทุจริตออกไปพักรอที่บริษัทใน ต่างประเทศนะครับ เราเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องทำให้เกิดความโปร่งใส่ จึงได้เสนอ มาตรการในส่วนของ ป.ป.ช. ในแบบแสดงบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน ให้ข้าราชการ นักการเมือง กรอกลงไปด้วยครับว่าท่านเป็นเจ้าของทรัพย์สินส่วนใดส่วนหนึ่งในบริษัทนอกอาณาเขต หรือไม่ ท่านมีบัญชีต่างประเทศหรือไม่ ปปง. ในส่วนของการตรวจสอบธุรกรรมที่ต้องสงสัย ก็ให้เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่จะแสดงในแบบแสดงการเสียภาษีเงินได้ว่าท่านมีบริษัท นอกอาณาเขตหรือไม่ ท่านมีบัญชีต่างประเทศหรือไม่ ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ ในส่วน ของกรมทะเบียนพาณิชย์ บริษัทที่มีบริษัทในเครืออยู่ในต่างประเทศก็ให้แสดงข้อมูลออกมา ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าเราสามารถที่จะบังคับให้บริษัทเหล่านี้แสดงข้อมูลออกมา เราก็ไม่จำเป็น ที่จะต้องไปขอข้อมูลจากปานามา ไม่จำเป็นต้องไปขอข้อมูลจากเคย์แมน ไอซ์แลนด์ ซึ่งเขา ไม่ได้ให้เราโดยง่ายนะครับ ยกเว้นจะมีคดีขึ้นมา เพราะฉะนั้นการเปิดเผยข้อมูลจะทำให้ กรมสรรพากร จะทำให้ ปปง. จะทำให้หน่วยราชการที่ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ต้อง สงสัยหรือทุจริตมีข้อมูลที่เพียงพอในการพิสูจน์ทราบผู้กระทำความผิดครับ
สุดท้ายนะครับก็เป็นเรื่องของการที่มีจรรยาบรรณในการทำธุรกิจของ ภาคเอกชน ถ้าเอกชนไม่ติดสินบน เอกชนไม่เป็นผู้ให้ ก็คงไม่มีผู้รับนะครับ ก็ถือว่าเป็น ๔ มาตรการเร่งด่วนที่จะขอเสนอเพื่อโปรดพิจารณา กราบขอบพระคุณครับ