อนุสิษฐ เสนอนโยบาย 7 หมวด ขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม-โปร่งใส

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๘ · ๑๙ กันยายน ๒๕๕๙

อนุสิษฐ คุณากร หารือประเด็นการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดจากความแตกต่างในการตีความและช่องโหว่ของระบบราชการ โดยเสนอให้มีการกำหนดนิยามและนโยบายด้านคุณธรรมร่วมกันอย่างชัดเจน พร้อมผลักดันมาตรการต่าง ๆ เช่น การประเมินความเสี่ยง การตรวจสอบอย่างอิสระ การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างแบบอิเล็กทรอนิกส์ และการปรับโครงสร้างองค์กรให้โปร่งใสมากขึ้นภายใต้กรอบนโยบายระดับชาติเพื่อสร้างองค์กรคุณธรรมและยกระดับความโปร่งใสในการบริหารราชการอย่างยั่งยืน

นายอนุสิษฐ คุณากร กรรมาธิการ

ในเรื่องนี้ทุก ๆ คนในองค์กร ผู้บริหาร โดยเฉพาะกรรมการบริหารของหน่วยงานซึ่งเชื่อว่ามีอยู่แล้วนะครับ ต่อเลยครับ ประเด็นสำคัญก็คือผมเชื่อว่าขณะนี้นิยามคำว่า ทุจริตคอร์รัปชัน ในแต่ละหน่วยงานยังให้ คำจำกัดความที่ไม่ตรงกัน ตัวอย่างเช่นมีงานวิจัยว่าหน่วยงาน หน่วยงานหนึ่งกับการที่ ไปตรวจสถานที่ เช่นร้านสะดวกซื้อ แล้วได้รับค่าตอบแทน ได้สิ่งตอบแทนเป็นเครื่องดื่ม ชูกำลัง คำถามคือเรื่องเหล่านี้ถือเป็นการทุจริตคอร์รัปชันหรือไม่ ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้ เรื่องของการให้คำนิยามคำว่า ทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งทางตรง ทางอ้อม ทุกหน่วยงานคงต้อง กลับไปนั่งคุยกันนะครับว่าคิดอย่างไร กระทรวงสาธารณสุขซึ่งซื้อยาแล้วมีค่าตอบแทน เรื่องเหล่านี้ถือเป็นทุจริตคอร์รัปชันหรือไม่ อย่างไรนะครับ การที่ไปตรวจร้านค้าแล้วได้ สิ่งตอบแทนต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าคำนิยามเหล่านี้จะเป็นคำนิยามซึ่งแต่ละหน่วยงานจะให้ คำจำกัดความที่แตกต่างกันไป แต่ประเด็นที่เราอยากเห็นคือทุก ๆ หน่วยงานนั่งคุยกัน เป็นการระเบิดจากภายในทุกหน่วยงานนะครับว่าจะเป็นอย่างไร จะต้องมีนโยบายด้าน คุณธรรมที่ชัดเจน ในการทำมาตรฐานจริยธรรมต่าง ๆ ผมคิดว่าหมวดนโยบายคงเป็น ภาพรวม ๆ นะครับ ถือว่าเป็นหมวด ๑ นะครับ

ผมขออนุญาตขยับไปหมวด ๒ ครับ ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นจุดสำคัญ อย่างยิ่งอีกจุดหนึ่ง ประเด็นก็คือกระบวนงานที่อาจจะก่อให้เกิดความเสี่ยงในการใช้ดุลยพินิจ ของข้าราชการที่อาจจะก่อให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบนะครับ ตัวอย่างเช่น การประเมิน รายได้ก่อนที่จะเสียภาษีอากร ประเด็นเหล่านี้เป็นความเสี่ยงในการใช้ดุลยพินิจของ หน่วยงานที่จะทำให้เกิดการทุจริต เราเสนอว่าน่าจะต้องมีการประเมินความเสี่ยงของ ทุก ๆ กรม ทุก ๆ หน่วยงาน กระบวนการใดที่มีความเสี่ยงคงจะต้องมีการปรับปรุง มีการเพิ่มเติมเพื่อที่จะลดความเสี่ยงนั้น เช่นการจะออกใบอนุญาตในการที่จะขึ้นทะเบียน ฉลากอาหารและยา เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันมีกระบวนงานอยู่แล้ว แล้วก็มี พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกอยู่แล้ว แต่ประเด็นที่เราเสนอก็คือว่าต้องมีการวิเคราะห์ ความเสี่ยง แล้วปิดจุดอ่อนอันนี้ จริง ๆ อยากจะเสนอให้มีหน่วยงานภายนอกนะครับ ถ้า ป.ป.ช. โดยสำนักงานป้องกันจะช่วยกันประเมินความเสี่ยงอันนี้แล้วชี้กลับไปน่าจะเป็น การทำให้ความเสี่ยงในการใช้ดุลยพินิจต่าง ๆ ลดน้อยลงไป แล้วก็เป็นรูปธรรมมากขึ้น ประเด็นก็คือหลังจากประเมินความเสี่ยงเรียบร้อยจะต้องทบทวนกระบวนงานต่าง ๆ ว่าปิดความเสี่ยงอย่างไร และที่สำคัญคือหลังจากนั้นการชี้แจงเรื่องเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้น ทั้งภายในและภายนอกองค์กรให้กับลูกค้าขององค์กรนั้นนะครับ ผมคิดว่าประเด็นนี้จะเป็น จุดเปลี่ยนที่สำคัญ แล้วก็เป็นการประเมินความเสี่ยงนะครับ

ประเด็นที่ ๓ คือการทบทวนและกำหนดรูปแบบนะครับ การคอร์รัปชัน ที่มีอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ หน่วยงานจะต้องมีนโยบาย มีมาตรการและวิธีปฏิบัติที่ชัดเจน จะรับบริจาคอย่างไร จะเรี่ยไรอย่างไร ตัวอย่างเช่นถ้าจะต้องมีการขายสลากการกุศล โดยมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเก็บภาษีไปขายสลากการกุศลเหล่านี้จะสามารถ ทำได้แค่ไหน อย่างไร เรื่องการรับบริจาค เรื่องของการรับการสนับสนุนต่าง ๆ การรับ ทุนการศึกษา อย่างในกระทรวงสาธารณสุข ในโรงพยาบาลที่มีบริษัทที่เกี่ยวกับเวชภัณฑ์ ให้ทุนการศึกษาไปต่างประเทศ โรงพยาบาลจะต้องมีนโยบาย มีมาตรการวิธีปฏิบัติอย่างไร ที่ชัดเจนว่าการสนับสนุนแบบนี้อะไรเป็นสิ่งที่ทำได้ ทำไม่ได้ ถ้าทำได้จะมีมาตรการและ วิธีปฏิบัติที่ชัดเจนอย่างไร การสนับสนุนเป็นรูปสปอนเซอร์ (Sponsor) ต่าง ๆ การรับ ของขวัญ ที่สำคัญคือประโยชน์ทับซ้อนทุก ๆ หน่วยงานจะต้องไปทำให้ชัดเจนภายใน หน่วยงานตัวเองนะครับ ว่าเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้หน่วยงานของท่านเห็นอย่างไร และจะมี นโยบาย มาตรการ และวิธีปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างไร โดยเฉพาะ ในข้อสุดท้าย ข้อ ๓.๒ คือ ซีโร โทเลอรานซ์ โพลิซี (Zero Tolerance Policy) เรื่องของ การกำหนดข้อห้ามการปฏิบัติที่อาจเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชัน ตัวอย่างอันนี้ ทางกรรมาธิการได้เชิญยูเอ็นเอสเคป (UNESCAP) มาให้ข้อมูลนะครับ แล้วผมคิดว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ซีโร โทเลอรานซ์ โพลิซี (Zero Tolerance Policy) ในการจัดซื้อจัดจ้างขององค์การระดับโลกเขาเขียนเอาไว้ชัดว่าเป็นสิ่งที่ห้ามปฏิบัติ เช่น การจะพบปะกับผู้ขายสองต่อสอง การที่จะรับเลี้ยงนะครับ ถ้าจะพบปะก็ต้องพบปะใน เวลาราชการแล้วต้องมีบุคคลที่สามอยู่ด้วย ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้ส่วนราชการ เรายังไม่ได้ดำเนินการ ถ้าเราจะได้หยิบขึ้นมาแล้วก็ออกเป็นนโยบายให้ทุก ๆ หน่วยงานตั้งแต่ กระทรวงได้นั่งคุยกัน ได้วางว่าอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ท่านมีแนวปฏิบัติอย่างไร ถึงแม้ว่าจะมี ประกาศของ ป.ป.ช. มี พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญอยู่แล้วในเรื่องของการรับสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท แต่ตรงนี้จะเป็นการขยายความในอีกหลาย ๆ เรื่อง แล้วก็ขึ้นอยู่กับ ความสอดคล้อง ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ลักษณะของแต่ละหน่วยงาน อันนี้จะเป็นหมวด ๓ นะครับ

หมวด ๔ จะเป็นเรื่องของการทบทวนโครงสร้างองค์กรภายในกระทรวง หลังจากที่ทางรัฐบาล โดย ปปท. ขณะนี้เป็นเจ้าของเรื่องในเรื่องของศูนย์ปฏิบัติการ เพื่อต่อต้านทุจริตแต่ละกระทรวงแล้ว เรามีข้อเสนอว่าน่าจะมีศูนย์แบบนี้ในทุก ๆ กรม ทุก ๆ หน่วยงาน หรือถ้าเป็นศูนย์ไม่ได้จะตั้งเป็นองค์กร เป็นกลไกต่าง ๆ ที่จะต้องดูแลเรื่องนี้ และที่สำคัญคือเป็นอิสระพอสมควรนะครับ ในองค์การสหประชาชาติ ยูเอ็นเอสแคป (UNESCAP) เขามีสำนักจริยธรรม และทำหน้าที่เป็นคนติดตามกำกับพฤติกรรม จริยธรรม การดำเนินการทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง แล้วก็ฟีดแบ็ก (Feedback) ให้กับหน่วยงานผู้บริหารว่ามีใครประพฤติผิดประมวลจริยธรรมบ้างอย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นโครงสร้างอันนี้จะเป็นโครงสร้างที่เราอยากเห็นว่ามีหน่วยงานที่ติดตามประเด็น นโยบาย ติดตามประเด็นการวางรูปแบบมาตรการในเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน รูปแบบของ การรับสิ่งสนับสนุนต่าง ๆ นะครับ เราเสนอว่าให้หน่วยงานตรวจสอบภายใน นอกเหนือจาก แต่ละคน แต่ละองค์กร แต่ละงาน ได้ประเมินความเสี่ยงตัวเองแล้ว หน่วยงานตรวจสอบ ภายในน่าจะต้องทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยงด้วย สำหรับประเด็นกรรมการจริยธรรมประจำ ส่วนราชการก็จะรับผิดชอบในการดำเนินการให้เป็นองค์กรคุณธรรม ซึ่งผมจะได้นำเสนอ ต่อไปนะครับ

หมวด ๕ ในนโยบายนี้เราเสนอว่าน่าจะต้องมีการสื่อสาร หลังจากทำนโยบาย ชัดเจนแล้วต้องสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กร ภายนอกหน่วยงาน ไม่ใช่ทำแล้ว รับรู้กันเฉพาะหน่วยราชการ แล้วก็จะต้องมีแผนฝึกอบรม มาตรการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในโรงพยาบาลในหน่วยงาน ในองค์กรต่าง ๆ จะต้องมีแผนฝึกอบรมทั้งข้าราชการและ เจ้าหน้าที่บรรจุใหม่

หมวด ๖ เป็นการส่งเสริมการรวมกลุ่มของข้าราชการนะครับ ในการที่จะ วอตช์ แอนด์ วอยซ์ (Watch and voice) ผมเชื่อว่ามีหลายหน่วยงาน ข้าราชการทั้งหมด ของประเทศมีน้ำดีอยู่เยอะ เขาอยากจะรวมตัวกันเพื่อที่จะเฝ้าระวัง แต่ประเด็นที่ผ่านมาคือ เมื่อมีการรวมตัวเหล่านี้มักจะถูกผู้บริหารมองในแง่ลบ เรามีข้อเสนอว่าตรงนี้น่าจะส่งเสริม ให้เกิดการรวมตัวกัน จะรูปประชาคม สาธารณสุขที่ผ่านมาหรือในกระทรวงสาธารณสุข หรืออื่น ๆ ก็จะเป็นการส่งเสริมให้ข้าราชการอีกกลุ่มหนึ่งได้ช่วยกันรวมตัวแล้วก็เป็นหูเป็นตา รวมทั้งการที่จะต้องปกป้องข้าราชการของรัฐที่ให้ข้อมูลข่าวสารด้วยนะครับ

หมวด ๗ เป็นหมวดสุดท้ายครับในเรื่องนี้ก็คือเรื่องการรับเรื่องราวร้องทุกข์ มีข้อเสนอว่าต้องกำหนดเงื่อนเวลาระบบงาน แล้วก็ต้องแจ้งกลับเป็นลายลักษณ์อักษรให้กับ ผู้ร้องทุกข์อย่างชัดเจน

ทั้งหมดเป็น ๗ หมวดนะครับ ในนโยบายที่เราอยากจะเสนอให้รัฐบาลสั่งการ ส่วนจะเดินหน้าอย่างไรผมคิดว่าในตอนสุดท้ายเราจะมีข้อเสนอนะครับ เพื่อให้ทุก ๆ หน่วยงานกลับไปนั่งพูดจากัน แล้วก็เสนอจากภายในออกมา แล้วก็มี ป.ป.ช. ติดตามกำกับ จากภายนอกผ่านกระบวนการประเมินไอทีเอ (ITA) เพราะฉะนั้นไอทีเอ (ITA) ในปีหน้า ก็จะต้องปรับให้สอดคล้องกับนโยบายเหล่านี้ทั้ง ๗ หมวด อันนี้คงเป็นมาตรการที่ ๑ นะครับ

ผมขออนุญาตไปมาตรการที่ ๒ เป็นเรื่องของการยื่นทรัพย์สิน ในประเด็นนี้ มี ๒ กลุ่มนะครับ กลุ่มแรกก็คือกลุ่มของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการ ทรัพย์สินตามมาตรา ๔๐ เรามีข้อเสนอให้ขยาย ขยายจากผู้บริหารระดับสูงแล้วก็ที่มี ประกาศ ป.ป.ช. อยู่ ๒-๓ ฉบับนะครับ ให้ขยายไปถึงผู้บริหารที่มีอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งระดับจังหวัดด้วย บุคคลใดที่มีอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้างต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งตรงนี้จะเป็นภาระ แต่ผมคิดว่าโดยหลักการแล้วการแสดงบัญชีทรัพย์สินจะเป็นอันหนึ่ง ที่จะแสดงถึงความบริสุทธิ์ จะเป็นอันหนึ่งที่แสดงถึงการมีส่วนร่วม เราเสนอว่าผู้บริหาร ที่มีอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้างต้องอยู่ในบัญชีนี้ด้วย ประธานและกรรมการในบอร์ด (Board) ชุดต่าง ๆ ที่มีอำนาจรัฐที่บริหารตัดสินใจในเชิงงบประมาณทั้งหมดจะต้องอยู่ในรายการยื่น บัญชีทรัพย์สินด้วย ขณะที่รัฐวิสาหกิจ บอร์ด (Board) รัฐวิสาหกิจต้องยื่นอยู่แล้ว ตอนนี้ เราอยากจะเสนอให้ขยายไปถึงบอร์ด (Board) ชุดต่าง ๆ ที่มีอยู่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน กลุ่มที่ ๓ คือข้าราชการของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง การอนุมัติ อนุญาต อันนี้ก็คง จะเป็นในระดับปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นผู้คุมงาน ผู้เขียนแบบต่าง ๆ อันนี้เป็นกลุ่มที่ ๑ ที่จะใช้มาตรา ๔๐ ขยายประกาศของ ป.ป.ช. ออกไป ในการยื่นทรัพย์สินเรามีข้อเสนอว่า ให้ทำให้ชัดเจนในเรื่องของการแสดงข้อมูลรายชื่อบริษัทนอกอาณาเขตที่ข้าราชการผู้นั้นและ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องยื่นต้องแสดงด้วย ทั้งเรื่องของเจ้าของทรัพย์สินบัญชีธนาคารต่าง ๆ จริง ๆ ในแบบยื่นมีอยู่แล้ว ข้อเสนอของกรรมาธิการชุดเราก็คือขอให้ทำเรื่องนี้ให้ชัดเจนมากขึ้น

ประเด็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นข้อเสนอใหม่ ผมคิดว่าเรื่องนี้มีข้อเสนอให้มีการ แสดงทรัพย์สินของข้าราชการโดยทั่วไป ซึ่งขณะนี้การศึกษาวิจัยของสำนักงาน ก.พ. ได้พูดถึง ทั้งภาระงาน แล้วก็พูดถึงต่าง ๆ และกำลังจะมีข้อเสนอว่าจากนี้ไปข้าราชการทุกคนตั้งแต่ เข้าใหม่หรือรวมทั้งที่มีอยู่แล้วต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินตามแบบที่ ก.พ. กำหนด ซึ่งตรงนี้ ก็จะยื่นทุกปีพร้อม ๆ กับการยื่นภาษี อันนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้ข้าราชการ ทุกคนที่จะเข้ามาเป็นข้าราชการแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อเรื่องนี้จะต้องแสดงทรัพย์สิน ซึ่งกระบวนการยื่นทรัพย์สินก็จะทำให้ง่าย โดยเฉพาะเรื่องของอิเล็กทรอนิกส์และอื่น ๆ เป็นการยื่นเก็บเอาไว้เป็นข้อมูลพื้นฐานคงไม่ต้องตรวจสอบ แต่เมื่อไรมีประเด็นปัญหาก็คง หยิบเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาดู อันนี้คงเป็นสิ่งที่ได้เสนอไว้ว่าสำนักงาน ก.พ. ที่กำลังจะทำเรื่องนี้ เราอยากให้ขยายไปถึง ก ต่าง ๆ ส่วนการจะวางแผนปฏิบัติการวางไทม์ไลน์ (Timeline) ในการที่จะขยับคงได้พูดคุยกันต่อ อันนี้คงเป็นมาตรการนะครับ

ไปมาตรการที่ ๓ ครับ ขณะนี้การจัดซื้อจัดจ้างที่ดำเนินการไปแล้วได้มีการ แจ้งไปที่กรมบัญชีกลาง เรามีข้อเสนอว่าน่าจะต้องทำบัญชีเปรียบเทียบผลของการ จัดซื้อจัดจ้างอันนั้น ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในกระทรวงสาธารณสุขนะครับ เราทำกันแบบไม่เป็น ทางการ ตัวอย่างเช่นการจัดซื้อออกซิเจนเหลวที่มีราคาแตกต่างกันมากตั้งแต่ ๘ บาทต่อลิตร จนถึง ๒๕ บาท หลังจากที่เรานำเสนอผลการจัดซื้อจัดจ้างเปรียบเทียบแบบไม่เป็นทางการ ราคาเรื่องเหล่านี้ลดลงอย่างมาก ดังนั้นเรื่องนี้เราจึงมีข้อเสนอว่าถ้ากรมบัญชีกลางซึ่งทำได้ เพราะว่ามีการยื่นการแสดงผลการจัดซื้อจัดจ้างอยู่แล้วในอีจีพี (e-GP) นำเรื่องเหล่านี้มา แสดงรายการเปรียบเทียบแล้วขึ้นหน้าเว็บ (Web site) ของกรมบัญชีกลางน่าจะเป็นประโยชน์ นะครับ

มาตรการที่ ๔ ครับ เป็นเรื่องของหน่วยงานกำกับซึ่งผมได้พูดไปแล้วนะครับ ก็คือเราคิดว่า สปท. ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านทุจริตเป็นหน่วยงานซึ่งทางรัฐบาลให้ความสำคัญ กำหนดตำแหน่งกำหนดอัตรากำลังให้แล้ว เราอยากเห็นศูนย์นี้ทำงานจริง ๆ เป็นอินเทอร์นัล ออดิต (Internal Audit) สำหรับหน่วยงานภายในในแต่ละกระทรวงแล้วก็มี ป.ป.ช. เป็นเอกซ์เทอร์นัลออดิต (External Audit) ก็จะทำให้ทั้งหมดสมบูรณ์มากขึ้น

มาตรการที่ ๕ ครับ เป็นเกณฑ์จริยธรรม ข้อห้ามปฏิบัติ และคู่มือในการ จัดซื้อจัดจ้าง สำหรับข้าราชการนะครับ ซึ่งตรงนี้เสนอว่ากรมบัญชีกลางน่าจะต้องเป็นคนที่ รับผิดชอบเรื่องนี้นะครับ ในการที่จะกำหนดเกณฑ์จริยธรรมในการจัดซื้อจัดจ้าง ข้อห้าม อย่างที่ผมยกตัวอย่างเมื่อสักครู่แล้วการรับเลี้ยงอาหาร ซึ่งผมรู้สึกว่าเรื่องนี้มันอาจจะขัดกับ วัฒนธรรมไทยระหว่างผู้จ้างกับผู้ซื้อที่มีการเลี้ยงอาหารกันอะไรกัน อันนี้อาจจะต้องมีข้อกำหนด ให้เกิดขึ้นเป็น ซีโร โทเลอรานซ์ โพลิซี (Zero Tolerance Policy) และมีคู่มือในการจัดซื้อ จัดจ้าง เพื่อที่จะเป็นแนวปฏิบัติให้กับทุก ๆ หน่วยงานกลับไปทำนโยบายตัวเองให้สอดคล้อง กับเรื่องนี้นะครับ อันนี้คงเป็นมาตรการที่ ๕

มาตรการที่ ๖ ครับ เป็นเรื่องขององค์กรคุณธรรม ซึ่งดูเหมือนเรื่องนี้ จะค่อนข้างนามธรรม แต่ในขณะนี้ผมคิดว่าศูนย์คุณธรรมที่เป็นองค์การมหาชนในกระทรวง วัฒนธรรมเป็นเจ้าของเรื่องนี้ แล้วขณะนี้กำลังขยายผล เป็นการแปลงคำว่า คุณธรรม จากนามธรรมเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และมีแนวปฏิบัติสามารถทำได้เหมือนกับการประเมิน คุณภาพนะครับในการจัดบริการภาครัฐ อันนี้ก็เป็นการดำเนินการโดยกระบวนการเดียวกัน เพราะฉะนั้นในการที่จะเดินหน้าเรื่องนี้ในเชิงโพซิทิฟ (Positive) ศูนย์คุณธรรมซึ่งขณะนี้ ขยายเป้าหมายไปแล้ว แล้วก็มีแผนแม่บทในการพัฒนาคุณธรรมแห่งชาติอยู่แล้ว ผ่านมติ ครม. ไปแล้ว เรื่องเหล่านี้น่าจะถูกกำหนดให้เป็นนโยบายแล้วเดินหน้าต่อให้ทุก ๆ หน่วยงาน ของรัฐเป็นองค์กรคุณธรรมนะครับ

มาตรการสุดท้ายครับเป็นมาตรการที่ ๗ ก็คือการอบรมปฐมนิเทศข้าราชการ เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในองค์กรจะต้องถูกหยิบขึ้นมาเรียบเรียง แล้วก็ปรับปรุงให้เป็นหลักสูตร ในการที่จะปฐมนิเทศให้กับข้าราชการทั้งข้าราชการบรรจุใหม่ รวมทั้งข้าราชการที่จะเลื่อนระดับ ด้วยนะครับ

ทั้งหมดคงเป็น ๗ มาตรการที่ผมขออนุญาตนำเสนอต่อ สปท. นะครับว่า ในขณะที่กลไกและเครื่องมือต่าง ๆ ของรัฐบาลเดินอยู่แล้ว ถ้านำมาตรการทั้ง ๗ เข้าไปเสริมด้วย ผมคิดว่าจะทำให้หลาย ๆ เรื่องเดินไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น ดังนั้นข้อเสนอของเราก็คือ เราอยากจะเสนอเรื่องนี้ผ่านไปทางรัฐบาล เสนอไปที่ คตช. นะครับ ที่มีคณะอนุกรรมการ ปลูกฝังและป้องกันทั้ง ๒ คณะ ให้พิจารณาร่วมกันเพื่อที่จะแปลงไปสู่การปฏิบัติ แล้วถ้า ท่านนายกเห็นชอบก็ดำเนินการที่จะจัดเวิร์กชอป (Workshop) กับท่านปลัดกระทรวง กับหัวหน้าหน่วยงานเพื่อที่จะเดินหน้าเรื่องนโยบายให้ไปทั่วทั้งประเทศนะครับ ก็คงเป็น มาตรการภาครัฐที่จะขอนำเสนอต่อ สปท. ครับ ขอบคุณครับ