ถวิลวดี หารือธรรมาภิบาล ชี้โปร่งใสต้องเริ่มที่คุณธรรมและดุลยพินิจ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๘ · ๑๙ กันยายน ๒๕๕๙

ถวิลวดี บุรีกุล หารือประเด็นธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการบริหารราชการ โดยเน้นความจำเป็นในการใช้อำนาจดุลยพินิจและการจัดการทรัพยากรสาธารณะอย่างมีจริยธรรม พร้อมเรียกร้องให้เสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส ปลูกฝังจิตสำนึกความรับผิดชอบในข้าราชการ และผลักดันกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ เช่น การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ผลการจัดซื้อจัดจ้าง และการทบทวนบทบาท ป.ป.ช. เพื่อให้การต่อต้านการทุจริตเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

นางถวิลวดี บุรีกุล

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบพระคุณกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ที่ได้นำเรื่องที่สำคัญ สำหรับประเทศมานำเสนอ แล้วก็เป็นแนวทางการปฏิรูปมาตรการเสริมสร้างระบบ การบริหารงานที่มีธรรมาภิบาลในภาครัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก และเป็นคำที่กว้างมาก และเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นนามธรรม แต่ทำอย่างไรถึงจะให้เกิดเป็นรูปธรรมได้ ซึ่งท่านได้เสนอเป็นแผนการปลูกฝังจิตสำนึกในการต่อต้านการทุจริต ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และคราวนี้คำว่า ทุจริต มันตีความกว้างมาก มันหมายถึงอะไรกันแน่ ดิฉันคิดว่าเรื่องที่สำคัญ เราต้องทำความเข้าใจก่อนเพื่อให้ข้าราชการมีความเข้าใจตรงกันว่าอะไรคือธรรมาภิบาล แล้วอะไรคือทุจริต อะไรคือการยอมรับได้ อะไรคือการยอมรับไม่ได้ อะไรคือสิ่งที่ต้องทำ อะไรคือสิ่งที่ไม่ต้องทำ ทำไม่ได้ พึงทำ หรือไม่ทำ อะไรอย่างนี้นะคะ เพราะฉะนั้นเรื่องที่ สำคัญก็คือธรรมาภิบาลเป็นเรื่องของการใช้อำนาจ ข้าราชการแทบทุกคนก็มีอำนาจ เพราะกฎหมายกำหนดให้เขามีอำนาจในการใช้ดุลยพินิจ ในการจัดสรรทรัพยากรของชาติ ในการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะเพื่อประโยชน์สาธารณะ แล้วบางครั้งก็เป็นการตัดสินใจ เพื่ออนุมัติ อนุญาตโครงการ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญว่าจะทำอย่างไรถึงจะให้ นำไปสู่สังคมที่เกิดความเป็นธรรม เพราะเราคงต้องคุยกันว่าธรรมาภิบาลจะทำให้เกิดอะไรขึ้น สิ่งที่สำคัญที่ธรรมาภิบาลจะทำให้เกิดก็คือความเป็นธรรมในสังคม แต่บางคนในสังคมนี้ ไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงต้องเรียกร้องสู่ความเป็นธรรม และนั่นเองเป็นที่มาของการมี กรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ดิฉันถือว่ากรรมาธิการชุดนี้ทำสิ่งที่ถูกต้องนะคะ คราวนี้เราคง จะต้องมาดูว่าอะไรที่เรียกว่าทุจริต ทุจริตเริ่มต้นตั้งแต่การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็เป็นเรื่อง ทุจริต การปฏิบัติต่ำกว่ากฎหมายก็เป็นเรื่องที่ทุจริต การปฏิบัติเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แม้ว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแต่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเพราะกฎหมาย ไม่ได้สั่งให้ใช้กฎหมู่อย่างนี้เป็นต้น นี่ก็เรียกว่าทุจริต และนอกจากนี้ก็ยังเป็นเรื่องของการ ทุจริตในรูปแบบอื่น ๆ อีกมากมายนะคะ ซึ่งทำอย่างไร การทุจริตเกิดอยู่จุดไหน ดิฉันคิดว่า ท่านทราบดี ทุจริตเกิดอยู่ในจุดที่มีการใช้ดุลยพินิจมากที่สุด ทำอย่างไรถึงจะลดการใช้ ดุลยพินิจ ดุลยพินิจใช้เมื่อไร ใช้เมื่ออนุมัติ อนุญาตให้สัมปทาน อนุมัติ อนุญาตให้ใช้สิ่งต่าง ๆ คราวนี้จะทำอย่างไร สิ่งที่เรียกว่านำมาสู่การทุจริตเริ่มต้นตั้งแต่สินบนเลยนะคะ สินบนนี่คือ สิ่งตอบแทนที่ให้จากการกระทำที่ไม่สุจริต ไม่ว่าจะรับเองหรือคนในครอบครัว คนหน้าบ้าน คนหลังบ้านก็ตามนะคะ นอกจากนี้เรื่องของขวัญที่ได้รับในเทศกาลต่าง ๆ แต่ว่าการรับนี้ มีผลต่ออิทธิพลในการใช้ดุลยพินิจก็เป็นการทุจริต นอกจากนี้การใช้ทรัพยากรสาธารณะอันนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ดิฉันคิดว่าอยากจะให้ท่านขยายความเรื่องของนโยบายที่จะนำเสนอ ไปถึงเรื่องนี้ด้วยนะคะ เพราะว่ามันเป็นเรื่องของสิทธิอนุญาตให้เข้าใช้ทรัพยากรของชาติ ของสาธารณะ ตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญว่าจะทำอย่างไร จะมีรูปแบบอย่างไร จะมีกฎ ระเบียบ อย่างไร จนกระทั่งถึงการใช้ข้อมูลสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวก อันนี้ก็สำคัญ นะคะ จะทำอย่างไรถึงจะให้ครอบคลุมไปถึงตรงนั้นด้วย แล้วสมการการทุจริตมันเกิดขึ้น คือที่ใดที่มีโมโนโพลี (Monopoly) คือการผูกขาดมากตรงนั้นทุจริตมาก ตรงไหนมี ดุลยพินิจเยอะตรงนั้นก็ทุจริตเยอะ แต่มันจะลดลงได้ก็คือสิ่งที่ท่านพยายามทำอยู่ คือการสร้างความโปร่งใสและสำนึกรับผิดชอบ แต่สิ่งที่ดิฉันยังไม่ค่อยเห็นคือการสร้างสำนึก รับผิดชอบให้เกิดขึ้นในหมู่ข้าราชการ

คราวนี้จะทำอย่างไรนะคะ มีประเด็นที่สำคัญที่ดิฉันอยากจะเสนอก็คือ ประเด็นที่สอดคล้องกับนโยบายที่ท่านเสนอ มีมาตรการคือนโยบายเพื่อสร้างความโปร่งใส ในการดำเนินงานภาครัฐ หัวข้อกว้างนะคะ แต่สุดท้ายท่านลงมาบอกให้มีระบบติดตาม ประเมินผล เพราะฉะนั้นการสร้างความโปร่งใสมันคงไม่ได้มีแค่การติดตามประเมินผล แล้วก็ไปเป็นภาระของ ป.ป.ช. ซึ่งจริง ๆ แล้ว ป.ป.ช. ดิฉันอยากจะบอกว่า ป.ป.ช. ทำงาน รวดเร็วหรือว่ามีประสิทธิภาพแค่ไหนนะคะ ดิฉันคิดว่าท่านอดีต ป.ป.ช. ก็นั่งอยู่ตรงนั้นนะคะ คดีที่อยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริง ๙,๘๓๙ เรื่อง คดีที่อยู่ระหว่างไต่สวนข้อเท็จจริง อีก ๒,๐๐๐ กว่าเรื่อง คดีที่ค้างอยู่ในส่วนกลางอีก ๘,๒๐๐ กว่าเรื่อง คดีที่ค้างอยู่ใน ป.ป.ช. จังหวัดอีก ๕๐,๐๐๐ กว่าเรื่อง แล้วตอนนี้ ป.ป.ช. ต้องมานั่งทำเรื่องนี้อีก ดิฉันคิดว่า คงจะต้องไปพิจารณาใหม่ว่าตกลงแล้วมันจะได้ดูเรื่องการแก้ปัญหาให้เกิดความโปร่งใส หรือว่าสุดท้ายจะเอาเบอร์เดน (Burden) ไปให้ ป.ป.ช. ซึ่งเขาบอกว่าเขาทำอยู่แล้ว แต่ว่า คงจะไม่กว้างขวางขนาดนี้นะคะ แล้วนอกจากนี้ประเด็นที่สำคัญก็คือ ดิฉันเห็นด้วยกับ มาตรการที่ให้บุคคลต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินนี่คือขยายกว้างขึ้น

แล้วก็ประเด็นมาตรการที่ ๓ เรื่องแจ้งผลการจัดซื้อจัดจ้างเปรียบเทียบ ซึ่งอันนี้ก็สอดคล้องกับท่าน สปท. ท่านนิกรนะคะ ดิฉันอยากจะเสริมเรื่องของแวลู ฟอร์ มันนี (Value for money) หรือเรื่องของความคุ้มค่า ทำอย่างไรถึงจะให้มีเรื่องของ ความคุ้มค่าเข้ามาในการตัดสินใจ ในการใช้ดุลยพินิจ ซึ่งความคุ้มค่ามันรวมถึงคุณภาพ มากกว่าปริมาณ แล้วความคุ้มค่านี้จะเกิดขึ้นได้ อะไรเป็นตัวตัดสินใจนะคะ

นอกจากนี้มาตรการที่ ๖ ดิฉันก็เห็นด้วยในเรื่องขององค์กรคุณธรรม เพราะตอนนี้มีเครือข่ายคุณธรรมขึ้นมาแล้ว แต่ว่าก็มีแค่สมัชชาคุณธรรมจัดงานปีละหน แล้วอย่างไรต่อดิฉันก็ยังไม่เห็นนะคะ คือในฐานะที่ดิฉันก็ทำงานเป็นเครือข่ายกับ ศูนย์คุณธรรมอยู่ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้มันมีความหมายมากขึ้น

ส่วนมาตรการที่ ๗ เป็นมาตรการที่สำคัญมาก ดิฉันถือว่าเป็นมาตรการ ที่สำคัญที่สุดเลยเรื่องของข้าราชการ แต่คงไม่ใช่แค่ปฐมนิเทศนะคะ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่จะต้องเป็นเจตจำนงทางการเมืองที่จะให้เกิดขึ้นทั้งผู้ปกครอง แล้วก็ข้าราชการทั้งหมด ว่าจะทำอย่างไรถึงจะให้ข้าราชการมีจิตสำนึกหรือมีสำนึกรับผิดชอบในการให้บริการ แล้วก็มีเรื่องของธรรมาภิบาล แต่ต้องเข้าใจว่าธรรมาภิบาลนั้นไม่ใช่แค่ฝึกธรรมะ แต่ว่า มันเป็นการอภิบาลเยี่ยงธรรม เป็นการใช้อำนาจในการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นเริ่มต้นจากให้เขามีความสามารถทางเทคนิคก่อนเลยนะคะ ความรู้ที่จะรองรับ สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วก็ก้าวทันเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วสร้างความ โปร่งใสให้เกิดขึ้น มันต้องควบคู่ไปกับธรรมาภิบาลหลักอื่น คงไม่ใช่แค่ความโปร่งใสนะคะ เพราะบางประเทศอ้างว่าตัวเองมีความโปร่งใส แต่ว่าอาจจะไม่เปิดโอกาสให้ประชาชน มีส่วนร่วม แล้วก็ในเรื่องของหลักรูล ออฟ ลอว์ (Rule of law) ก็อาจจะมีผลอย่างนี้นะคะ เพราะฉะนั้นมันต้องควบคู่ไปได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นก็ต้องไปดูว่าเจตจำนงของผู้ปกครอง เจตจำนงของผู้บริหารต้องการที่จะให้เกิดความโปร่งใสหรือไม่ โครงสร้างอำนาจนี้เหมาะสม หรือไม่ และความโปร่งใสในที่นี้หมายถึงอะไร โปร่งใสในด้านโครงสร้างซึ่งหมายถึงเรื่องของ ระบบงานที่เหมาะสม หรือเรื่องของการตรวจสอบที่เหมาะสม มีระบบบัญชีที่เหมาะสม โครงสร้างนั้นมีความเหมาะสม ระบบความโปร่งใสในเรื่องของการให้คุณให้โทษ ระบบความ โปร่งใสในเรื่องของการให้ข้อมูลข่าวสารมีอย่างไร ดิฉันอยากจะให้ครอบคลุมไปถึงตรงนั้น นอกจากนี้ประเด็นปัจจัยที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือดิฉันอยากจะให้ดูเรื่องของความน่าเชื่อถือ ซึ่งตรงนี้หมายถึงความน่าเชื่อถือในการตัดสินใจว่าผู้ตัดสินใจที่เป็นข้าราชการเหล่านี้มีอิสระ จากแรงจูงใจเรื่องอื่นไหมที่จะเกิดการไม่ทุจริตเกิดขึ้น ทำอย่างไรถึงจะให้เกิดความน่าเชื่อถือ ในการตัดสินใจของภาครัฐ แล้วก็ดำเนินการตามหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นกระบวนการที่คำนึงถึง สิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ แล้วก็การปฏิบัติตามกฎหมาย อย่างนั้นจะเกิดขึ้น ได้อย่างไรในสังคมนี้

แล้วสุดท้ายนะคะ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่จะต้องนำไปสู่ความโปร่งใสได้มันคือ คุณธรรม จริยธรรม สิ่งที่ท่านกำลังดำเนินการอยู่ แต่ทำอย่างไร ที่จะให้เกิดสำนึกรับผิดชอบ เพราะความโปร่งใสอยู่ ๆ มันจะเกิดขึ้นไม่ได้นะคะ มันต้องมีกลไกที่เอื้อและความโปร่งใส คงไม่ใช่โปร่งใสลอย ๆ มันมีความโปร่งใสหลายรูปแบบ โปร่งใสในองค์กรหรือโปร่งใส ด้านข้อมูลข่าวสาร หรือโปร่งใสด้านการจัดสรรงบประมาณ โปร่งใสด้านการใช้ดุลยพินิจ อะไรอย่างนี้เป็นต้น คงต้องมีมาตรการที่ชัดเจนว่าอะไรที่จะเป็นแนวทาง คงไม่ใช่แค่คู่มือ ในการจัดซื้อจัดจ้างแล้วจบ แต่มันต้องมีกลไกที่ไปไกลกว่านั้นค่ะ ขอบพระคุณค่ะ