อลงกรณ์ พลบุตร หารือประเด็นการห้ามผู้สมัครและ ส.ส. บริจาคเงินในงานประเพณี เพื่อลดต้นทุนทางการเมืองและส่งเสริมประชาธิปไตยแบบต้นทุนต่ำ โดยเสนอว่าประชาชนต้องการเกียรติยศมากกว่าเงิน และเชื่อว่าแนวทางนี้สามารถดำเนินการได้จริงหากมีการประกาศอย่างชัดเจน พร้อมเสนอให้ กกต. จัดหลักสูตรอบรมผู้สมัครทุกระดับเพื่อยกระดับคุณภาพนักการเมืองและเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่นิติบัญญัติและการตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตย ไม่ใช่การกีดกันผู้สมัคร
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เมื่อวานนี้ได้มีการแสดง ความคิดเห็นบางประเด็นที่แตกต่างกันระหว่างรายงานของคณะกรรมาธิการและความเห็น ของสมาชิกบางท่าน และผมเห็นว่าจะขออนุญาตที่จะแสดงความเห็นเพื่อแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ ในฐานะที่อยู่ในแวดวงการเมืองมา ๒๐ กว่าป้นะครับ แล้วก็ผ่านการเลือกตั้ง มาหลายครั้ง นั่นคือในข้อเสนอที่ว่าด้วยการกำหนดให้มีมาตรการบังคับใช้กฎหมาย อย่างจริงจัง ในการห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้งและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบริจาคช่วยงาน ตามประเพณีต่าง ๆ เช่น งานศพ งานอุปสมบท งานมงคลสมรส ภายในเขตเลือกตั้งของตน แต่ไม่ห้ามบุคคลดังกล่าวไปร่วมงานพิธีต่าง ๆ ทั้งนี้จะต้องมีการประกาศให้ประชาชน ได้รับทราบถึงมาตรการดังกล่าวโดยทั่วถึง ประเด็นนี้ก็มีข้อโต้แย้งว่าจะปฏิบัติได้จริงหรือไม่ สําหรับความเห็นของกระผมนั้นคิดว่าตามข้อเท็จจริงที่ผ่านมา ข้อบังคับดังกล่าวนั้นได้มีการ ปฏิบัติอยู่แล้วหลังจากที่มีพระราชกฤษฎีกากําหนดการเลือกตั้ง ซึ่งก็ได้มีการปฏิบัติ โดยเคร่งครัด แล้ว กกต. ก็ทำหน้าที่ในการกำกับควบคุมเพื่อไม่ให้มีการละเมิด ประเด็นดังกล่าวนั้นเปึ้นเรื่องซึ่งผมเห็นด้วยตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ทั้งนี้เพราะว่า หลักของการปฏิรูปการเมืองครั้งนี้ต้องการที่จะให้มีประชาธิปไตยที่เปึนต้นทุนต่ํา ต้องการให้ พรรคการเมืองต้นทุนต่ำ ส.ส. ต้นทุนต่ำ แล้วก็ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้นทุนต่ำ รายจ่ายสำคัญ ประการหนึ่งก็คือรายจ่ายทางด้านของสังคมครับ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน ไม่น้อยมีการใช้จ่ายเดือนหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาทขั้นต่ำ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนใหญ่ก็จะเปึนรายจ่ายทางด้านสังคมในการออกงานต่าง ๆ เพราะฉะนั้นประเด็นดังกล่าวนั้นจึงเปึนประเด็นสําคัญมากในการที่เราจะสร้างมาตรฐาน ของการดำรงตําแหน่งก็ดี หรือการสมัครรับเลือกตั้งก็ดี ด้วยการที่จะถือเปึ้นข้อห้าม แนวทาง ดังกล่าวนั้นก็เพียงแต่ขยายจากเดิมที่จะต้องถือปฏิบัติแนวทางดังกล่าว หลังจาก มีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งแล้ว ก็ให้เปึ้นไปทุกวันครับ ซึ่งเชื่อว่าด้วยมาตรการ ดังกล่าวนั้นจะทำให้นักการเมืองของเรานั้นมีต้นทุนต่ำ และนักการเมืองต้องสังกัด พรรคการเมือง พรรคการเมืองก็จะมีต้นทุนต่ำตามไปด้วย หลักการโลว์คอสต์เดโมเครซี (Low-cost Democracy) หรือว่าหลักประชาธิปไตยต้นทุนต่ำก็จะเกิดขึ้นเปึ้นจริงในส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกันประชาชนก็จะได้รู้ว่าสถานะของความเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี หรือผู้ที่ประสงค์ลงสมัครจะเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดีนั้นมีข้อกำหนดเปึนกฎหมาย ห้ามไว้เช่นนี้ แต่ทั้งนี้ก็มิได้ห้ามในการที่จะไปร่วมงาน โดยประสบการณ์ของความเปึนจริง การเปึ้นผู้แทนมา ๖ สมัยนะครับ ก็เห็นว่าโดยแท้ที่จริงประชาชนไม่ได้มาคาดหวังเงิน ๕๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท ที่ไปช่วยงาน เขาต้องการเกียรติจากการที่ผู้แทน ของเขาได้ไปร่วมงาน ก็เฉกเช่นเดียวกับเวลาที่เราได้เชิญผู้มาเปึนประธานหรือมาเปึนเจ้าภาพ ในงานพระราชทานเพลิงศ์พ หรืองานสวดอภิธรรมศ์พก็ดี หรือแม้แต่งานแต่งงานก็ไม่ได้ หวังว่าจะเห็นเปึ้นเงินเปึ้นทอง แต่ว่าเห็นในเรื่องของการได้รับเกียรติจากผู้ที่มีตำแหน่ง มียศถาบรรดาศักดิ์มา นั่นคือความคิดเห็นของชาวบ้าน แต่เนื่องจากว่าเปึนประเพณี ของการที่เมื่อเชิญมาก็ไป แต่ไปแล้วก็ต้องมีการมอบเงินช่วยงานดังกล่าว ซึ่งเปึนภาระ อย่างยิ่งครับ ถ้าหากว่าในส่วนนี้สามารถปฏิบัติได้ และผมเชื่อว่าปฏิบัติได้เพราะว่าเราได้ปฏิบัติ มาแล้วในช่วงที่เปึนช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง ก็ขยายไปทุกวัน อันนี้จะช่วยได้มาก
ประการที่ ๒ คือเรื่องของการจัดหลักสูตรอบรมผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ความจริงก็ควรจะทุกระดับนะครับ มี ส.ส. ต่อไปถ้ามีเรื่องของการเลือกตั้งในทุกระดับอื่น ๆ ก็ควรกำหนดหลักเกณฑ์นี้ไว้ด้วยก็คือการที่จะต้องให้ผ่านหลักสูตรการฝ๊กอบรมหรือพัฒนา โดย กกต. เปึนผู้ดำเนินการนะครับ ตอนที่ผมได้รับเลือกตั้งเปึ้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ผมจบรัฐศาสตร์นะครับ แต่การเปึ้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น หน้าที่หลักก็คือการทำหน้าที่ฝ์ายนิติบัญญัติ คือการตรากฎหมาย ประการที่ ๒ คือการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อเข้ามา วันแรกในสภาสิ่งที่เราได้พบก็คือเราไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านั้นเลย แต่ผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะกี่สมัยกี่พรรษาจะมีสถานะเท่ากันหมดครับ ๑ เสียง ๑ โหวตในสภาที่จะผ่าน ความเห็นชอบในเรื่องของกฎหมายก็ดี หรือการให้ความเห็นชอบในเรื่องของงบประมาณ แผ่นดินก็ดี หรือการทำหน้าที่ในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินก็ดี จะถือว่า มีสถานะเท่ากันต้องทำหน้าที่เสมอเหมือนกัน ดังนั้นการที่ให้ผู้สมัครได้เข้าหลักสูตรจะเปึน ประโยชน์กับการพัฒนาประชาธิปไตย การพัฒนาคุณภาพของบุคลากรทางการเมืองของ ประเทศนะครับ แล้วก็ตรงนี้ผมก็เห็นว่าเรื่องของการจัดดําเนินการดังกล่าวไม่ใช่เปึนการ ไปป่ดกั้น แต่เปึนการเสริมสร้างคุณภาพของบุคลากรทางการเมือง อันนี้ก็เปึ้นประสบการณ์ ที่แม้เราจะผ่านการทำงานมาแล้ว แต่ว่าพอจะต้องทำหน้าที่ในส่วนของความเปึ้นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรนั้นก็เหมือนจะยังไม่มีประสบการณ์และความรู้เพียงพอ โครงสร้าง การบริหารราชการแผ่นดินในกระทรวง ทบวง กรม ก็ดี โครงสร้างงบประมาณแผ่นดิน โครงสร้างของกฎหมายที่สำคัญ สิ่งเหล่านี้ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งก็เปึ้นบุคคลธรรมดาประชาชน คนทั่วไปนั่นละครับ การทํามาหากินไม่ได้มีความรู้เปึนการเฉพาะเรื่องนี้ แต่เมื่อจะเข้ามาสู่ การเปึ้นผู้แทนราษฎรจะเปึนตัวแทนของปวงชนชาวไทย ผมคิดว่าการเสริมสร้างคุณภาพ เปึ้นเรื่องที่สําคัญ แล้วเราก็จะได้คุณภาพของนักการเมืองที่ดีสมเจตนารมณ์ของการปฏิรูป การเมืองครับ ก็เลยฝากประเด็นดังกล่าวให้ทางกรรมาธิการไปพิจารณานะครับ ก็ขอกราบขอบคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสในการแสดงความคิดเห็นครับ