คุรุจิต นาครทรรพ หารือการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างองค์รวม โดยเน้นบทบาทของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ หลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม พร้อมเสนอให้ไทยกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซในอัตราสัมพัทธ์และส่งเสริมแผนการใช้พลังงานทดแทน การอนุรักษ์พลังงาน และการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายโลกในการควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศและความรับผิดชอบร่วมแต่ต่างระดับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ท่านประธานครับ กระผมขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่ได้เสนอ รายงาน เรื่อง การปฏิรูปการดำเนินการด้านการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของไทย และแนวทางการดำเนินงานไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยรวมผมก็เห็นด้วยกับรายงาน ฉบับนี้นะครับ แล้วก็เห็นว่ามีความสําคัญแล้วก็ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะได้ยกระดับเรื่อง ขององค์ความรู้แล้วก็การเตรียมการในเรื่องของการช่วยประชาคมโลกในการแก้ปัญหา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการมีก๊าซเรือนกระจกมากเกินไปในบรรยากาศ กระผม ขออนุญาตอภิปรายเสริมเปึนข้อสังเกตซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเปึนเรื่องในทางเสริมให้รายงาน มีความสมบูรณ์นะครับ ก็ขออนุญาตนำฉายสไลด์ (Slide) ที่ได้ขออนุญาตเอาไว้
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเป่ดพรีเซ็นเทชัน (Presentation))
สไลด์ (Slide) แรกก็อยากจะให้ท่านสมาชิกได้ดูว่า โลกของเรามีมามากกว่า ๒๐๐ ล้าน ๑,๐๐๐ ล้านป้แล้ว ถ้านับชีวิตคนเรานี่ ชีวิตคนเราก็มี เพียงแค่ถ้าโลกอายุ ๑๐๐ ป้ ชีวิตคนเรานี้คงจะแค่ ๑ วินาทีเท่านั้นเอง แต่ว่าในช่วง ๒๐๐ ป้ ที่ผ่านมานับจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมหรือ ๒๕๐ กว่าป้ และด้วยการเติบโตทางวิทยาการ ทางด้านอาหาร การแพทย์ การเกษตรต่าง ๆ
สไลด์ (Slide) ต่อไป ประชาคมของโลกก็มีประชากรสูงขึ้นนะครับ ภาพนี้ให้ดู ก็ดูแล้วตาลายไปหมดเลย มีทั้งคนมีทั้งรถเต็มไปหมด มนุษย์เราตอนนี้บนโลกมี ๗,๓๐๐ ล้านคนแล้วนะครับ เมื่อ ๓ ป้ก่อนยังมีแค่ ๗,๐๐๐ ล้านคนเลยนะครับ แล้วมนุษย์เรา ก็เปึนสัตว์เศรษฐกิจ ก็คือมีการบริโภค มีความต้องการสูง ประชากรก็เพิ่มมากขึ้น โลกก็มี พื้นที่อยู่เท่าเดิม พื้นน้ำอยู่เท่าเดิม เศรษฐกิจของโลกก็ขยายตัวขึ้น การที่เราบริโภคมากขึ้น ก็นําไปสู่การปล่อยของเสียมากขึ้นนะครับ
ในสไลด์ (Slide) ถัดไป เรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมันก็มี สาเหตุมาจากภาวะเรือนกระจกของโลก เรือนกระจกที่เมืองนอกเข้าใช้ปลูกผักในหน้าหนาว คืออบความร้อนไว้ไม่ให้พืชผักตายเพราะความหนาว เราปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งท่านเลขา ก็อธิบายแล้วไม่ได้มีแต่ซีโอทู (CO2) อย่างเดียวมีอีกตั้ง ๖ ชนิด แล้วก็แรงกว่าซีโอทู (CO2) ทั้งนั้นเพียงแต่ซีโอทู (CO2) มีมากกว่าหน่อยเท่านั้น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็เปึนสาเหตุ ของการเกิดภาวะโลกร้อนแล้วก็การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
สไลด์ (Slide) ถัดไป สภาวะโลกร้อนถ้าจะพูดอธิบายกันง่าย ๆ ในศัพท์ง่าย ๆ ก็คือว่าเกิดจากการสะสมตัวเกินสมดุลของกลุ่มก๊าซเรือนกระจกซึ่งมี ๖ ชนิดในบรรยากาศโลก ทำให้รังสีส่วนหนึ่งของแสงอาทิตย์ที่สาดส่องมายังพื้นผิวโลกสะท้อนกลับไปได้ไม่หมด ก็เกิดเปึนปรากฏการณ์แทรป (Trap) ขึ้นอยู่ในบรรยากาศโลก แล้วก็ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ย ของโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศหรือไคลเมตเช่นจ์ (Climate Change) ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสมดุลธรรมชาติบนโลกและการดำรงชีวิต ของมนุษย์ สัตว์และพืชในระยะยาว จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์นะครับในตอนแรก ก็พบว่าภาวะเรือนกระจกมันเกิดจากการสะสมตัวของกรีนเฮาส์แก๊ส (Greenhouse Gas) เกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์ทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดจากภาคพลังงาน ไม่ได้เกิดจากภาคอุตสาหกรรม ไม่ได้เกิดจากภาคเกษตร เกิดจากมนุษย์เพราะมนุษย์อยู่ในทุกภาคเลยนะครับ แล้วก็เกิดมา ในช่วงไม่ถึง ๑๖๐ ป้มานี้เอง ผลกระทบมีตัวชี้วัดและหลักฐานชัดเจนในสไลด์ (Slide) ถัดไป นะครับว่า นี่ก็เปึนตัวอย่างของภูเขาในเมาต์คิลิมันจาโร (Mount Kilimanjaro) ในประเทศ แทนซาเนีย ภาพทางซ้ายเคยมีน้ำแข็งปกคลุมตลอดป้ ๗ ป้ผ่านไปก็ตอนนี้น้ำแข็งหิมะหายไป หมดแล้วไม่ว่าหน้าหนาวหน้าฝน ข้างล่างก็เปึ้นที่นอร์เวย์ธารน้ำแข็งหายไป ภาพขวาล่างก็เปึน ขั้วโลกเหนือทวีปอาร์กติก็เห็นการหดตัวจากขอบสีแดงเหลือพื้นที่สีขาวของหิมะนะครับ ทีนี้โลกเราก็ได้มีการเตรียมการในเรื่องรับมือนี้นะครับก็อย่างที่ท่านรองประธานกรรมาธิการ ได้กล่าวถึงเกี่ยวโตโพรโทคอล (Kyoto Protocol) ซึ่งเดี๋ยวนี้พิธีสารเกี่ยวโตนี่ก็หมดอายุแล้ว ความจริงมันจะหมด ค.ศ. ๒๐๒๐ แต่ว่าโดยพฤตินัยมันก็จะหมดอายุ มันจะมีของใหม่มาคือ ปารีส ๒๐๑๕ นี่นะครับ
มาเรื่องของหัวข้อรายงานของท่านเรื่องการเตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศของไทย มันก็จะมีศัพท์หรือคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่ผมอยากจะเอ่ยถึง แล้วก็อยากให้ท่านสมาชิกได้รับทราบ เพราะผมเองก็ได้มีส่วนร่วมมือกับกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการเตรียมการเรื่องนี้นะครับ ศัพท์พวกนี้ผมอยากให้ คนไทยฟังแล้วติดหูมากขึ้น ติดหูแล้วก็เอาไปคิด ก็คือเรื่องของนามา (NAMAs) นามา (NAMAs) ก็คือมาตรการอย่างเหมาะสมที่จะรองรับบรรเทาผลกระทบของการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก แล้วประเทศไทยเราก็มีส่วนสำคัญที่เราก็มีที่ยืนในเวทีโลกเพราะเรา ก็ได้ประกาศเจตจำนงของเราในเรื่องของนามา (NAMAs) หรือเนชันนัลลี แอปโพรพริเอต มิทิเกชัน แอ็กชันส์ (Nationally Appropriate Mitigation Actions) แต่นามา (NAMAs) นี่นะครับ ไม่ใช่ทุกประเทศจะต้องประกาศแล้วก็มีความเท่าเทียมกันนะครับ เรื่องของการ ลดโลกร้อนมันต้องอยู่บนหลักการของความไม่เท่าเทียมกัน ประเทศที่ปล่อยเยอะ ประเทศ ที่เจริญแล้วมีเศรษฐกิจดีล่วงหน้าไปแล้วก็ควรจะต้องมีภาระความรับผิดชอบมากกว่าประเทศ ที่มีความเจริญและมีเศรษฐกิจด้อยกว่า มันจึงเปึ้นที่มาของคำที่เรียกว่าคอมมอน บัต ดิฟเฟอเรนทิเอตเต็ด เรสพอนซิบิลิตีส์ (Common but Differentiated Responsibilities) หรือความรับผิดชอบร่วมกันของทุกประเทศบนความแตกต่างกันของความรับผิดชอบนั้น แล้วมันก็จะมีศัพท์ตามมาอีกคือการแก้ไขลด์ผลกระทบหรือมิทิเกชัน (Mitigation) แล้วลด ไม่ได้เพราะมันร้อนอยู่แล้วมั่นคงไม่ลงไปอีกแล้ว ก็ต้องมีการปรับตัวหรือที่เรียกว่า อะแดปเทชัน (Adaptation) ท่านเลขาหรือท่านรองประธานได้กล่าวแล้วว่าเปัาหมายของโลกจริง ๆ ไม่ได้เกิดที่ปารีส ๒๐๑๕ เกิดมาตั้งแต่ ๒๐ อะไรก็ไม่รู้ครับ นี่คอปี ๑๖ (COP16) ครับ น่าจะ ๔ ป้มาแล้ว ที่เมืองกังกุน เม็กซิโก ก็คือจะลดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มเกิน ๒ องศาเซลเซียส เพราะได้ศึกษาแล้วว่าถ้าปล่อยให้เพิ่มมากกว่านี้จะเกิดผลเสียแล้วก็เปึนความรับผิดชอบ ร่วมกัน ทีนี้สถานการณ์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกท่านเลขาก็ได้เอามาฉายแล้วผม ก็ขอฉายอีกนิดหนึ่งครับ
สไลด์ (Slide) ถัดไป เพราะสไลด์ (Slide) ผมสวยกว่ามีสีสันมากกว่านะครับ ก็จะเห็นว่าประเทศที่อยากจะให้ดูก็คือว่าประเทศ ๒ ประเทศใหญ่ของโลกคือประเทศจีน กับสหรัฐอเมริกา ประเทศหนึ่งมีพลเมืองเยอะที่สุด อีกประเทศหนึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด รวม ๆ แล้วปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อ ๒ ป้ที่แล้ว ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้า ๒ ประเทศนี้ไม่ร่วมมือกัน เหมือนกับเมื่อ ๕ ป้ ๖ ป้ก่อนสหรัฐอเมริกาก็เซ็นสัญญาเกี่ยวโตแล้วก็ไม่แร่ทิไฟ (Ratify) ไม่รับรอง จีนก็บอกว่าผมไม่อยู่ในแอนเนกซ์ ๑ (Annex1) ก็ไม่ต้องทำเต็มที่โลกมันก็เลย ยังร้อนอยู่ ถ้า ๒ ประเทศนี้ไม่ทําต่อให้เราทําให้ตายโลกมันก็ยังร้อนอยู่นะครับ ของไทยเรา เราปล่อยไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ของโลก แต่เราก็ดีแล้ว ผมคิดว่าเราควรจะมีตัวชี้วัดว่าไม่ว่า เขาจะปล่อยอย่างไรเราก็จะไม่ปล่อยเกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ของโลกดีที่สุดแล้วนะครับ
ถัดไปครับสไลด์ (Slide) สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะให้ท่านสมาชิกได้ตระหนักก็คือ คำว่าลด นี่มันไม่ได้ลดในแอบโซลูตเทอม (Absolute Term) นะครับ มันไม่ใช่ปล่อย ๑๐ ตัน แล้วพรุ่งนี้ลดเหลือ ๙ ตัน มันลดในอัตรานะครับ ที่มาของคำว่าบิซิเนส แอส ยู่สชวล (Business as Usual) สถานการณ์พื้นฐานปกตินะครับ นี่คือประเทศไทยถ้าเปึ้นบิซิเนส แอส ยูสชวล (Business as Usual) ก็จะปล่อยด้วยอัตราเพิ่มแบบเขาเรียกลิเนียร์ (Linear) ๔๕ องศานะครับ จาก ๓๔๕ เปึน ๕๐๐ เปึน ๑,๐๐๐ นะครับ ถ้าเราไม่ทําอะไรเลยก็คือ ใช้พลังงานกันอย่างเหมือนเดิม ปลูกข้าวเหมือนเดิม ใช้รถยนต์ก็เหมือนเดิม อุตสาหกรรม ก็ปล่อยของเหมือนเดิม มันก็จะเปึนแบบนี้นะครับ แล้วเราก็จะไม่เปึนประชาคมที่ดีของโลก ในรัฐบาลนี้ก็ได้มีการประกาศเจตจำนง
ในสไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ ผมขออนุญาตขอเวลาท่านประธานสักนิดหนึ่ง เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๗ ภายใต้พิธีสารเกี่ยวโตโพรโทคอล (Kyoto Protocol) ว่าเราได้ ศึกษาแล้ว เรามีองค์ความรู้และความสามารถที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก บิซิเนส แอส ยูชวล เคส (Business as Usual Case) ได้ ๗ ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ภายใน ป้ ๒๕๖๓ แล้วประเทศไทยก็ได้ไปแสดงเจตจำนงแล้วเข้าใจว่าเปึ้นประเทศที่ ๕๕ อะไร ของโลกนี่นะครับ เราจะลดได้อย่างไรจากบิซิเนส แอส ยูชวล (Business as Usual) เราก็ลด โดยการมีแผนและมีการอิมพลีเมนต์ (Implement) แผนต่าง ๆ ก็คือแผนเรื่องพลังงาน ทดแทน แผนเรื่องการอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน แผนเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) รวมทั้งแผนเรื่องขนส่งมวลชน รถไฟฟัา ๑๐ สาย รถไฟความเร็วสูงจะเปึนการเปลี่ยนโหมด ออฟ ทรานส์พอเทชัน (Mode of Transportation) จากขนคนด้วยรถเปึ้นขั้นคนด้วยร่างมันก็จะใช้ประสิทธิภาพในเรื่องการใช้พลังงานสูงนะครับ ประเทศไทยเราโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติก็ได้มีการติดตาม
ขอสไลด์(Slide) ถัดไปนะครับ ที่เราบอกว่าจะลด์มันลด์ได้จริงหรือเปล่า ประเทศไทยเราก็มีระบบติดตามตรวจสอบที่ดีนะครับ เราได้ศึกษามาแล้วว่าเราทําได้แน่ ๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะแค่ป้ที่แล้วเราก็ลดไป ๔ เปอร์เซ็นต์แล้วดังในภาพนี้นะครับ ยิ่งไปกว่านั้น ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้เรียกประชุมคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของประเทศไทย แล้วก็เห็นว่าเมื่อเรามีแผนรองรับหลาย ๆ แผนเราจะสามารถทำได้ดียิ่งไปกว่าเดิมอีกนะครับ เพราะฉะนั้นจึงเปึนที่มาที่ท่านได้ไปร่วมประชุมยูเอ็นเอฟซีซีซี (UNFCCC) คอปี ๒๑ (COP21) ที่กรุงปารีสเมื่อเดือนธันวาคม ป้ ๒๕๕๘ ก็ได้ประกาศเจตจำนงเพิ่มขึ้นไปอีก ที่เรียกว่าอินเทนเดด เนชันนัลลี ดีเทอร์มีนด์ คอนทริบิวชันส์ (Intended Nationally Determined Contributions) คือเปัาหมายอย่างมุ่งมั่นในการดำเนินงานของประเทศไทย ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คือจะลด ๒๐ ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ภายในป้ ๒๕๗๓ คือยืดไปอีก ๑๐ ป้แต่จะลดให้มากขึ้นนะครับ ซึ่งอันนี้มันจะทําได้อะไรก็สไลด์ (Slide) ถัดไป นะครับ ประเทศไทยเราก็มีแผนต่าง ๆ ขอให้เพียงว่าเราได้อิมพลีเมนต์ (Implement) แผนนั้นอย่างจริงจังเท่านั้น แผนเหล่านี้ก็มีอยู่ในรายงานของกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ผมก็คงไม่ขอพูดในรายละเอียด
โดยสรุปนะครับ ก็ขอไปสไลด์ (Slide) สุดท้ายนะครับว่า การเตรียมการ รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย มันไม่ใช่กระทรวงทำอยู่คนเดียวนะครับ มันต้องขยายองค์ความรู้ในเรื่องนี้ให้แผ่ไปในหลาย ๆ วงการ มีความตระหนัก แล้วก็ที่สำคัญ ก็คือเดินสายกลางครับ ไม่ใช่ทำแบบอียู (EU) ประเทศรวยแล้วนะครับ ทำบนหลักการของ คอมมอน บัต ดิฟเฟอเรนทิเอตเต็ด เรสพอนซิบิลิตีส์ (Common but Differentiated Responsibilities) คือรับผิดชอบร่วมกัน แต่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ มีมาตรการ มิทิเกชัน (Mitigation) มีมาตรการอะแดปเทชัน (Adaptation) มีการสร้างองค์ความรู้และ ขีดความสามารถของคนในชาติที่จะมีความตระหนักในเรื่องของโลกร้อน ซึ่งผมเห็นด้วย ที่จะยกเปึนเรื่องของวาระแห่งชาติ และที่สำคัญต้องมีระบบตรวจสอบติดตามที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่ยกเมฆนั่งอยู่บนหอคอยงาช้างคิดตัวเลขออกมา ซึ่งประเทศไทยเราก็มีระบบที่ดีนะครับ ที่เรียกว่า ถ้าเราจะเข้าไปในเรื่องนี้ต้องชินหูไว้กับคำนี้ ค่ะแพซิตี บิวดิง เมเชอริง รีพอร์ตติง เวอริไฟอิง (Capacity Building Measuring Reporting Verifying) ผมเห็นด้วยกับ การยกระดับสำนักงานดูแลเรื่องสภาพภูมิอากาศในสำนักงาน สผ. ให้มีบทบาทสูงขึ้น เพราะผมเห็นว่าเรื่องของไคลเมตเช่นจ์ (Climate Change) เรื่องของก๊าซเรือนกระจก มันไม่ใช่เรื่องของสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว มันเปึนเรื่องที่นานาประเทศย์กเปึนโกลบอลอิสชู (Global Issue) และเปึ้นเรื่องต่อรองในเรื่องของการค้า การลงทุน การต่างประเทศ ไม่โผล่ ในเวทีสิ่งแวดล้อม มาโผล่ในเวทีพลังงาน ไปโผล่ในเวทีคมนาคมได้ เพราะฉะนั้นคนของเรา ต้องมีองค์ความรู้ที่แผ่ไปทั่วทุกกระทรวง และท้ายที่สุดก็คือไม่ต้องไปเห่อไปตามฝรั่ง ในทุกเรื่อง เราทำแบบไทย ๆ คือมัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง อย่าให้การดูแลเรื่อง สิ่งแวดล้อมกระทบเศรษฐกิจการพัฒนาประเทศ แต่ไปด้วยกันกับสิ่งแวดล้อมที่สะอาด และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ขอบพระคุณครับ