รวีวรรณ ภูริเดช นำเสนอและอภิปรายประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติต่าง ๆ โดยเน้นผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ ความจำเป็นในการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5 ถึง 2 องศาเซลเซียส และบทบาทของประเทศไทยภายใต้กรอบความตกลงปารีสและอนุสัญญา UNFCCC ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเรียกร้องให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องบูรณาการนโยบายข้ามภาคส่วน โดยเฉพาะในภาคพลังงาน เกษตร และอุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุนการปรับตัวตามมาตรฐานสากลเพื่อรองรับความต้องการด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าในอนาคต
กราบเรียนท่านสมาชิก สปท. ที่ทรงเกียรตินะคะ ก่อนอื่นดิฉันขออนุญาตจะนำเสนอวิดีโอซึ่งสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับ ตัวเรื่องของกรอบอนุสัญญาความร่วมมือของประชาคมโลกในเรื่องของไคลเมตเช่นจ์ (Climate Change) สัก ๕ นาทีค่ะ ขออนุญาตนำเสนอค่ะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเป่ดวีดิทัศน์)
“สาเหตุสำคัญมาจากสภาวะโลกร้อน สภาวะโลกร้อนไม่ได้ส่งผลให้เกิด อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น ยังรวมไปถึงการเกิดภัยพิบัติอย่างน้ำท่วม พายุฝน ความแห้งแล้ง และหิมะตกที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และความแปรปรวนเหล่านี้ เรียกว่าอะไร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไคลเมตเช่นจ์ (Climate Change) มีสาเหตุ มาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้องค์ประกอบของบรรยากาศ เปลี่ยนแปลงไป โดยก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการใช้ พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil) ในการทำกิจกรรมในแต่ละวัน เช่น การคมนาคม ขั้นส่ง การผลิตไฟฟัา การผลิตสินค้า และการบริการต่าง ๆ รวมไปถึงการใช้ทรัพยากรและ สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน กิจกรรมเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของชั้นบรรยากาศกันมาจัดว่าเปึนปัญหาระดับโลกเลยทีเดียว ด้วยความตระหนักในปัญหา ที่เกิดขึ้น ในป้ พ.ศ. ๒๕๓๕ ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจึงก่อตั้งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือยู่เอ็นเอฟซีซีซี (UNFCCC) ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อร่วมกันรักษาระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศให้คงอยู่ในระดับที่ ปัองกันไม่ให้เกิดอันตรายจากการกระทำของมนุษย์ต่อระบบภูมิอากาศ และต่อมา ประเทศไทยเข้าร่วมลงนามอนุสัญญาดังกล่าวในป้ พ.ศ. ๒๕๓๗ โดยในป้ พ.ศ. ๒๕๔๐ รัฐภาคีอนุสัญญาได้บรรลุในข้อตกลงสำคัญที่เรียกว่าพิธีสารเกี่ยวโต ซึ่งกำหนดให้ กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกลง แต่นั่นยังไม่พอ เพราะพิธีสารเกี่ยวโตครอบคลุมปริมาณการลด ก๊าซเรือนกระจกเพียงปริมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกของโลก เท่านั้น ดังนั้นรัฐภาคีอนุสัญญาได้มีความพยายามที่จะแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น โดยในการ ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๒๑ หรือคอปี ๒๑ (COP21) ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้มีการรับรองความตกลงปารีส เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งเปึนความตกลงที่ทุกประเทศจะมีส่วนร่วมอย่างเปึน รูปธรรมในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมี ๓ ประเด็นหลักคือ
๑. ควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณ หภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงเกิน ๒ องศาเซลเซียส และพยายามไม่ให้เกิน ๑.๕ องศาเซลเซียส
๒. ความตกลงที่ทุกภาคีทั้งประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา มีส่วนร่วม
๓. ความตกลงปารีส เปึนการให้ภาคีนำเสนอเปัาหมายในการลด ก๊าซเรือนกระจก และการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม และเปึนไปตามศักยภาพของแต่ละประเทศ แล้วประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรจาก ความตกลงปารีส เนื่องจากประเทศไทยได้รับผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทยเปึน ๑ ใน ๑๖ ประเทศของโลกที่มีความเสี่ยงระดับสูงจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศภายใน ๓๐ ป้ ไม่ว่าจะเปึนการกัดเซาะชายฝัืงและภัยธรรมชาติต่าง ๆ ซึ่งส่งผลเสียหายต่อประชาชนและภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ดังนั้นความร่วมมือ ระดับโลกแก้ไขปัญหานี้จึงมีส่วนช่วยลดระดับความรุนแรงของผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้ลดลงได้ ปัจจุบันประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ คิดเปึนลำดับที่ ๒๑ เมื่อเทียบกับลำดับการปล่อยก๊าซของโลก แต่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต จึงควร มีการเตรียมการเพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำลง และส่งเสริมการสร้างภูมิต้านท่านและความสามารถในการฟุ๋่นตัวจากการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ และส่งเสริมการเข้าถึงกลไกสนับสนุนที่เกิดจากความตกลง ปารีส์ กลไกสนับสนุน เช่น กองทุนกรีน ไคลเมต ฟันด์ (Green Climate Fund) เปึนกองทุน ที่ให้เงินสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการแก้ไขปัญหาเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลไกสนับสนุนการพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา และกลไกสนับสนุนการสร้างเสริมศักยภาพประเทศกำลังพัฒนา ในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความตกลงปารีสยังสร้างกรอบความ ร่วมมือโดยลดผลกระทบเชิงลบ เช่น การกีดกันทางการค้าเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของ ประเทศกำลังพัฒนาให้สามารถปรับเปลี่ยนสู่มาตรฐานสากลได้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเปึนเรื่องใกล้ตัวที่มีผลกระทบกับทุกคนในโลกอย่างกว้างขวาง และหลีกเลี่ยงไม่ได้ เปึนปัญหาที่ไม่มีใครคนหนึ่งสามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง หากจำเปึน ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคนทุกภาคส่วนในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสำคัญของโลกนี้ เพื่อให้คน สัตว์ และสิ่งมีชีวิตสามารถอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนภายใต้การพัฒนาเศรษฐกิจ และการบริโภคที่เปึนมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการปล่อยคาร์บอนต่ำ และเพื่อร่วมกันดูแล รักษาโลกที่สมบูรณ์และสวยงามแห่งนี้ให้แก่ลูกหลานของเราต่อไป”
ก็เปึนวีดิทัศน์สั้น ๆ นะคะ ที่จะนําเสนอเรื่องของความเปึนมาแล้วก็กรอบข้อตกลงระหว่างประเทศของสหประชาชาติ กรอบใหม่ที่เรียกว่าตัวข้อตกลงปารีส หรือว่าปารีสอะกรีเมนต์ (Paris Agreement) นะคะ ซึ่งอันนี้ถือว่าเปึนไมล์สโตน (Milestone) ที่สำคัญในช่วงยุคสมัยอันนี้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ ป้ที่แล้วนะคะ เพราะหากติดตามเรื่องนี้จะทราบว่าตัวปารีสอะกรีเมนต์ (Paris Agreement) กว่าจะคลอดได้เมื่อเดือนธันวาคมป้ที่แล้วนี่ใช้เวลาเจรจาต่อรองร่วมกันภายใต้เวทีของ ยูเอ็นเอฟซีซีซี (UNFCCC) หรือสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถึง ๘ ป้เต็ม เพราะว่าจริง ๆ แล้วเปึนข้อตกลงที่อยู่ใต้อัมเบรลลา (Umbrella) ของอนุสัญญา ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มันเปึนข้อตกลงเสริมนะคะ เช่นเดียวกับกลไก ของเคพี (KP) หรือว่าเกี่ยวโตโพรโทคอล (Kyoto Protocol) ซึ่งจริง ๆ แล้วเกี่ยวโต โปรโตคอล (Kyoto Protocol) อย่างที่นำเสนอในวิดีทัศน์ครอบคลุมและกำหนดเปัาหมาย แค่อีมิสชัน (Emission) ของกรีนเฮาส์แก๊ส (Greenhouse Gas) แค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของ ทั้งโลกเท่านั้นเอง ซึ่งตัวเกี่ยวโตโพรโทคอล (Kyoto Protocol) นี้ข้อตกลงลูกของอนุสัญญา กรอบใหญ่อเมริกาก็ไม่เข้านะคะ ประเทศยักษ์ใหญ่ก็ไม่เข้านะคะตอนนั้น เพราะฉะนั้นหาก เอ็นฟอร์ซ์ (Enforce) เคพี (KP) เกี่ยวโต (Kyoto) ได้มากเท่าไร ก็ได้แค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น เพราะว่ากำหนดแค่ป (Cap) เฉพาะเปัาหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ พัฒนาแล้วเท่านั้น แต่ข้อตกลงใหม่ของอันนี้หรือปารีสอะกรีเมนต์ (Paris Agreement) จะพลิกโฉมแล้วก็เปลี่ยนแปลงไป จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างและประเทศไทยต้องทำ อะไร เราต้องทําอะไรนี่จะขออนุญาตนําเสนอต่อไปนะคะ
ขออนุญาตไปสไลด์ (Slide) แรก ขออนุญาตแค่ปเจอร์ (Capture) สาระ สำคัญของตัวปารีสอะกรีเมนต์ (Paris Agreement) อีกครั้งหนึ่งนะคะ เปัาหมายหลักของตัว ปารีสอะกรีเมนต์ (Paris Agreement) ก็คือแคปเจอร์ (Capture) อุณหภูมิของโลกไม่ให้ สูงเกิน ๒ องศาเซลเซียส หรือมีแอมบิเชียสโกลส์ (Ambitious Goals) ที่มากกว่าเดิมก็คือ ๑.๕ องศาเซลเซียส และกำหนดใครบ้างล่ะที่จะมีหน้าที่ในการลดตัวการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกอันนี้นะคะ ก็กําหนดไว้ว่ามันจะมีผลบังคับใช้เมื่อมี ๕๕ อย่างน้อย ๕๕ ประเทศทั่วโลกที่คัฟเวอร์ (Cover) อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ปารีสอะกรีเมนต์ (Paris Agreement) ถึงจะมีผลบังคับใช้ เดี๋ยวดิฉันจะนำมาเสนอตัวเลข ต่อไปว่าตอนนี้มีกี่ประเทศที่แรทิไฟ (Ratify) หรือว่าเข้าร่วมเปึนภาคีสมาชิกแล้ว และอีกอย่างหนึ่งก็คือสอดคล้องกับแนวนโยบายของประเทศไทยอย่างไรบ้างนะคะ
สไลด์ (Slide) ถัดไปจะเห็นว่าตัวของไคลเมตเช่นจ์ (Climate Change) เปึนหนึ่งในตัวเปัาหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือที่เรียกว่าซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) ซึ่งให้ความสำคัญเรื่องของไคลเมตเช่นจ์ (Climate Change) เปึนโกลส์ (Goals) หนึ่งของเอสดีจี (SDGs) หรือว่า ซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) ในเปัาหมายที่ ๑๓ นะคะ จริง ๆ เอสดีจี (SDGs) มีหลายเรื่องนะคะ แต่ว่าให้ความสำคัญเรื่องไคลเมตเช่นจ์ (Climate Change) ด้วยนะคะ อันนี้ก็จะสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน
กราฟถัดไปจะเห็นว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยเปึนอย่างไร จะเห็นว่าเนื่องจากเรามีการพัฒนา เราเปึนประเทศกําลังพัฒนาจะเห็นว่าอัตรา การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยกราฟับนสีน้ำเงินนะคะ ก็จะเห็นว่า กราฟสีแดงเราหักลบนะคะ หากเรารักษาป์า ป์าเปึนแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจกก็จะเห็นว่า ถ้าน้ำพื้นที่ป์ามาคิดด้วยก็คือเส้นสีแดงนี่สามารถจะดูดซับก๊าซเรือนกระจก
ถัดไปอย่างที่ท่านประธานได้นำเสนอแล้วว่าตัวกรีนเฮาส์แก๊ส (Greenhouse Gas) นี่เขาคิดจากอะไรบ้าง อันนี้ก็เปึนกรอบรูปแบบแพต่เทิร์น (Pattern) ที่ทั่วโลกจะต้องส่ง ตัวเลขนี้ร่วมกันทุก ๒ ป้ต้องมีการทำรายงานแห่งชาติเสนอจากประเทศภาคีสมาชิก เพื่อเอาไปรวมที่สหประชาชาติของฝ์ายเลขาเพื่อคำนวณว่าปัจจุบันนี้โลกเรามีก๊าซ เรือนกระจกเท่าไรแล้ว ก็จะมีก๊าซ ๖ ตัว แต่ว่าตัวที่สำคัญที่ดิฉันอยากจะนำมาเสนอนอกจาก คาร์บอนได้ออกไซด์ที่เรารู้กันอยู่แล้วว่าลดคาร์บอนต่ำ ลดคาร์บอนนี่ตัวอื่น ๆ มีอีกนะคะ เช่น ตัวที่ ๒ คือ มีเทน มีเทน มีความรุนแรงกว่าคาร์บอนได้ออกไซด์ถึง ๒๘ เท่า มีเทน เกิดจากการหมักและย่อยสลายสารอินทรีย์ ถ้าพูดอย่างนี้ท่านนึกถึงอะไรคะ เดี๋ยวเรามาดูว่า เราปล่อยอะไรจากเซกเตอร์ (Sector) มีเทน ก็คือภาคเกษตรของเรานะคะ ก็คือภาคปศุสัตว์ วิธีการปลูกข้าวที่เราให้มีน้ำขังในแปลงน่าเหล่านี้ก่อให้เกิดมีเทนค่อนข้างมาก แล้วจะมี ผลกระทบอะไรกับเรา ต่อไปเราจะถูกให้ชี้แจงตัวนี้จะถูกกีดกันทางการค้าหรือไม่ อันนี้ เราต้องอะแวร์ (Aware) เพราะว่าเปึนข้อตกลงหลักที่ทั่วโลกจะพยายามเอ็นฟอร์ซ์ (Enforce) กันมากขึ้น เพราะฉะนั้นมีเทนคือตัวสำคัญ แล้วเราอยู่เซกเตอร์ (Sector) เกษตรนี่มีเทน เปึ้นเรื่องที่เราต้องพยายามหาวิธีการจัดการที่ดีเพื่อลดมันด้วยนะคะ ส่วนตัวอื่น ๆ เช่น ไนตรัสออกไซด์ (Nitrous Oxide) หรือเอ็นทูโอ (N2O) ก็คือปุิยเคมีเหมือนกัน ชาร์ต (Chart) ที่แล้วจะเห็นว่าปุิยก็ก่อให้เกิดตัวโลกร้อนถึง ๒๖๕ เท่านะคะ แล้วก็ก๊าซตัว ๔ ๕ ๖ นี่เปึน เอชเอฟซี (HFC) เอชเอฟซี (HFC) ก็คือตัวเอฟแก๊ส (F-gas)เอฟแก๊ส (F-gas) นี่มากกว่า คาร์บอนได้ออกไซด์เปึนหมื่นเท่า ตั้งแต่หมื่นกว่าเท่าถึงสองหมื่นกว่าเท่านะคะ เอฟแก๊ส (F-gas) นี่ใช้อุตสาหกรรมในการทำความเย็น ซึ่งประเทศไทยเปึนผู้ส่งออกแอร์ (Air Condition) ตู้เย็น อุตสาหกรรมทำความเย็นต่าง ๆ นี่ใช้สารคูแลนต์ (Coolant) จากเหล่านี้ เพราะฉะนั้น เราปรับตัวเองด้วยว่าหากเราจะต้องส่งของเข้าเอ็นเทอร์ (Enter) ตลาดยุโรปซึ่งเขามีมาตรฐานสูง ๆ ในการไม่รับสารพวกนี้ อีกหน่อยเราจะค้าขายใครได้ หากเราไม่ปรับตัว เราบอกว่าเราไม่ปรับ มาตรฐานเราจะใช้ผลิตภัณฑ์เหมือนเดิม แล้วเขาจะซื้อเราไหม เขาก็ไม่ได้กีดกัน แต่เขาบอกว่า ถ้าไม่ได้มาตรฐานเขานี่เขาก็ไม่รับซื้อนะคะ ก็จะทําให้เราขายของในตลาดที่เขาหรือประเทศ ที่เขาเข้มข้นมีโพลิซี (Policy) ในเรื่องของลดโลกร้อนเยอะ ๆ นี่เราก็ทำได้ยากนะคะ ตลาดเราก็แคบลงเรื่อย ๆ โดยถูกกดดันสิ่งเหล่านี้นะคะ
ถัดไปนะคะ หากมาดูว่าเซกเตอร์ (Sector) หรือว่ากิจกรรมของไทยที่ปล่อย ก๊าซเรือนกระจกมาก ๆ นี่คืออะไร เพื่อหลังจากที่เราทราบแล้วเราจะได้กำหนดแนวนโยบาย ที่ถูกต้องที่จะไปแอตแทก (Attack) หรือว่าลดจากภาคส่วนเหล่านั้นได้ชัดเจนนะคะ ขออนุญาต ดูที่วงกลมทางขวามือก่อนนะคะ วงกลมใหญ่ ตัวสีน้ำเงินมากที่สุดถึงประมาณ ๗๕ เปอร์เซ็นต์นี้ ก็คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเซกเตอร์ (Sector) พลังงานก็จะเห็นว่าพลังงานนี่ ปล่อยมากที่สุดคัฟเวอร์ (Cover) จากการปล่อยของไทย คิดประมาณ ๗๓ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันก็ฟอร์ค่าสต์ (Forecast) ก็จะขึ้นถึงประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ในป้ ๒๐๓๐ นะคะ เซกเตอร์ (Sector) สีแดงถัดไปก็คือภาคเซกเตอร์ (Sector) เกษตรนะคะ คิดเปึนปริมาณ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ เซกเตอร์ (Sector) อื่น ๆ ก็อุตสาหกรรมแล้วก็เวสต์ (Waste) ของเสีย หากดูในเซกเตอร์ (Sector) ของสีน้ำเงิน ส่องดูละเอียดอีกครั้งหนึ่งในกราฟซ้ายมือด้านล่างก็จะเห็นว่าภาคพลังงานที่ปล่อยมาก ก็คือโซน (Zone) สีเขียวก็คือการผลิตไฟฟัา ซึ่งจากโรงไฟฟัาต่าง ๆ นั่นเอง การผลิตการใช้ เชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil) ฟอสซิล (Fossil) ในที่นี้ก็เช่น น้ำมันดีเซล ถ่านหิน หรือแม้กระทั่ง แก๊สธรรมชาติเหล่านี้ก็ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกเช่นเดียวกันก็คือโซน (Zone) สีเขียว ถัดไป ในเซกเตอร์ (Sector) พลังงานมาอันดับ ๒ ก็คือภาคขนส่ง ก็จะเห็นว่าลอสต์ (Lost) ในรถยนต์ การเปลี่ยนพลังงานกับเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil) ไปขับเคลื่อนรถยนต์จริง ๆ ประสิทธิภาพต่ํานะคะ ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง การเอาน้ํามันมาเผ่านี่นะคะ เพื่อใช้ในรถยนต์ การขนส่งก็ก่อให้เกิดคิดเปึนเปอร์เซ็นต์เทจ (Percentage) ประมาณ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ส่วนในเซกเตอร์ (Sector) เกษตรมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นในเซกเตอร์ (Sector) เกษตรของเราอยู่ในกราฟซ้ายมืออันบนนะคะ ในโซน (Zone) สีแดงนี่เซกเตอร์ (Sector) เกษตรที่ปล่อยมากก็คือการปลูกข้าว ก็คือสีเขียวนะคะ การปลูกข้าวก็ขึ้นอยู่กับวิธีการปลูก ของไทยอย่างที่ดิฉันได้กราบเรียนมาแล้วว่าการปลูกข้าวนี่เราแช่น้ำขังแล้วก็มีการใช้สารเคมี ค่อนข้างเยอะเหล่านี้เวลามันมีเฟอร์เมนเทชัน (Fermentation) นี่ก็เกิดมีเทนก็เปึนเรื่องที่เรา จะต้องยอมรับแล้วหาวิธีศึกษาวิจัยที่จะพัฒนาในส่วนตรงนี้ อันสีแดงก็คือปศุสัตว์ ปุิยจาก ไนตรัส (Nitrous) ก็คือเกิดมาจากปุิยเกิดมาจากมูลสัตว์ แม้กระทั่งสูตรอาหารสัตว์นี่เราต้องคิดนะคะ เพราะคนบอกว่าการที่สัตว์ วัวควาย คอนซูม (Consume) อาหารแล้วมันเรออย่างนี้มันก็คือก๊าซมีเทน เพราะฉะนั้นการศึกษาวิจัย ที่จะทำให้สัตว์ย่อยสลายแล้วหมักอาหารในกระเพาะของมันแล้วก็มีแก๊สน้อย ๆ ก็เปึนเรื่องที่ หลายประเทศค้นคว้าศึกษา โดยเฉพาะประเทศที่เกษตรนำเหมือนกับเรา เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เขาก็คิดเรื่องนี้ค่อนข้างเยอะที่จะมินิไมซ์ (Minimize) ผลกระทบตรงนี้นะคะ
ถัดไปก็จะเห็นว่าประเทศไทยเปึนกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงในเรื่องนี้มาก จะเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอยู่ในโซน (Zone) สีแดงเข้มนะคะ แอคคอร์ดดิง ทู (According to) รายงานของโลกนะคะ เราไม่ได้จัดจ์ (Judge) เองนะคะ แต่ว่าเขาจัดจ์ (Judge) เราว่าเราเปึนประเทศอยู่ในโซน (Zone) สีแดงเข้มที่มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ แต่ว่าอะแวร์เนส (Awareness) ของไทยในเรื่องนี้คิดว่าแล้วจะทําอะไรได้ มันเปึนเรื่องไกลตัวช่างมัน จริง ๆ มันเปึนเรื่องใหญ่มากนะคะ ผลกระทบกับภาคส่วนต่าง ๆ ดิฉันขอยกตัวอย่างสั้น ๆ ที่เห็นชัดเจนก็คือเรื่องของเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร หรือว่าเรื่องของฟูัดซีเคียวริตี (Food Security) นั่นเองนะคะ ไม่ว่าเราปลูกข้าวแบบเดิม พันธุ์ข้าวที่เซนซิทิฟ (Sensitive) กับลักษณะภูมิอากาศ เกสรไม่ออก รวงข้าวไม่ออก เมล็ดพันธุ์ลีบ ใช้น้ำเยอะ เหล่านี้เปึนเรื่องอิมแพกต์ (Impact) ของการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศที่มีผลต่อเซกเตอร์ (Sector) เกษตรทั้งนั้น เรื่องของความแห้งแล้ง เรื่องของ ภัยธรรมชาติ แม้กระทั่งเซกเตอร์ (Sector) ของการท่องเที่ยว เช่น มีปรากฏการณ์ที่ฝนตก ฤดูกาลเปลี่ยนแปลง รายได้จากการท่องเที่ยวก็เปลี่ยน หลายประเทศก็ประสบปัญหา อย่างเช่น ประเทศที่เคยมีเรื่องของสกีรีสอร์ต (Ski Resort) ปรากฏว่าหิมะไม่มีอะไรอย่างนี้ รายได้จากเซกเตอร์ (Sector) ท่องเที่ยวก็หด ของเราก็เช่นเดียวกันนะคะ เราก็อาจจะต้องดู เรื่องของการกัดเซาะ เรื่องของชายฝัืง เหล่านี้เปึนต้น เรื่องของการสาธารณสุขที่มีการระบาด ของไข้หวัดนก หรือว่าเรื่องของพาหะที่ยุ่งน้ำมา โรคต่าง ๆ ที่เกิดจากยุง โรคต่าง ๆ ที่เปึนโรค อุบัติใหม่เหล่านี้เกิดจากสภาพภูมิอากาศที่อาจจะอากาศร้อนยาวนานนะคะ ก็ทำให้ยุงมีชีวิต ที่ยาวนานขึ้นมันก็ส่งผลกระทบกับการสาธารณสุข หรือว่าฮีตสโตรก (Heatstroke) อย่างที่อาจารย์หมอ ท่านประธานได้พูดถึงเรื่องของร้อน แล้วก็มีปัญหาเรื่องฮีตสโตรก (Heatstroke) เหล่านี้ โรคจากความร้อนนะคะ แล้วก็เรื่องของรีเซตเทิลเมนต์ (Resettlement) โดยเฉพาะโซน (Zone) ผู้อยู่อาศัยที่อยู่แนวชายฝัืงที่อาจจะได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ ก็ชัดเจนนะคะ
ถัดไปนะคะ ขออนุญาตไปสไลด์ (Slide) ที่ท่านนายก็ได้ไปประกาศตัวเลข ในการลดก๊าซเรือนกระจกของไทย เรามีเปัาหมายแล้วนะคะ หลายท่านยังไม่ทราบว่าประเทศไทย มีเปัาหมายในการลดด้วยหรือ จะเห็นว่าท่านได้ไปประกาศตัวเลขที่นิวยอร์กป้ที่แล้วนะคะ บอกว่าภายในป้ ๒๐๓๐ ท่านคอมมิต (Commit) ว่าประเทศไทยจะลดก๊าซเรือนกระจกลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์จากการปล่อยปีกติ เราจะเห็นว่าการปล่อยปีกติในป้ ๒๐๒๐ เราขึ้นไปถึง ๕๕๕ ล้านตันคาร์บอนนะคะ แต่ท่านคอมมิต (Commit) ว่าเราจะลงถึงแค่ ๔๔๔ โดยเมเชอร์ (Measure) ต่าง ๆ ที่ท่านจะต้องมาแบบกําหนดว่าทําอะไรได้บ้าง ทําอะไรไม่ได้บ้าง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปัจจุบันถัดไปนะคะก็จะมีการประชุมที่นิวยอร์กอีกครั้งหนึ่งในอาทิตย์หน้า วันที่ ๑๘ กันยายน คืออาทิตย์หน้าท่านนายกรัฐมนตรีจะไปลงนามจะไปแร่ทิไฟ (Ratify) แล้ว นะคะ ก็เปึนข่าวใหญ่ว่าประเทศไทยจะให้สัตยาบันต่อปารีสอะกรีเมนต์ (Paris Agreement) ในการประชุมยูเอ็น เจเนอรัล แอสเซมบลี (UN General Assembly) ของอาทิตย์หน้าที่จะจัด ขึ้นที่นิวยอร์กนะคะ ซึ่งทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็เร่งรัด วันนี้ก็มีการเข้า ครม. ในเรื่องนี้แล้วก็จะเสนอ สนช. ต่อไปในการพิจารณาตัวบทกฎหมายของข้อตกลง ปารีสอะกรีเมนต์ (Paris Agreement) ซึ่งท่านนายกก็จะไปประกาศในที่ประชุมประมาณ วันที่ ๒๑ กันยายน ดิฉันขอนำเสนอตัวเลขนิดหนึ่งในตารางนะคะ พอดีในสไลด์ (Slide) ไม่มี เพราะว่าเพิ่งอัปเดต (Update) ก็จะเห็นว่าปัจจุบันตัวปารีสอะกรีเมนต์ (Paris Agreement) พูดไว้ว่าจะมีผลบังคับใช้เมื่อ ๕๕ ประเทศทั่วโลกทําการแรทิไฟ (Ratify) และคัฟเวอร์ (Cover) ๕๕ เปอร์เซ็นต์ของการบ่อยกรีนเฮาส์แก๊ส (Greenhouse Gas) ทั่วโลกนะคะ ไม่ใช่ ประเทศเล็ก ๆ แร่ทิไฟ (Ratify) แล้วจะออน (On) ไม่ใช่นะคะ เพราะฉะนั้นต้องคัฟเวอร์ (Cover) การปล่อยกรีนเฮาส์แก๊ส (Greenhouse Gas) ๕๕ เปอร์เซ็นต์ โดยอย่างน้อย ๕๕ ประเทศ เข้าร่วม ปัจจุบันเปึนอย่างไรบ้างค่ะ เราได้แทร็กกิง (Tracking) ว่ามีใครแรทิไฟ (Ratify) แล้วบ้างนะคะมีประเทศที่แรทิไฟ (Ratify) แล้วทั้งหมดตอนนี้ ๒๗ ประเทศ มีประเทศ ยักษ์ใหญ่ที่เราอ่านตามข่าวก็คืออเมริกา อเมริกาแรทิไฟ (Ratify) เรียบร้อยแล้วนะคะ จีนนะคะ ตอนนี้จีนน้ำหน้าอเมริกาแล้วนะคะเปึนผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดของโลก คือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก จีนแรทิไฟ (Ratify) เข้าร่วมปารีสอะกรีเมนต์ (Paris Agreement) แล้วนะคะ จีน อเมริกา รัสเซียกำลังดำเนินการ อียู (EU) เข้าแน่ แต่อียู (EU) ประกอบด้วยภาคีสมาชิกต้อง ๒๒ ประเทศ เพราะฉะนั้นเขาต้องทํากระบวนการในประเทศ ใช้เวลาอาจไม่ทันป้นี้ แต่ว่าอียู (EU) ก็มีคัฟเวอร์ (Cover) การปล่อย ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ญี่ปุ์นก็จะเข้า ญี่ปุ์น คัฟเวอร์อิมิสชัน (Cover Emission) ๓.๗๙ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ของไทยเอง หากไทยเข้าร่วม ประเทศไทยก็มีการปล่อยประมาณ .๖ เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลกก็ถือว่า เยอะนะคะ เพราะจริง ๆ หลายประเทศก็แค่จุดกว่าน้อยกว่าไทยอีกนะคะ ก็จะเห็นว่า หากรวมกันแล้วไม่ต้องรอถึงป้ ๒๐๒๐ หรอกค่ะ ตัวปารีสอะกรีเมนต์ (Paris Agreement) น่าจะมีผลบังคับใช้เร็วกว่ากําหนด เพราะคลุมเกิน ๕๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ ๕๕ ประเทศ ไปเรียบร้อยแล้ว ใกล้แล้วนะคะตอนนี้ประมาณ ๓๙ เปอร์เซ็นต์เข้าไปแล้วยังไม่ได้นับไทย ถ้านับไทยก็ ๔๐ นับอียู (EU) ก็อีก ๑๒ ก็ ๕๒ นับญี่ปุ์น รัสเซียก็คือจบแล้ว ก็คือมีผลบังคับใช้ แน่นอน ทีนี้ประเทศไทยต้องทำอะไร ตัวปารีสอะกรีเมนต์ (Paris Agreement) มีผลบังคับ ใช้แล้ว และเราก็มาดูว่าปัญหาและข้อจำกัดในปัจจุบันนี้มีอะไร ดิฉันขอสรุปสั้น ๆ เพื่อเปึน การประหยัดเวลาของเพื่อนสมาชิก ข้อจำกัดในปัจจุบันจะเห็นว่าหลายกระทรวงคิดว่าเรื่องนี้ ไม่ใช่แมนเดต (Mandate) ของตัวเอง เปึนแมนเดต (Mandate) ของกระทรวงทรัพยากร เปึ้นเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่ดิฉันขอกราบเรียนว่าเราเปึนปลายทางนะคะ สิ่งแวดล้อมเปึน ผู้รับผลกระทบ แต่ว่าเซกเตอร์ (Sector) ของเรียลเซกเตอร์ (Real Sector) ที่เปึนผู้ผลิต และใช้พลังงาน กิจกรรมต่าง ๆ นี่แหละต้องช่วยในการทำโครงการต่าง ๆ หรือว่าการทำ แนวนโยบายที่ลดโลกร้อนนะคะ จะเห็นว่าทำอย่างไรที่จะให้เกิดการบูรณาการข้ามกระทรวง แล้วก็ขอให้เรื่องนี้เปึนวาระแห่งชาติ ปัจจุบันนี้กฎหมายหรือว่าส่วนราชการที่ให้เอกชน รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนี้ก็ยังไม่มีนะคะ เปึนการขอความร่วมมือเปึนการเก็บ ข้อมูลทางอ้อม เพื่อนำมาคำนวณตัวบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยเท่านั้น เพราะฉะนั้นในข้อเสนอปฏิรูปนี้ดิฉันขออนุญาตสรุปเปึ้นสั้น ๆ ได้ ๗ ข้อว่าเสนออะไร
ข้อที่ ๑ ก็คือขอให้มีการกำหนดเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเปึน วาระแห่งชาติ แล้วก็อยู่ในแนวยุทธศาสตร์ระยะยาวด้วย เพราะอันนี้เปึนเรื่องของต้องมีการ ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี ต้องมีการลงทุน ต้องมีการใส่เงิน ต้องมีเรื่องของเสริมสร้างศักยภาพ ภาคเอกชนให้เข้าใจแล้วหาเม็ดเงินมาซัปพอร์ต (Support) ในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี ก็เปึนเรื่องที่ต้องใส่ในยุทธศาสตร์ ๒๐ ป้ หรือยาวกว่านั้นด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้ขนาด อนุสัญญาเองยังพูดถึงเปัาหมายที่ ๒๐๓๐ เข้าไปแล้วนะคะ ก็จะเห็นว่าเปึ้นเรื่องของ การทำงานระยะยาวต่อเนื่องนะคะ
เรื่องที่ ๑ ก็คือขอให้เปึนวาระแห่งชาติ แล้วก็มีการบูรณาการระหว่าง กระทรวงต่าง ๆ ให้มากขึ้น อยากให้ทุกกระทรวงถือว่าในเรื่องของไคลเมตเช่นจ์ (Climate Change) นี้เปึนแมนเดต (Mandate) ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม แต่กระทรวงเดียวก็จะทำไม่ได้ แม้กระทั่งลงไปสู่ภาคปฏิบัติในระดับจังหวัดแล้วก็ ท้องถิ่นในทุกกิจกรรมนะคะ จะต้องมีแนวคิดเรื่องของควบคุมในเรื่องของการปล่อยก๊าซหรือ ลดโลกร้อนด้วยนะคะ ก็ขอให้มีการทำศึกษาศักยภาพถึงแม้เปั้าหมายตอนนี้เราพินพอยต์ (Pinpoint) ไปในเซกเตอร์ (Sector) ของพลังงานและขนส่ง อย่างไรก็ตามเซกเตอร์ (Sector) เกษตรนี้มาเปึนอันดับ ๒ และเราเปึ้นผู้ส่งออก เราเมเจอร์ (Major) ของประชาชน ที่ยากจนอยู่เซกเตอร์ (Sector) นี้นะคะ อาจจะต้องกำหนดแนววิธีปฏิบัติที่ดีเพื่อร่วมลด โลกร้อน มีเปัาหมายจากเซกเตอร์ (Sector) เกษตรที่ชัดเจนด้วยนะคะ
ถัดไปนะคะในเรื่องของเปัาหมายที่ประเทศไทยคอมมิต (Commit) ไว้แล้ว ๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่ท่านนายก็ได้เคยไปประกาศที่นิวยอร์กป้ที่แล้วนี่นะคะ ก็อยากให้มีมาตรการ ที่ชัดเจนไม่ใช่เปัาหมายลอย ๆ แล้วก็รอวัดดวงว่าจะได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ อันนี้ก็จาก การคำนวณมีการศึกษาเอามาตรการต่าง ๆ นี้มาคำนวณว่ามาตรการอะไรที่ช่วยในการลด ก๊าซเรือนกระจกได้ ก็จะเห็นว่าแจกแจ้งเปึ้นดังนี้นะคะ ใน ๒๐ เปอร์เซ็นต์คิดว่า ๕ เปอร์เซ็นต์มาจากภาคการผลิตไฟฟัาได้โดยที่ไม่ยากนัก เช่น มาตรการเปลี่ยน เพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟัาอันเก่าจะเห็นว่าโรงไฟฟัาที่หมดอายุ หากเลือกใช้เทคโนโลยี ที่ถูกต้องก็ได้มา เขาเรียกว่าสเปก (Spec) หรือว่าเอฟฟ่เชียนซี (Efficiency) ประสิทธิภาพ ที่ดีขึ้นก็ได้แล้วส่วนหนึ่ง แล้วก็การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนไม่ว่าจะเปึนพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ต่าง ๆ ก็ต้องทำอย่างเต็มที่มีสัดส่วนแชร์ในตรงนี้ให้มากขึ้น รวมทั้งต้องลงทุนเรื่องสมาร์ตกริด(Smart Grid) คู่กันไปหากทำเรื่องพลังงานหมุนเวียน แต่ว่าไม่มีกริดไลน์ (Grid Line) ให้ฟ้ด์ (Feed) เข้าระบบใหญ่ หรือว่าสวิตชิง (Switching) ได้รวดเร็วก็ไม่มีประโยชน์ที่จะทำพลังงานหมุนเวียน เพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟัา แล้วก็ในเรื่อง ของโรงไฟฟัาดิฉันคิดว่าเราต้องอะแวร์ (Aware) อย่างนี้นะคะ วันซ์ (Once) เราเลือกชนิด ของโรงไฟฟัา เทคโนโลยีนี้มันจะล็อกอิน (Log in) อยู่กับเราตลอดอายุของโรงไฟฟัา หากเราเลือกผิด เราเลือกชนิดที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ๆ เราก็ต้องต่อสู้กับมัน เราก็ต้อง ใช้ของมันไปจน ๓๐ ป้ ยกตัวอย่างเช่น ดิฉันก็ไม่อยากจะพูดถึงในกรณีของถ่านหินซึ่งต่อสู้ ลุยกันมากว่าเราจะจัมปี (Jump) ไปถึงตรงนั้นหรือเปล่า เราคำนึงถึงเรื่องนี้หรือยัง ก็อยากจะ ให้ทุกภาคส่วนคำนึงถึงตรงนี้ด้วยว่าวันซ์ (Once) เลือกเทคโนโลยีแล้วมันจะเกิดเทคโนโลยี ที่ล็อกอิน (Log in) ไปถึง ๓๐ ป้ตามอายุของโรงไฟฟัา เราก็ทำอะไรมันไม่ได้ เพราะเชื้อเพลิง มันกำหนดชนิดของโรงไฟฟัา เพราะฉะนั้นต้องอะวอยด์ (Avoid) ตรงนี้ให้มากที่สุด แล้วจะเลือกอะไรต้องตัดสินใจ ณ วันนี้ โดยคำนึงถึงเรื่องผลกระทบต่อไคลเมตเช่นจ์ (Climate Change) ด้วย
ถัดไปในเรื่องของคมนาคม เราพูดกันมากเรื่องของรถอิเล็กทริกวิฮิเคิล (Electric Vehicle) รถไฟฟัา อันนี้ทําไมบ้างคนเขาบอกว่ารถไฟฟัาก็ต้องเอาไฟฟัาจาก โรงไฟฟัาอยู่ดี มันจะต่างกับรถธรรมดาที่ใช้น้ำมันดีเซลอย่างไร ดิฉันขอกราบเรียนอย่างนี้ว่า ทำไมทั่วโลกเขามูฟ (Move) มาที่รถไฟฟัาที่ใช้พลังงานไฟฟัาแทนที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจาก โรงไฟฟัาที่ผลิตไฟฟัาประสิทธิภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจุบันนี้ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ โรงไฟฟัา จากเชื้อเพลิงเปลี่ยนเปึนพลังงานไฟฟัาประสิทธิภาพดีมาก แต่รถยนต์ที่เติมน้ำมัน เราเอาน้ำมันมาเผา เอฟฟ่เชียนซี (Efficiency) มันประมาณแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น การที่จะสวิตชิง (Switching) จากรถที่ใช้น้ำมันทั่วไปมาเปึนพลังงานฟอสซิล (Fossil) มาใช้รถจากไฟฟัาที่เสียบปลั๊ก (Plug) แล้วชาร์จ (Charge) แบตเตอรี่มันดีกว่า มันช่วยลด โลกร้อนไปแล้ว เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเขามูฟ (Move) ไปตลอด เขาถึงมูฟ (Move) ว่ารถทั่ว ๆ ไปจะหายไป ต่อไปนี้ตลาดของรถยนต์ก็คือรถไฟฟัา แล้วเทคโนโลยีใหม่จะเข้ามาสวม อันนี้ขอยกตัวอย่างว่าเราต้องคิดเรื่องนี้ เราเปึนผู้ส่งออก รถที่สำคัญเหมือนกัน รถกระบะ รถอะไรอย่างนี้เราเปึนผู้ส่งออก ตลาดเราจะหายไหม ก็อยากจะให้ดูตรงนี้ เพราะฉะนั้นภาคคมนาคมขนส่งที่รัฐบาลทำเรื่องระบบราง ไม่ว่าทางไกล ทางคู่ รถไฟฟัาในกรุงเทพฯ จะช่วยอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ที่จะลดโลกร้อนได้ ถ้าเราปฏิบัติ ตามมาตรการเหล่านี้อย่างจริงจัง ภาคครัวเรือนอาจจะได้น้อยหน่อย ได้ .๔ เพราะว่า ภาคครัวเรือนในป้ก็ของไฟฟั้าในครัวเรือนเราจัดอยู่ในกล่องของหมวดไฟฟั้าไปแล้ว ภาคครัวเรือนเหลื่อมาตรการค่อนข้างน้อย เพราะว่าเราแยกในเรื่องของไฟฟั้าในครัวเรือนนี้ ไปอยู่ในหมวดของการผลิตไฟฟัาด้วยเพื่อไม่ให้นับซ้ำ
ภาคอุตสาหกรรมก็สำคัญ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SMEs) เขาต้องตื่นตัว ไม่อย่างนั้นก็มูฟ (Move) ไม่ทัน โดยเฉพาะแรงงานที่มีประสิทธิภาพ หากเทคโนโลยีมันดี แต่แรงงานทำไม่เปึนก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นดิฉันขอกราบเรียนอีกครั้งหนึ่งว่า มันโยงกันว่าทำไมมันถึงเปึนหน้าที่ของทุกกระทรวง แม้กระทั่งกระทรวงแรงงานยังเกี่ยวเลย ว่าจะหาแรงงานฝ้มือ หรือที่เรียกว่ากรีนจ็อบ (Green Job) มาซัปพอร์ต (Support) กิจกรรมเหล่านี้ได้อย่างไร ก็เปึนเรื่องที่ทุกกระทรวงจะต้องดำเนินการร่วมกัน แม้กระทั่ง การวางผังเมืองที่มีประสิทธิภาพก็จะลดเรื่องของรถติด แล้วก็ช่วยในเรื่องของคุมลดโลกร้อน ได้ด้วย เพราะฉะนั้นจึงเปึนหน้าที่ของประเทศไทยที่ต้องคิดอาร์แอนด์ดี (R&D) ในเรื่องของการผลิต ที่มีวิธีการที่ดีขึ้น้อย่างที่ได้กราบเรียนมาแล้ว ใช้น้ำน้อยลงด้วย การที่จะปล่อยน้ำแช่ในนาข้าวนี่ หากเราเปลี่ยนวิธีให้มีการเดรน (Drain) หรือว่าขังจำนวนเดือนน้อยลงเหล่านี้ก็จะใช้น้ำ น้อยลง ใช้ปุิยเคมีน้อยลง แล้วผลผลิตของเราก็เปึ้นที่ยอมรับออกสู่ตลาดโลกที่เขาคำนึงถึง เรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ปศุสัตว์เช่นเดียวกัน ก็ต้องคิดสูตรอาหารสัตว์ที่มัน ไม่เกิดแก๊สให้สัตว์เรอมากมายอย่างนี้นะคะ ฟังหลายท่านก็ขำแต่มันก็เปึ้นเรื่องจริงนะคะว่า มันมีการคิดสูตรหลาย ๆ สูตร เหล่านี้ก็เปึนกระบวนการที่จำเปึนนะคะ
ส่วนในเรื่องของการปรับตัวนะคะ เซกเตอร์ (Sector) ที่แล้วพูดถึงเรื่องของ การลดที่คอมมิต (Commit) จากภาคส่วนต่าง ๆ ส่วนในเรื่องของการปรับนี้ตัวดิฉันขอ พิน (Pin) ไปที่เรื่องของเซกเตอร์ (Sector) เกษตรเช่นเดียวกัน เพราะเปึนเซกเตอร์ (Sector) ที่สำคัญของไทยว่าทำอย่างไรให้เขาพร้อมรับมือต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น รัฐบาลจะต้องเน้นเรื่องของทำระบบเออร์ลี วอร์นนิง ซิสเต็ม (Early Warning System) หรือว่าระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือว่ามีการทำแผนที่เรียกว่า การปรับตัวนะคะ มีเรื่องของทั้งในเรื่องเกษตรและสาธารณสุข โรคอุบัติใหม่ เราจะนิ่งนอนใจ ไม่ได้ โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากความร้อน โรคที่เกิดจากยุ่งซึ่งแพร่พันธุ์ได้ดี อย่างนี้เปึนต้น การที่ประเทศไทยอาจจะต้องพิจารณาในการจัดตั้งกองทุนการปรับตัวเพื่อฟ้ด (Feed) ให้กับ เอสเอ็มอี (SMEs) หรือว่าเซกเตอร์ (Sector) เกษตรหรือสาธารณสุขที่ต้องใช้เงิน เหล่านี้ ต้องใช้เงิน เราเสนอให้รัฐบาลตั้งกองทุนที่เรียกว่าอะแดปเทชันฟันด์ (Adaptation Fund) เพื่อให้ภาคส่วนต่าง ๆ มาแทป (Tap) แล้วก็เอาเงินเหล่านี้ไปใช้ในเรื่องของการปรับตัวด้วยนะคะ
ถัดไปก็คือในเรื่องของกรอบกฎหมายแล้วก็วิธีการติดตามตรวจสอบหรือ เครื่องมือต่าง ๆ อันนี้ก็เปึนเรื่องจำเปึน อาจจะต้องมีการกำหนดกฎหมายแล้วก็เครื่องมือ เพื่อให้เกิดการรายงานข้อมูล เนื่องจากหากเราเข้าร่วมเปึนภาคีสมาชิกของปารีสอะกรีเมนต์ (Paris Agreement) แล้วนี่เรามีภาระหน้าที่ที่ต้องรายงานตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ของไทยทุก ๒ ป้ ทั่วโลกก็จะเห็น ตัวบัญชีก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ต้องคำนวณมาจากตัวเลขจริง มีกิจกรรมประเภทต่าง ๆ ทั้งพลังงาน ขนส่ง อุตสาหกรรม ขยะ น้ำเสียต่าง ๆ ต้องรายงาน เข้ามาเพื่อเอามาคำนวณ เหมือนบัญชีจีดีพี (GDP) นี่ละค่ะ แต่ว่าฐานข้อมูลใหญ่กว่าเยอะ เพราะว่ามีการทำเท็มเพลต (Template) เอาไว้ให้ทุกประเทศนี่รายงานมากกว่า ๑๐๐ กว่า แอกทิวิตี (Activity) เพื่อเอามาคำนวณ แต่ว่าประเทศไทยยังขาดตัวระเบียบหรือข้อกำหนด ที่ให้เอกชนจะต้องรายงานตัวนี้ ซึ่งในอนาคตหากเราต้องมีการดำเนินงาน ยกระดับการรายงาน ขึ้นมานี่เราจะต้องมีฐานข้อมูลตัวนี้ที่ทันสมัย มีการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ไม่ว่าจะ สร้างถนน ท่าเรือ และอื่น ๆ สนามบิน ต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศด้วย ไม่ใช่ตั้งไปแล้วน้ำท่วม ไม่ใช่ตั้งไปแล้วไม่ใช่อยู่ในโลเคชัน (Location) ที่ดี เพราะฉะนั้นในการลงทุนการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐนี่หลาย ๆ ประเทศเขาใช้เครื่องมือที่เรียกว่า ไคลเมตเช่นจ์ เบเนฟ่ต อะนาลิซิส (Climate Change Benefit Analysis) อันนี้มีวิธีการ เปึนคู่มือที่ชัดเจนที่ทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มอียู (EU) เขาเรคอมเมนด์ (Recommend) ให้ใช้ นอกจากใช้เบเนฟ่ต แอนด์ คอสต์ เรโช (Benefit and Cost Ratio) ในการคำนวณ ไออาร์อาร์ (IRR) เหมือนที่เราคำนวณทั่ว ๆ ไปในเชิงเศรษฐศาสตร์ เขามีอีกตัวหนึ่งก็คือ ซีซีบีเอ (CCBA) หรือว่าไคลเมตเช่นจ์ เบเนฟ่ต อะนาลิซิส (Climate Change Benefit Analysis) เขาจะแอด อ่อน ฟังก์ชัน (Add on Function) ที่เอามาคิดในเรื่องของไคลเมตเช่นจ์ (Climate Change) ด้วย เพราะฉะนั้น ๒ โครงการที่เปึนยักษ์ใหญ่ ๒ โครงการใหญ่ เหมือนกัน อาจจะมีเบเนฟ่ต แอนด์ คอสต์ เรโช (Benefit and Cost Ratio) หรือไออาร์อาร์ (IRR) เท่ากัน แต่หากคิดถึงประโยชน์ในเรื่องของไคลเมตเช่นจ์ (Climate Change) ด้วยแล้ว อีกโครงการหนึ่งจะมีความชัดเจนมากกว่าอีกโครงการหนึ่ง มีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น หลายประเทศการลงทุนของรัฐเขาคํานึงถึงปัจจัยตัวนี้ด้วย ก็คิดว่าเปึนเครื่องมือที่แม้กระทั่ง กระทรวงการคลังจะต้องเอามาคิดเรื่องของภาษีต่าง ๆ ด้วย ปัจจุบันนี้กระทรวงการคลัง ดิฉันก็ขอบคุณนะคะว่าเขาก็ไม่ได้ละเลยในเรื่องของไคลเมตเช่นจ์ (Climate Change) จะเห็นว่ารถยนต์ใหม่ ๆ ตั้งแต่ต้นป้นี้คำนวณภาษีจากอัตราการปล่อยก๊าซ คาร์บอนได้ออกไซด์แล้ว เพราะฉะนั้นเราซื้อรถนี่เราจ่ายภาษีตามการปล่อยแล้วนะคะ ก็เปึนความร่วมมือระหว่างกระทรวงที่มีการมูฟ (Move) ไปข้างหน้าด้วยกันนะคะ
ถัดไปหมวดของงบประมาณ งบประมาณแผ่นดินหรือพับบลิกไฟแนนซ์ (Public Finance) นี่สำคัญนะคะ เพราะว่ารัฐบางโครงการอาจจะต้องลีด (Lead) ในเรื่องนี้จะต้องมีหมวด งบประมาณเรื่องไคลเมตเช่นจ์ (Climate Change) ให้ชัดเจนเพื่อให้กระทรวงต่าง ๆ นี่เขามีรูม (Room) มีช่องที่จะมาข้อ แล้วก็วางแผนระบบต่าง ๆ เช่น ระบบประกันภัยพืชผล เรื่องของ ความเสี่ยง เรื่องของภูมิอากาศเหล่านี้นะคะ ก็ต้องเอามาคิดด้วยนะคะ
ถัดไปก็คือเรื่องที่ ๖ ก็คือสร้างความตระหนักรู้ อันนี้เปึ้นเรื่องสำคัญว่า หลายท่านไม่รู้เรื่องว่าจะทําอะไรกันอย่างไร ไคลเมตเช่นจ์ (Climate Change) คืออะไร เปึ้นเรื่องไกลตัว โลกจะร้อนก็ไม่เกี่ยวกับเราอะไรอย่างนี้นะคะ ก็คงจะต้องเร่งที่จะสร้าง ความตระหนักรู้ สร้างองค์ความรู้ให้กับภาคเอกชน ภาคประชาชนในเรื่องนี้ให้มากขึ้น
สุดท้ายก็คือโครงสร้างองค์กรและกลไกในการจัดการ หากเราและทั่วโลก ให้ความสำคัญเรื่องนี้ คิดว่าองค์กรที่เปึนอยู่ตอนนี้มีภารกิจค่อนข้างมาก เราเสนอให้มีการ สเตรงเทน (Strengthen) หรือเสริมสร้างศักยภาพของสำนักงานประสานการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ เพราะว่ามีภารกิจที่ค่อนข้างเยอะนะคะ แล้วก็ในส่วนของที่มเจรจา ดิฉันคิดว่ามันเปึนเรื่องยากที่กระทรวงทรัพยากรทำงานด้านเทคนิค แต่ไม่มีสกิล (Skill) ด้านการเจรจา เราจึงขอเสนอว่าให้มีหัวหน้าที่มเจรจาที่เปึนนักการทูตมาประจําหรือว่ามีทูต เรื่องไคลเมตเช่นจ์ (Climate Change) มีชีฟออฟฟ่ซเซอร์ (Chief Officer) ทางด้าน ไคลเมตเช่นจ์ (Climate Change) เพื่อใช้ในเวทีนิโกชิเอต (Negotiate) ในเวทีต่าง ๆ นะคะ ตอนนี้เราก็ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศอยู่นะคะ แต่ว่าเราไม่ได้มีตำแหน่งที่เปึนหัวหน้า คณะเจรจาว่าด้วยเรื่องไคลเมตเช่นจ์ (Climate Change) เปึนการเฉพาะ ก็จึงขอเสนอให้ ประเทศไทยนี้ควรถึงเวลาแล้วที่มีน่าจะมีเฮด (Head) ในเรื่องของไคลเมตเช่นจ์ ออฟฟ่เซอร์ (Climate Change Officer) ที่เปึนนักการทูตที่ครีม (Cream) ในเรื่องนี้ เพราะว่ามันเจรจา กันเข้มข้นนะคะ ต่อไปนี้ก็จะโยงไปถึงเรื่องของการค้าการลงทุน แม้กระทั่งเรื่องของการบิน เชื่อไหมว่าไม่ว่าจะเปึนสายการบินหรือเดินเรือตอนนี้มันก็ถูกล่ากเข้ามาในเวทีการเจรจาด้วย นะคะ โมเดล (Model) ใหม่ ๆ ของเครื่องบิน หากเราไม่เข้าสแตนดาร์ด (Standard) ในเรื่องของ คาร์บอนต่ำ เราไม่สามารถที่จะบินเข้าบางประเทศได้ที่เขาสทริกต์ (Strict) เพราะฉะนั้นไม่ว่า เปึ้นเรื่องของมาริไทม์ (Maritime) หรือว่าเรื่องของไอเคโอ (ICAO) เขากระโดดเข้ามา จะมีมาตรฐานในเรื่องของโลกร้อนด้วย เพราะจะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวเปึ้นเรื่องที่ต้อง ซีเรียส (Serious) ให้มากขึ้น แล้วเปึนเรื่องที่ใช้สกิล (Skill) ของการเจรจาสูงมาก บวกกับทีม เทคนิคที่ต้องไปอีแวลูเอต (Evaluate) แล้วก็มีแบ็กอัป (Backup) ข้อมูลที่เฟ่ร์ม (Firm) ว่าอะไรดี อะไรไม่ดีกับประเทศไทยนะคะ ดิฉันก็ขออนุญาตสรุปเท่านี้นะคะ เปึ้นเรื่องของ ข้อเสนอของกรรมาธิการในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ