กิตติเดช ฉันทังกูล ชี้แจงความคืบหน้าของอินทิกริตีแพกต์ที่ร่วมพัฒนากับกรมบัญชีกลางและองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเน้นบทบาทของผู้สังเกตการณ์อิสระที่มีความรู้เชิงวิชาชีพในการตรวจสอบโครงการอย่างเปิดเผย พร้อมเสนอให้รายงานผลโดยตรงถึงผู้มีอำนาจสูงสุดหากพบพฤติกรรมส่อทุจริต ทั้งยังย้ำความสำเร็จของโครงการที่ช่วยประหยัดงบประมาณได้เฉลี่ยร้อยละ 30 และเสริมประสิทธิภาพภาครัฐ แม้ยังมีข้อจำกัดด้านความร่วมมือจากบางหน่วยงาน
กราบสวัสดี ท่านประธานแล้วก็สมาชิกทุกท่าน ผม กิตติเดช ฉันทังกูล ในฐานะที่เป็นคณะทำงานเรื่อง อินทิกริตีแพกต์ (Integrity Pact) ร่วมกับกรมบัญชีกลาง แล้วก็องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันนะครับ เราก็พัฒนาเครื่องมือนี้ตั้งแต่ ๓ ปีที่ผ่านมา โดยหลักการของอินทิกริตีแพกต์ (Integrity Pact) นี้มันเป็นเครื่องมือสำหรับการป้องกันไม่ให้มีการเรียกรับหรือจ่ายสินบน ระหว่าง ๒ ปาร์ตี้ (Party) คือหน่วยงานภาครัฐที่เป็นเจ้าของโครงการกับบริษัทเอกชนที่จะ เข้ามาประมูลงาน หลักการของมันก็คือเปิดให้มีบุคคลที่สาม เข้ามาดูข้อมูลได้ทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนโดยแท้จริงนะครับ การเข้าไปดูข้อมูล ทุกขั้นตอน โดยปกติแล้วถ้าเกิดใช้ประชาชนทั่วไปก็จะไม่ทราบรายละเอียดข้อมูลโครงการ ที่มีความซับซ้อนทั้งเชิงเทคนิคและเชิงการเงิน เพราะฉะนั้นคนที่จะมาเป็นผู้สังเกตการณ์ ก็จำเป็นจะต้องเป็นคนที่มีแบกกราวน์ (Background) ที่มีความรู้วิชาชีพเฉพาะด้านที่จะเข้า ไปสังเกตการณ์โครงการนั้น ๆ นี่ก็จึงเป็นที่มาว่าทำไมโครงการจัดซื้อจัดจ้างของเราสามารถ จะส่งคนที่เป็นผู้สังเกตการณ์อิสระเข้าไปออบเซิร์ฟ (Observe) ได้แค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่ามันมีเงื่อนไขทรัพยากรบุคคล แล้วก็งบประมาณในการดึงคนเหล่านี้เข้ามาทำงาน ให้กับหน่วยงานรัฐนะครับ เพราะว่าการเข้าไปออบเซิร์ฟ (Observe) แต่ละโครงการนี่จะใช้ เวลามากพอสมควร อย่างหลาย ๆ โครงการที่คุณทศพรเองหรือคุณสมชาติเองที่จะเข้าไป เดือน ๆ หนึ่งก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าอย่างน้อย ๑๐-๑๕ วันในการเข้าไปมอนิเตอร์ (Monitor) โครงการในรายละเอียด เพราะว่าเราต้องไปศึกษาข้อมูลตั้งแต่ข้อมูลการจัดทำทีโออาร์ (TOR) ของโครงการว่าเชิงสเปก (Spec) เป็นอย่างไร การกำหนดวิธีคำนวณราคากลางของ แต่ละเรื่องนั้นเป็นอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้ผู้สังเกตการณ์จะเป็นคนคอยคัดกรองและนำรายงาน ไปถึงหน่วยงานข้างบนก็คือจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือว่าองค์กรที่รับผิดชอบดูแลเรื่อง การป้องกันปราบปรามการทุจริตต่อไป ซึ่งการทำหน้าที่ของผู้สังเกตการณ์ถามว่าทับซ้อนกับ ตัวผู้กำกับดูแลภายในหน่วยงานรัฐไหม ก็ต้องตอบว่าตัวบทบาทหน้าที่อาจจะทับซ้อน แต่ว่าสิ่งที่ได้มาก็คือว่าประสบการณ์จากโลกธุรกิจ แล้วก็ความรู้ความชำนาญในทางเทคนิค เฉพาะด้านของผู้สังเกตการณ์ จะมาเติมเต็มสิ่งที่หน่วยงานป้องกันปราบปรามของรัฐยังขาด อยู่มาก เพราะว่าบุคลากรของหน่วยงานรัฐเองก็มีข้อจำกัดในเรื่องความรู้ความเข้าใจ แล้วก็รวมไปถึงเล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจในการจะล็อกสเปก (Lock spec) การจัดซื้อจัดจ้าง แต่ละชนิดมันต้องมาจากนักธุรกิจเขาถึงจะเข้าใจแล้วก็สามารถจะออกมาตรการที่จะไปดัก ทางทัน อันนี้ก็คือเป็นหัวใจสำคัญที่ว่าอินทิกริตีแพกต์ (Integrity Pact) ในโลกนี้ถึงได้รับ ความนิยมมากขึ้น เพราะว่าแนวคิดเรื่องอินทิกริตีแพกต์ (Integrity Pact) เกิดขึ้นจากองค์กร เพื่อความโปร่งใสสากลตั้งแต่ปี ๑๙๙๐ ปัจจุบันก็มีอยู่ประมาณ ๔๐ กว่าประเทศที่นำไปใช้ แล้วนะครับ แต่ละประเทศก็ได้ผลสำเร็จมากน้อยแตกต่างกันไป ทั้งนี้ปัจจัยหลักก็อยู่ที่ว่า ผู้นำของภาครัฐเอาจริงเอาจังเห็นด้วยกับมาตรการนี้มากน้อยแค่ไหน เพราะว่าหน่วยงานรัฐ จะไม่ให้ความร่วมมือก็ได้เพราะว่าเขาจะไม่เปิดเผยข้อมูลเลย โดยจากประสบการณ์ส่วนตัว ที่ทำงานเบื้องหลังมาก็พบว่าหลาย ๆ หน่วยงานยินดีที่ออกมาเซ็นสัญญาข้อตกลงคุณธรรม ออกสื่อ แต่ว่าพอถึงเวลาจริงในการเปิดเผยข้อมูลให้ผู้สังเกตการณ์ต้องเข้าไปดูในรายละเอียด เชิงลึก ทุกหน่วยงานเบื้องต้นก็คือจะปฏิเสธไม่ให้ข้อมูลจนกว่าจะมีคำสั่งชัดเจนจาก นายกรัฐมนตรีลงไปถึงจะยอมเปิด หรือบางหน่วยงานก็ประวิงเวลาถ่วงเวลาไปเรื่อย ๆ นะครับ ก็ไม่ทราบว่าจะรออะไรเหมือนกัน อันนี้ก็เป็นข้อจำกัดที่ผู้สังเกตการณ์ประสบอยู่ ผู้สังเกตการณ์มีหน้าที่อีกประการหนึ่งก็คือ การจัดทำรายงานว่าความคืบหน้าโครงการ ที่เข้าไปสังเกตการณ์มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง อันที่ ๒ ก็คือถ้าเกิดพบกรณีที่ส่อไปในทาง ทุจริตหรือว่ามีข้อมูลบ่งชี้ว่าอาจจะมีการพยายามที่จะเกิดการทำทุจริตคอร์รัปชันนี่นะครับ ไม่ว่าจะมาจากหน่วยงานรัฐเองหรือภาคเอกชนมาเป็นคนเสนอเงินสินบน ผู้สังเกตการณ์ ก็สามารถจะทำรายงานส่งตรงไปที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแลหน่วยงาน ส่วนราชการนั้นอยู่ได้โดยทันที อันนี้ก็จะเป็นการใช้อำนาจทางบริหารในการป้องกันไม่ให้เกิด การประพฤติผิดหรือคอร์รัปชันได้นะครับ
ส่วนรายงานอันสุดท้ายคือรายงานสรุปผลโครงการที่ผู้สังเกตการณ์จะต้องทำ สรุปและเปิดเผยสู่สาธารณะว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการที่ตนเองสังเกตการณ์นี้ มีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใด แล้วก็ได้ผลประสิทธิภาพตามที่เจตนารมณ์ของการทำ โครงการนั้นหรือไม่ อันนี้ก็จะเป็นรายละเอียดที่ผู้สังเกตการณ์จะต้องเปิดเผยไว้ในรีพอร์ต (Report) ซึ่งปัจจุบันตอนนี้ก็มีอยู่ ๒๖ โครงการที่เรามอนิเตอร์ (Monitor) อยู่ มีเพียงแค่ ๑ โครงการที่สำเร็จไปแล้วก็คือ โครงการจัดซื้อไวน์ของบริษัทการบินไทย ผลที่ได้ก็คือว่า งบประมาณเบื้องต้นตั้งไว้ ๑๒๙ ล้านบาท สามารถลดได้ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็น จำนวนเงินที่ไม่น้อยนะครับ ถ้าเกิดคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วหลาย ๆ โครงการที่เราส่งไอโอ (IO) เข้าไปแล้วเริ่มมีผลออกมานี่สามารถเซฟ (Save) เงินงบประมาณแผ่นดินได้ประมาณ โดยเฉลี่ยก็อยู่ที่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์แต่ละโครงการนะครับ ไม่ว่าจะเป็นโครงการจัดซื้อ รถเมล์เอ็นจีวี (NGV) ของ ขสมก. หรือว่าโครงการยาสูบย้ายโรงงานนะครับ ก็สามารถช่วย ประหยัดงบประมาณ ข้อที่ ๒ ก็คือ สิ่งที่ผู้สังเกตการณ์เข้าไปช่วยได้ก็คือว่า การให้คำแนะนำ แก่ตัวข้าราชการที่จัดทำเรื่องจัดซื้อจัดจ้างให้มีความรู้ความเข้าใจว่า ในโลกธุรกิจเวลา การจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพเขาต้องทำอย่างไร มันสามารถเป็นข้อแนะนำ ให้กับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานนั้น ๆ รับทราบแนวปฏิบัติที่ทางโลกธุรกิจทำแล้วมันเกิด ประสิทธิผล เน้นผลไม่ใช่เน้นที่ว่าถูกสุดนะครับ อันนี้คือเป็นการช่วยโค้ชชิง (Coaching) ฝึกอบรมให้คนที่ทำงานนี้ได้รับรู้ความเข้าใจความคืบหน้าของโลก ซึ่งผลที่ได้ตามมาก็คือว่าประสิทธิภาพการจัดซื้อจัดจ้างของบริษัทหรือหน่วยงานราชการ ได้สินค้าที่ดี ราคาตามตลาดไม่ใช่เป็นราคาที่ไม่รู้บวกมาอีกเท่าไร อันนี้ก็เป็นข้อดีของการมี ผู้สังเกตการณ์ครับ ปัจจุบันก็มีผู้สังเกตการณ์อยู่ในลิสต์ (List) ที่กรมบัญชีกลางประมาณ ๙๖ ท่าน ก็คิดว่าจะมีการสรรหาเพิ่มเติม เราก็หาเชิญชวนจากผู้ที่มีประสบการณ์ ความรู้ ความชำนาญวิชาชีพเฉพาะด้าน โดยเฉพาะทางวิศวกรรมนี่ก็จะมีวิศวหลายด้านที่จะต้องดู เรื่องการสร้างตึก การสร้างถนน โครงการเหล่านี้ก็กำลังจะเข้ามาในปีหน้านะครับ เราค่อย ๆ ขยายเรื่องคุณภาพ แต่เราไม่เน้นเรื่องจำนวนของโครงการแล้วก็ตัวจำนวนผู้สังเกตการณ์ครับ เพราะว่าอินทิกริตีแพกต์ (Integrity Pact) มันจะขยายโป้งเดียวผมเกรงว่าอาจจะถูกใช้ บิดเบือนไปได้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องระมัดระวังในจุดนี้ด้วย เพราะว่าอยากจะให้โครงการ แต่ละโครงการเข้ามาแล้วเห็นผลสำเร็จค่อย ๆ ไปทีละก้าวครับ ขอบคุณครับ