นิกร จำนง ชี้แจงการเปลี่ยนแปลงท่าทีในการลงคะแนน โดยยืนยันการสนับสนุนข้อเสนอของกรรมาธิการเพื่อรักษานโยบายพรรคและหลักประชาธิปไตย แม้จะมีบางประเด็นที่ไม่เห็นด้วย เช่น การให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง การบังคับใช้สิทธิเลือกตั้ง และการอบรมนักการเมืองที่อาจจำกัดสิทธิผู้สมัครหน้าใหม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เป็นธรรมในกฎหมายลูกที่อ้างอิงกฎหมายเก่า และแสดงความกังวลต่อโทษปรับสูงเกินสมดุล รวมถึงการระบุชื่อ คสช. ที่อาจก่อผลเสีย แต่โดยรวมเห็นควรรับร่างกฎหมายดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสีย โดยขอแถลงจุดยืนเพื่อการบันทึกไว้
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗๙ เมื่อวานนี้ท่านสมาชิกได้เสนอว่าอยากจะฟัง ความเห็นของกรรมาธิการ ผมได้เรียนในที่ประชุมไปเมื่อวานนี้ ผมคิดว่าผมจะเปลี่ยนใจคือ มันมีหลายประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วย ผมก็คิดว่าจะลงคะแนนแบบงดออกเสียง ทีนี้ผมมาคิดดูแล้ว ในฐานะที่ผมเปึนกรรมาธิการอยู่ด้วยคงจะไม่เหมาะ แล้วอีกอย่างหนึ่งรายละเอียดในประเด็น ที่เสนอมีอยู่เปึ้นจำนวนมากที่ผมช่วยเขียนมาเองแล้วผมเห็นด้วย มีเพียงบางประเด็น เท่านั้นเองที่ผมไม่เห็นด้วยนะครับ ดังนั้นผมเองยังมีสถานะเปึนตัวแทนพรรคการเมือง และนักการเมืองที่นั่งอยู่ในกรรมาธิการ ประเด็นที่ผมพูดขึ้นมาวันก่อนว่า เหมือนผมเปึ้น หัวหลักหัวต่อ หมายความว่าพรรคการเมืองที่อยู่ข้างเดียวกับผมที่เปึนตัวแทนเขานี่ ถ้าผมไม่แสดงความเห็นบ้างมันก็ไม่ดี ดังนั้นผมคิดว่าทางออกที่เหมาะสมก็คือว่า ผมจะดีเฟนด์ (Defend) ประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วยและผมจะโหวตรับ เพราะว่าข้อเสนอ ทั้งหลายมันมีข้อดีมากกว่าไม่ดี เพียงแต่ย้ำว่าเรื่องนี้ผมเองในเชิงทำนองว่าเหมือนกับเปึน เสียงข้างน้อยคล้าย ๆ อย่างนั้นก็จะเปึนการเหมาะสมจะได้บันทึกไว้ว่าท่าที่ในฐานะที่ผมเปึน นักการเมือง ทำงานอยู่พรรคการเมือง ผมมีความเห็นอย่างนี้ แต่ว่าเวลาประชุมแล้วนี่ ผมเคารพเสียงข้างมากในกรรมาธิการ นี่เปึนหลักประชาธิปไตยที่เหมาะสม ดังนั้นผมก็เลย จะขอทบทวนเล็กน้อยนะครับ ขอท่านประธานว่าเมื่อวานท่านเฉลิมชัยบอกว่าให้แสดง ความเห็นให้ประจักษ์ไว้ก็จะเปึ้นเรื่องดีในการพิจารณา
ประเด็นแรกนี่นะครับ เกี่ยวกับข้อเสนอในชุดแรกก็คือว่าที่เขียนว่า ให้กระทรวงมหาดไทยมาจัดการเลือกตั้งนี่นะครับ ผมแย้งตั้งแต่คราวที่แล้วแต่ตอนหลัง กรรมาธิการได้เปลี่ยนมาเปึนว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดหรือดำเนินการให้ กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง แต่ประเด็นนี้ผมก็ยังให้ความเห็นเมื่อวานนี้ว่ามันจะ คลุมเครือว่ามันจะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตรงนี้ผมยังไม่เห็นด้วย เพียงแต่อยากจะให้มี ความเห็นว่าอาจจะต้องเพิ่มหน่วยอื่นเข้าไปด้วย คือไม่ใช่ถ้าเปึนอย่างนี้ชี้ไปที่มหาดไทย อย่างเดียวก็เปึนการไม่เหมาะสม ผมยั่งยืนตรงนี้นะครับต่อประเด็นนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็จะโหวตให้
ประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องการใช้สิทธิ เรื่องนี้ที่ข้อ ๑ ได้ระบุว่าการไม่ไปใช้สิทธิ เราจะเพิ่มโทษการตัดสิทธิทางการเมืองกับประชาชนบางอย่าง ตรงนี้เขียนไว้ ผมเรียนว่า ตอนที่เอาเรื่องนี้เข้ามา ผมจำไม่ได้ช่วงนั้นช่วงป้ ๒๕๓๒ นะครับ ป้ ๒๕๓๒ นี่เรื่องนี้คุยกันที่บ้านพิษณุโลก มีท่านอาจารย์บวรศักดิ์เปึนคนเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา ผมอยู่ในที่มนั้นด้วยหมายถึงว่าอยู่ในคณะทำงาน ผมไม่เห็นด้วยขัดแย้งกันพอสมควร คือผมมีความเห็นว่าสิทธิในการเลือกตั้งเปึนของประชาชนโดยแท้ การที่เราไปบังคับให้เปึ้นหน้าที่ และไปตัดสิทธิเข้าเปึนการไม่สมควร ซึ่งในครั้งนั้นฝ์ายที่คิดจะทําเปึ้นบังคับว่าการใช้สิทธิ เปึ้นหน้าที่ได้บอกว่ามันจะทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะว่าถ้าบังคับให้ทุกคน ไปใช้สิทธิแล้วการซื้อสิทธิขายเสียงจะหายไป ก็มีการโหวตกันแก้รัฐธรรมนูญตอนนั้น ผมยืนยันว่าไม่น่าจะเปึนจริง แล้วขณะนี้ก็เปึนตามนั้นก็คือแม้ว่าเราจะมีการบังคับโหวตแล้ว การซื้อสิทธิขายเสียงก็ยังอยู่ไม่ได้หายไปตามความเห็นนั้น ผมก็เลยถ้าจะเขียนเพิ่มโทษ ประชาชนอีกผมไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะผมเห็นว่าไปจำกัดสิทธิของประชาชนเขา ประชาชนเขาควรจะมีสิทธิที่จะไม่ไปก็ได้นะครับ ไม่ใช่เราไปบังคับให้เปึนหน้าที่ เปึ้นสิทธิ ที่จะไม่ไป การไปตัดสิทธิเขาผมไม่เห็นด้วยตั้งแต่เมื่อ ๒๐ กว่าป้ที่แล้ว ปัจจุบันผมก็ยัง ไม่เห็นด้วยเปึนการยืนตรงนี้ไว้นะครับ
ประเด็นต่อไปเรื่องระบบการตรวจสอบภาคประชาชน ในนี้บอกว่าให้แนะนำต้น ต่อสาธารณะไม่น้อยกว่า ๑ ป้นะครับ แล้วก็ในกรณีการยุบไม่ต้องนะครับ แล้วก็ผู้สมัคร ต้องร่วมอบรมหลักสูตร ผมเปึนกรรมการหลักสูตรของ กกต. อยู่ขณะนี้นะครับ แล้วก็ ไปเรียนหลักสูตรหลายหลักสูตรอยู่ ผมเห็นว่าเรื่องนี้ถ้ามีการบังคับจริงจะยุ่งยากมากสำหรับ นักการเมืองหน้าใหม่ในการจะเข้ามา แต่ว่าระหว่างนั้นให้จัดให้มีการอบรมเหมือนสถาบัน พระปกเกล้าอบรมอยู่ผมเห็นด้วย แต่การบังคับว่าคุณจะต้องไปผ่านหลักสูตรมาก่อนมันจะ ทำให้นักการเมืองหน้าใหม่ที่จะลงเลือกตั้งมีข้อจำกัดเยอะ ผมนึกไปถึงตอนที่ว่าสมัยผมมาลง เลือกตั้งใหม่ ๆ คือเรามาเราก็อยากจะทำนะครับ การไปบังคับแบบนี้เปึนการบีบทำให้คน เข้ามาสู่การเลือกตั้งน้อยลง ผมยังไม่เห็นด้วยข้อนี้นะครับ
ประเด็นต่อไป เรื่องที่ ๕ การบังคับใช้กฎหมาย ประเพณีเรื่องงานศพ งานอุปสมบท งานมงคลสมรส ผมคิดว่าในความเห็นผมเมื่อวานก็พูดไปแล้วว่าอยากให้เปึนไป ตามที่ กกต. กำหนด ในระหว่างเลือกตั้งมีการบังคับและให้เปึ้นไปตามประเพณีไม่ใช่ตัดขาด ออกไปเลย คือยื่นตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ ผมยั่งยืนอยู่ตรงนี้นะครับ ยังไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ บันทึกไว้นะครับ
ประเด็นต่อไป เราจะเห็นว่าในข้อ ๕ ในเรื่องการดำเนินการการเลือกตั้ง จะเขียนไว้ชัดว่า เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้งเปึนองค์กรหลักในการควบคุม ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งโดย กกต. มีประสิทธิภาพ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสั่งการให้ฝ์ายทหาร ฝ์ายตำรวจและฝ์ายปกครอง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย รวมถึงข้าราชการอื่นปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือคณะกรรมการ การเลือกตั้งในช่วงระยะเวลาที่จัดให้ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่เปึน ผู้บังคับบัญชาสูงสุด คือข้อนี้ที่ไปย้ำข้อที่ผมแย้งเมื่อกี้ คือเขียนข้อนี้ถูกต้องแล้วในความเห็น ผมว่ามีอำนาจตามกฎหมายอยู่แล้วในการสั่งการให้ฝ์ายปกครอง ฝ์ายทหารอะไรตรงนี้ รวมทุกหน่วยให้มาช่วย ถือว่าเปึ้นผู้บังคับบัญชาอยู่ในหลักการตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อนี้จะไป แย้งกับข้อแรกเมื่อกี้ที่เราจะชี้ไปให้กระทรวงมหาดไทยโดยตรง
ประเด็นต่อไปครับ พรรคการเมืองมีเขียนไว้ว่า ถ้าการกระทำเกี่ยวกับ ความผิดตามข้อ ๑๐ ในหัวข้อการดำเนินการการเลือกตั้งให้เปึ้นไปโดยสุจริตยุติธรรม มีอยู่ประเด็นหนึ่งก็คือว่าในข้อ ๑๐ ย่อหน้าที่ ๒ ถ้าการกระทำของบุคคลเปึ้นความผิดต่อ กฎหมายนะครับ มีปัญหาแล้วก็ถ้าหากว่าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ใดมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยหรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้วมิยับยั้ง ให้ถือว่า พรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ที่ไม่เปึนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดําเนินการ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เรื่องนี้เปึนเรื่องที่ตัดออกไปแล้ว เพราะว่าพรรคชาติไทยที่ผมอยู่เดิมโดนข้อนี้ที่ถูกยุบ คือข้อนี้หมายความว่ามีการกระทำผิด แล้วก็โดยรองเลขาแล้วก็มีการให้ใบแดง กฎหมายเดิมก็กำหนดว่าการให้ใบแดงตรงนี้ให้ถือว่า พรรคการเมืองนั้นกระทำผิดในการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง แล้วก็ยุบพรรคการเมือง มีการชี้แจงแล้วกรรมการคนนั้นสุดท้ายก็ไม่ผิด แต่ปรากฏว่ากรรมการโดนหมด ๕ ป้ แล้วก็พรรคการเมืองโดนยุบ ตรงนี้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ไม่มีแล้ว เพราะว่าเราแยกไปว่าการกระทำผิดเปึนการล้มล้างการปกครองอะไรต่าง ๆ แต่การถือว่าข้อนี้ผมเข้าใจว่าเปึนการพ่วงมาจากกฎหมายเดิม ผมก็เลยยังไม่เห็นด้วย เพราะว่าถูกยุบมาครั้งหนึ่งแล้วเรื่องตรงนี้ซึ่งเปึนการยุบพรรคการเมืองเพราะมีการกระทำผิด แล้วก็กรรมการอาจจะเห็นด้วย แต่เปึนการถือว่าพรรคการเมืองให้ได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่ถูกต้องนี่ ผมเข้าใจว่าอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วอาจจะเกิดความบกพร่อง เพราะว่าข้อนี้เหมือนเรา ตัดออกแล้วนะครับ
ประเด็นต่อมาข้อ ๑๐ ท่านวิทยาครับ ข้อ ๑๐ ย่อหน้าที่ ๒ (๒) วรรคสองนะครับ ข้อ ๑๑ กรณีหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคผู้ใดมีเหตุให้ผู้สมัคร รับเลือกตั้งในนามพรรคการเมืองหาเสียงกระทำผิดต่อกฎหมาย ให้ถือว่าหัวหน้า พรรคการเมืองนั้นรู้เห็นเปึนใจในการกระทำดังกล่าวถือเปึนความผิดตัดสิทธิทางการเมือง ตลอดชีวิต ตรงนี้เพียงแต่ผมมีความเห็นว่าการขึ้นศาลนี่ขณะนี้ก็เปึ้น ๒ ศาลแล้ว เพราะว่า เปึนการตัดสิทธิตลอดชีวิต การพิสูจน์ว่ามีส่วนรู้เห็นหรือไม่รู้เห็นเปึ้นเรื่องที่ยุ่งยากลำบากมาก ก็แค่เปึนห่วงนะครับในข้อนี้
เรื่องเงินตอบแทนที่ท่านอำนวยพูดเมื่อวานนี้ ผมจริง ๆ ก็ให้ร่างวัลตอบแทน ไม่น้อยกว่าแสนบาทนะครับ คือในกฎหมายเดิมและกฎหมายฉบับใหม่ที่เขาเขียนนี่ เขาเขียนว่าให้ร่างวัล เปึนร่างวัลสมมุติว่าค่าปรับซึ่งมันมีเยอะ และค่าปรับตรงนี้ให้หลวงเอาไป ครึ่งหนึ่ง แล้วอีกครึ่งหนึ่งให้กับผู้ชี้เปึนผู้ให้เบาะแส แต่ถ้าเราเขียนแบบนี้แสนบาทยกให้ ไปเลยจากเงินกองทุนนี้ เงินกองทุนป้ ๆ หนึ่งเราได้ไม่เท่าไรเองครับ ได้ประมาณไม่กี่ร้อยล้านบาท ถ้าหากว่าเปึนแบบนี้อาจจะเกิดลักษณะเปึนการเหมือนที่ท่านอำนวยอภิปรายเมื่อวานนี้ มีปัญหาได้ เพราะว่าเปึนเงินจากอีกส่วนหนึ่ง แต่ว่าในกฎหมายที่เขาเขียนไว้แล้วในฉบับเดิม และฉบับปัจจุบันนี้ยกร่างที่เขายกขึ้นมาก็คือว่าถ้าศาลตัดสินว่าคุณผิด คุณต้องจ่ายค่าปรับ เปึ้นเงินจำนวนมากทีเดียว แล้วในค่าปรับนี้ให้แบ่งคนละครึ่ง คือครึ่งหนึ่งของค่าปรับนั้น ให้คนที่ชี้เบาะแสเอาไป อีกครึ่งหนึ่งก็ให้กับหลวง ผมยืนอย่างนี้ แต่ว่าเปึ้นแสนนี่ผมเห็นว่า กลัวจะมีปัญหาได้ อันนี้เปึนความเห็นแย้งนะครับ
ประเด็นต่อไปครับ เรื่องที่ ๑๒ โทษนี่นะครับในข้อ ข การกำหนดโทษในนี้ หลักการเรามีการเพิ่มโทษผมเห็นด้วย แต่ในหลักการข้อ ก มีข้อ ๑ นะครับกำหนดโทษ ทั้งทางแพ่ง ทางอาญาให้มากขึ้นอย่างรุนแรง มีการลงโทษทางการเมืองในการตัดสิทธิ ไปตลอดชีวิตนั่นมีอยู่นะครับ ข้อ ข โทษทางอาญาไม่รุนแรงต่อผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีโทษจำคุก ๑ ป้ ๑๐ ป้ และมีการลงโทษหรือรอการลงโทษ มีโทษปรับถึง ๒๐ ล้านบาท ผมเห็นว่าอาจจะเปึนเรื่องที่ปฏิบัติไม่ได้ สมมุติว่าประชาชนในนี้มีความผิด คือไปรับเงิน ซื้อเสียงมา และลงโทษประชาชนไปถึง ๒๐ ล้านบาท มันจะเยอะไปหรือเปล่าในความเห็นผม ยังมีความเห็นแย้งอยู่ตรงนี้นะครับ โทษปรับ ๒๐ ล้านบาท ผมมองว่าเยอะไป และที่เขา กำหนดมาประมาณสักเปึนล้านหนึ่งโดยประมาณนะครับ เปึน ๒๐ ล้านบาทอาจจะเยอะ
สุดท้ายนี่นะครับเรื่อง คสช. ที่เขียนไว้ ผมแย้งไว้ตั้งแต่เดิมว่าในข้อเสนอแนะ ในมาตรการเฉพาะหน้า เดิมเปึ้นบทเฉพาะกาลนะครับว่าการกำหนดให้การเลือกตั้งที่จะมาถึง ในครั้งต่อไปเปึนวาระแห่งชาติ นี่เห็นด้วยนะครับทุกภาคส่วน รวมทั้งคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ ตรงนี้ก็ไม่แน่ใจว่าควรจะรับหรือไม่ควรจะรับ เพราะว่าพอไปเขียนว่าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ คสช. เข้ามาช่วยสนับสนุน ถ้าเจตนารมณ์ของกรรมาธิการตอนหลัง ที่คุยกันแค่ให้เข้ามาช่วยด้วย ก็เท่ากับว่าเขาเปึนหน่วยหนึ่งโดยเขามีมาตรา ๔๔ อยู่ ก็เปึนเรื่องที่ก็ไม่ว่าอะไร แต่การเขียนมันอาจจะสุ่มเสี่ยงว่าเหมือนจะดึงเข้ามา จะมีผลกระทบทางลบกับ คสช. เสียมากก็ได้นะครับ เปึนความเห็นแย้งอยู่ ก็เปึนความเห็น ทั้งหมดของผม โดยสรุปฉบับนี้ผมขอถอนที่บอกว่าผมจะโหวตไม่รับแอบสเทน (Abstain) ผมจะรับ เพราะว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสียนะครับ แต่ว่าข้อเหล่านี้ขออนุญาตแสดงจุดยืน ในฐานะเปึนตัวแทนฝ์ายพรรคการเมือง บันทึกไว้เท่านั้นเองครับ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ท่านประธานครับ