คำนูณ สิทธิสมาน หารือประเด็นจริยธรรมของผู้บริหารพรรคการเมืองจากการอภิปรายก่อนหน้า พร้อมเสนอให้กรรมาธิการพิจารณาต่อ โดยเน้นให้ขยายมาตรฐานจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 ให้ครอบคลุมทั้งบุคคลในบัญชีรายชื่อที่อาจถูกเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีและผู้บริหารพรรคการเมือง รวมถึงให้บรรจุมาตรการดังกล่าวไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อปิดช่องว่างการกำกับดูแล
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะกรรมาธิการ นะครับ ที่จะอภิปรายต่อไปนี้ไม่ใช่จะอภิปรายคัดค้านกรรมาธิการนะครับ แต่ว่าจะอภิปราย เสริมจากเมื่อวานนี้ในประเด็นที่ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศท่านอาจารย์ ถวิลวดี บุรีกุล ได้ตั้งคำถามถึงประเด็นจริยธรรมของผู้บริหารพรรคการเมืองว่าควรจะเขียนไว้ หรือไม่ อย่างไร กระผมกลับไปคิดดูแล้วจนกระทั่งถึงเช้าวันนี้แม้ว่าจะยังไม่ตกผลึกเต็มที่ นะครับ แต่ขออนุญาตเสนอกรรมาธิการให้ช่วยนำไปคิดต่อ แล้วก็เสนอต่อท่านสมาชิก ใน ๒ ประเด็นดังต่อไปนี้ครับ
กระผมเห็นว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับรอการประกาศใช้เดือนพฤศจิกายนนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งอยู่ประการหนึ่ง ก็คือกำหนดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมที่จะบังคับใช้ แก่ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ รวมทั้งบังคับใช้แก่ผู้ดํารงตําแหน่ง ส.ส. ส.ว. และรัฐมนตรีนะครับ ซึ่งมาตรฐานทางจริยธรรมนี้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระจะต้อง ร่วมกันร่างและให้บังคับใช้ภายใน ๑ ป้นับตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้บังคับนะครับ โดยร่างรัฐธรรมนูญนั้นกำหนดบังคับไว้ชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนะครับ ในมาตรา ๒๗๖ ในบทเฉพาะกาลนะครับ ก็คือว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระนั้นกระทําไม่เสร็จ ภายใน ๑ ป้ก็ให้พ้นจากตำแหน่งไปทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นภายใน ๑ ป้หลังจากรัฐธรรมนูญ บังคับใช้นั้นเราจะมีมาตรฐานทางจริยธรรมที่ใช้บังคับแก่ผู้ดํารงตําแหน่งทั้งในองค์กรอิสระ และตําแหน่งทางการเมืองนะครับ แน่นอน ทีนี้กระผมเห็นว่าจะเปึ้นไปได้ไหมครับว่าเราจะ เขียนในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองไว้ว่า ผู้บริหารพรรคการเมืองนั้น ก็จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ตามมาตรา ๒๑๙ ประกอบมาตรา ๒๗๖ นี้ด้วย ประเด็นนี้มันจะมีข้อพิจารณาอยู่ ๒ ประการด้วยกันก็คือว่า ในทางสนับสนุนก็คือว่า ก็เปึนการมีมาตรฐานทางจริยธรรมที่เข้มข้นที่นำไปใช้แก่ผู้บริหารพรรคการเมืองด้วย แต่ข้อย้อนแย้งซึ่งท่านสมาชิกจะต้องตัดสินใจและทางกรรมาธิการจะต้องตัดสินใจก็คือว่า ผู้บริหารพรรคการเมืองนั้นเขายังไม่ได้เข้ามาดํารงตําแหน่งในอํานาจรัฐ เขาสมควรหรือไม่ ที่จะต้องถูกบังคับด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมอันนี้นะครับ อันนี้ก็เปึนข้อเสนอประการที่ ๑ ที่ผมยังไม่ตกผลึก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ค่อนข้างจะเห็นไปในทางว่าถ้าจะให้เข้มข้น แล้วก็ควรที่จะให้กำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่า ผู้บริหารพรรคการเมืองจะต้องอยู่ในบังคับของมาตรฐานทางจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ ด้วย นี่ประเด็นที่ ๑ นะครับ
แต่อีกประเด็นหนึ่งกระผมเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งและกระผมค่อนข้าง ตกผลึก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้วว่าจำเปึ้นที่จะต้องเพิ่มเติมในรายงานก็คือว่า ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมาตรการที่บัญญัติขึ้นเปึ้นครั้งแรกในโลกนะครับถึงเรื่องที่มาของ นายกรัฐมนตรี ท่านคงจะทราบดีนะครับว่าผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเปึนนายกรัฐมนตรีนั้น พรรคการเมืองมีสิทธิเสนอต่อ กกต. ในวันสมัครรับเลือกตั้งพรรคละไม่เกิน ๓ ชื่อ และรายชื่อ ที่จะเอฟเฟกทิฟ (Effective) อยู่ก็คือต้องเปึนรายชื่อของพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา ไม่ต่ำกว่า ๒๕ คน และรายชื่อนี้จะยังคงอยู่ต่อไปตลอดอายุสมัยของสภาผู้แทนราษฎรชุดนั้นไม่ว่าจะมีการเลือก นายกรัฐมนตรีกี่ครั้งก็ตาม ทีนี้ผู้มีบัญชีรายชื่อตามมาตรา ๘๘ ที่พรรคการเมืองเสนอต่อ กกต. นั้นนี่ เขาเปึนแคนดิเดต (Candidate) หรือเปึนว่าที่นายกรัฐมนตรีที่อาจจะถูกเสนอได้ แต่เขาไม่ใช่รัฐมนตรี เขาไม่ใช่ ส.ส. เขาไม่ใช่ ส.ว. เพราะฉะนั้นคนในบัญชีรายชื่อตาม มาตรา ๘๘ นั้นนี่ก็ไม่ได้อยู่ในบังคับของมาตรฐานทางจริยธรรมตามมาตรา ๒๑๙ กระผม เห็นว่าเขาควรจะต้องอยู่ในบังคับของมาตรฐานทางจริยธรรมตามมาตรา ๒๑๙ ด้วย แม้ว่า เขาจะยังไม่ได้ดำรงตําแหน่งทางการเมือง แต่เขาเปึนแคนดิเดต (Candidate) หรือเปึนว่าที่ บุคคลที่อาจจะได้รับเสนอชื่อเปึนนายกรัฐมนตรีในตลอดสมัยของสภาผู้แทนราษฎรชุดนั้น เพราะฉะนั้นถ้าจะนํามาตรการนี้ ถ้าท่านกรรมาธิการจะพิจารณานี่นํามาตรการนี้ไปบรรจุไว้ ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ก็น่าจะเปึนประโยชน์ครับ เพราะไม่เช่นนั้นนี่นะครับ ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรีนี่ถูกบังคับให้อยู่ภายใต้มาตรฐานทางจริยธรรม แล้วถ้าไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมหรือฝ์าฝ๋นอย่างร้ายแรงนี่นะครับ ก็จะต้องถูก ดำเนินการโดย ป.ป.ช. และศาลฎีกาตามมาตรา ๒๓๕ ขออนุญาตไม่อ่านนะครับ แต่คราวนี้ บุคคลที่จะเปึนว่าที่เบอร์หนึ่งของประเทศนี่นะครับ ที่อยู่ในบัญชีตามมาตรา ๘๘ ซึ่งคํานวณแล้ว ก็คงจะมีประมาณ ๑๐ กว่าคนนี่นะครับ เขาจะหลุดจากมาตรฐานทางจริยธรรมอันนี้ไปเลย กระผมเห็นว่าเราควรจะอุดช่องว่างนี้ โดยไปบรรจุไว้เปึนมาตรการในกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ก็ขอเสนอ ๒ มาตรการคือว่าให้บุคคล ๒ กลุ่มนี้จะต้องมาอยู่ ภายใต้มาตรฐานทางจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ ด้วย กลุ่มแรกก็คือผู้บริหาร พรรคการเมือง กลุ่มที่ ๒ ก็คือบุคคลผู้มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อตามมาตรา ๘๘ ที่จะเปึน ว่าที่นายกรัฐมนตรีในตลอดสมัยของสภาผู้แทนราษฎรชุดนั้น ส่วนรายละเอียดนั้นนี่ก็คงมี ความพิสดารกันไป เพราะว่าก็อาจจะถามต่อไปได้ว่าแล้วถ้าเขาไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมหรือฝ์าฝ๋นมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงนี่นะครับ เขาจะถูกดำเนินการ ตามมาตรา ๒๓๕ คือ ป.ป.ช. เปึ้นผู้ทําสํานวน แล้วก็ส่งไปยังศาลฎีกา ย้ํานะครับศาลฎีกา ปกตินี่นะครับ ให้ชี้ว่าเขากระทำผิดมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงได้หรือไม่ ในกรณี ที่บุคคลทั้ง ๒ กลุ่มนี้เขาไม่ได้เปึน ส.ส. ไม่ได้เปึน ส.ว. ไม่ได้เปึ้นรัฐมนตรี อันนี้เปึ้นประเด็น ที่ตั้งแต่ก่อนเป่ดประชุมวันนี้ผมก็นั่งคิดอยู่แล้วก็ได้พยายามสอบถามผู้รู้ทางกฎหมายนี่ ท่านก็ให้ความเห็นมาว่ามันก็อาจจะมีทางทําได้ ก็คือนําไปเขียนไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพราะว่าในอนุมาตราของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กระผมเข้าใจว่าน่าจะเปึนมาตรา ๒๓๔ หรือก่อนหน้านั้นนี่นะครับ ก็จะมีอนุมาตราหนึ่งที่บอกว่า กรณีอื่น ๆ ที่รัฐธรรมนูญและ กฎหมายบัญญัติไว้ ก็ฝากทั้งกรรมาธิการแล้วก็ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกทั้งหลาย พิจารณาด้วยว่าสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องเผชิญหน้าต่อไปหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ภายใน ๑ ป้ ก็คือมาตรฐานทางจริยธรรมที่มีบทลงโทษอย่างเข้มข้น สมควรหรือไม่ที่จะใช้มาตรฐานทาง จริยธรรมนี้ที่บังคับใช้แก่ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ และ ส.ส. ส.ว. และรัฐมนตรีกับบุคคลอีก ๒ กลุ่มด้วย กลุ่มแรกก็คือผู้บริหารพรรคการเมือง กลุ่มที่ ๒ ก็คือ ผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน