ป้ติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา หารือการบูรณาการมาตรการเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์ป่าไม้และภัยคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเสนอการจดทะเบียนฟาร์มและติดตามห่วงโซ่การผลิตเพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่า พร้อมเรียกร้องให้เร่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อรับมือกับมาตรการค้าที่เข้มงวด และสนับสนุนการปลูกป่าอย่างยั่งยืนร่วมกับภาคเอกชน รวมถึงผลักดันให้อาชีพที่เกี่ยวข้องกับป่าเป็นอาชีพหลักโดยลดขั้นตอนราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน เพื่อนสมาชิก ผม ป้ติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สมาชิก สปท. เลขที่ ๙๙ ในฐานะ อนุกรรมาธิการ แล้วก็เปึนตัวแทนของกรรมาธิการเศรษฐกิจในคณะป์าไม้นี้ อยากจะเรียน เพียงสั้น ๆ เท่านั้นว่าเรื่องมาตรการทางด้านป์าไม้ถ้าเราพึ่งพาเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องการอนุรักษ์ ถ้าดูประวัติศาสตร์ไปแล้วในโลกนี้มันเหมือนจะไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้ง การบุกรุกทำลายป์าได้ ทั่วโลกขณะนี้ก็มีการผสมผสานระหว่างมาตรการทางเศรษฐกิจกับ มาตรการทางอนุรักษ์เข้าไปด้วยกันนะครับ เพื่อที่จะรักษาป์าไม้แล้วก็รักษาสิ่งที่เรียกว่า ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศต่าง ๆ ไว้ได้พร้อมกันในขณะเดียวกัน เรื่องเช่นนี้ มันเหมือนกับเรื่องไกลตัว แต่ที่จริงแล้วเปึ้นเรื่องใกล้ตัว ในตอนที่ผมรับราชการอยู่กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เมื่อป้ที่แล้วนี้เองอยู่ดี ๆ ก็มีประกาศของอียู (EU) ว่าการทำประมงของ ประเทศไทยผิดกฎหมาย เพราะว่าไม่รายงาน ทำผิดกฎหมาย ไม่มีการควบคุม แล้วก็บอกมา ว่าถ้าเผื่อเราไม่แก้ไขปรับปรุงจะให้สิ่งที่เรียกง่าย ๆ ว่าใบแดง ก็คือห้ามสินค้าทางการประมง เข้าไปในประเทศของเขา ซึ่งมาตรการทำนองนี้เริ่มจะขยายตัวเปึนมาตรการที่ไม่ใช่มาตรการ ทางภาษี แต่เปึนมาตรการทางสุขอนามัย แล้วก็เรื่องของแรงงานเถื่อน เรื่องของสภาพ สิ่งแวดล้อมและการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งประเทศผู้ค้าของเราก็เริ่ม ผูกเรื่องเข้านะครับ ท่านจะเห็นได้ว่ามันงวดเข้าทุกทีนะครับ ขณะนี้เท่าที่ทราบในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางยุโรปก็มีการเตรียมการที่จะให้ธุรกิจของเขาได้ทำในสิ่งที่เรียกว่า ไบโอเช็ก (Bio-check) ก็คือหมายความว่าธุรกิจแต่ละประเภทตั้งแต่สายการผลิต ไปจนกระทั่งถึงการจำหน่ายมีความกระทบกระเทือนกับทรัพยากรธรรมชาติไม่ว่าจะเปึน ป์าไม้หรือความหลากหลายทางชีวภาพมากหรือน้อยอย่างไรนะครับ แต่ผมมีความเชื่อว่า ภายใน ๓-๕ ป้มาตรการเหล่านี้จะถูกนำมาใช้กับสินค้าซึ่งส่งออกไปต่างประเทศด้วย ทีนี้ในแง่ของเราถ้าเผื่อว่าการเข้าไปทำอาชีพในพื้นที่ที่เปึนพื้นที่สงวนห่วงห้ามโดยไม่ได้รับ การอนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย ในเบื้องต้นก็ต้องถือว่าเปึนการประกอบอาชีพ ซึ่งไม่ถูกต้องในพื้นที่ที่สงวนห่วงห้ามซึ่งควรจะเปึนป์า หรือพื้นที่ที่รักษาความหลากหลาย ทางชีวภาพเอาไว้ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้คณะกรรมการก็มีความเห็นว่าเรื่องนี้เราอาจจะใช้ วิกฤตเหล่านี้ให้เปึ้นประโยชน์เสียตั้งแต่วันนี้นะครับ โดยเห็นว่าในเบื้องแรกถ้าเผื่อเรามีความสามารถในการที่จะจดทะเบียนฟาร์ม (Farm) ที่เข้าไปทำ ฟาร์ม (Farm) หรือว่าเข้าไปทำกิจการทางด้านการเกษตรในพื้นที่เปึนพื้นที่สงวนห่วงห้าม ให้มีความชัดเจนนะครับ ตรวจสอบขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่การขนส่งจนกระทั่งถึงการทำอุตสาหกรรม ซึ่งอุตสาหกรรมหลัก ๆ ขณะนี้ที่ต้นกำเนิดของสินค้าที่เปึนพืชทางการเกษตรทั้งหลายที่สำคัญ ๆ ก็มี ๒ ประเภท คือประเภทที่เปึนอาหารกับพวกที่เปึนอาหารสัตว์ ข้าวโพดที่ท่านประธาน กล่าวเมื่อกี้นี้ก็เปึนประเภทอาหารสัตว์ ซึ่งอันนี้ถ้าจะเปรียบเทียบกับไอยู่ยู (IUU) ก็คือว่า รัฐบาลในช่วงป้หนึ่งที่ผ่านมาโดยความร่วมมือของทาง คสช. และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทัพเรือ ก็ต้องจดทะเบียนเรือทั้งหมดที่ออกไปทำการประมง จดทะเบียนท่า จดทะเบียน นายท้าย ดูแลกระบวนการตั้งแต่ท่าเรือขนไปถึงโรงงานอุตสาหกรรม จนกระทั่งถึง การโพรเซส (Process) หรือการปรับปรุงคุณภาพสินค้าแล้วก็ถึงการส่งออกนะครับ ซึ่งอันนี้ ถ้าเรามีข้อมูลในเบื้องต้นซึ่งน่าจะทำได้อยู่แล้วนะครับ เราก็สามารถที่จะดำเนินมาตรการที่ ๒ ต่อไป ในขั้นต่อไปก็คือว่าสามารถที่จะจำแนกได้ว่าใครจะอยู่ในพื้นที่ที่เราสามารถอนุญาตให้ ทำการเกษตรได้บ้าง ซึ่งถ้าเผื่อเราอนุญาตให้ทำการเกษตรได้ความหมายก็คือคนที่อยู่ในพื้นที่นั้น เปึ้นผู้ที่ทำการเกษตรโดยถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนที่เหลือถ้าไปอยู่ในพื้นที่สงวนห่วงห้าม หรือเปึนพื้นที่ที่เราต้องการที่จะทำกลับให้มาเปึนป์าก็ต้องมีมาตรการรองรับนะครับ เพื่อที่ ไม่ให้มีผลกระทบกับผู้ที่เคยเข้าไปประกอบอาชีพโดยสุจริตนี่นะครับ แม้จะเข้าไปประกอบ อาชีพในพื้นที่สงวนห่วงห้ามก็ตามเปึนชาวไร่ชาวนา ซึ่งขั้นตอนต่าง ๆ นี้มันก็มีขั้นตอน ที่จะต้องมีความสำคัญอยู่ขั้นตอนหนึ่งก็คือว่า ในที่สุดแล้วเมื่อเราจำแนกคนที่มีความชัดเจนแล้ว เอกชนต้องให้ความร่วมมือ ให้ความร่วมมืออย่างไร ก็เช่นเดียวกับไอยูยู (IUU) นะครับ โรงงานที่ทำปลาป์นหรือโรงงานที่ทำอุตสาหกรรมทางด้านสัตว์ทะเลก็ประกาศไม่รับซื้อสินค้า ซึ่งมาจากต้นกำเนิดที่ผิดกฎหมาย ซึ่งอันนี้ก็เปึนความจำเปึนอยู่เองและถ้าเราเริ่มทำเอง นะครับ ก็ไม่ต้องมีความจำเปึนเร่งด่วนถึงขนาดต้องหยุดยั้งจนมีผลกระทบกับอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับไอยู่ยู (IUU) เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เปึนเรื่องที่จะต้องเตรียมการทั้งทางภาครัฐที่จะ จำแนกคน จุดทะเบียนคนให้ชัดเจน ทั้งทางภาคเอกชนซึ่งต้องค่อย ๆ ดูว่าที่ไหนเปึ้นที่ที่ควร จะรับซื้อ ที่ไหนเปึ้นที่ที่ไม่ควรจะรับซื้อ ส่วนความต้องการที่เหลืออยู่ผมมีความมั่นใจอย่างที่ ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้พูดไว้ก็คือว่า ยังมีพื้นที่เหมาะสมในการที่จะปลูกข้าวโพดหรือ กิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้อีกมากนะครับ ปาล์มน้ำมันก็ดี ยางพาราก็ดี ก็อยู่ใน สถานะเดียวกันครับ เพราะว่าถ้าไม่เอาไปใช้เปึนอาหารก็ใช้เปึ้นอาหารสัตว์หรือไม่อย่างนั้น ก็ไปประกอบกับส่วนใดส่วนหนึ่งของการเปึนอาหาร อาหารสัตว์หรือเครื่องมือเครื่องใช้ของ มนุษย์อยู่ดี เพราะฉะนั้นการเตรียมการในเรื่องนี้จะเปึนเรื่องที่สำคัญ
ในประการสุดท้าย ผมอยากจะเรียนว่าเมื่อมีการจำแนกคนแล้ว มีการร่วมมือ กับภาคเอกชนแล้ว คำถามต่อมาก็คือว่าจะทำอย่างไรกับคนที่เข้าไปครอบครองอยู่นะครับ ที่ไปทำแล้วก็ครอบครองอยู่จริงอย่างที่ ๒ ท่านเมื่อกี้นี้ได้พูด ผมก็คิดว่ามาตรการเรามีอยู่ เยอะแยะแล้วนะครับ ผมยังเคยฝั่นว่าตอนสมัยผมเด็ก ๆ เรียนว่าเราส่งไม้สักออกครับ เดี๋ยวนี้ เราไม่มีส่วนหรือมีก็มีปัญหาเยอะแยะ เราคงต้องกลับมารื้อฟุ๋่นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับป์า ให้มากยิ่งขึ้นนะครับ และในขณะเดียวกันผมเชื่อว่าถ้ารัฐสามารถจัดหากลไกในการที่จะสนับสนุนให้คนเข้าไป ปลูกป์าโดยมีรายได้ประจำในระยะเวลาที่เหมาะสม คิดว่าการปลูกป์าไม่ว่าจะเพื่อการค้า หรือว่าปลูกป์าเพื่อการอนุรักษ์ก็ตามจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่า จริง ๆ แล้วขั้นตอนหลัก ๆ ที่จะทำในเรื่องนี้ก็มีขั้นตอนการจัดการเรื่องทะเบียน ขั้นตอน การจัดการเรื่องภาคเอกชน แล้วก็ขั้นตอนการบริหารจัดการเรื่องอาชีพทดแทน ซึ่งทั้งหมดนี้ ผมเชื่อว่าสามารถทำได้ แต่ว่าต้องจริงจัง และที่สำคัญคือเรื่องป์าต้องขจัดขั้นตอนถ้าจะเอา อาชีพป์าไม้หรืออาชีพสวนป์าให้เปึนอาชีพที่จริงจังของคนไทยต้องขจัดขั้นตอนต่าง ๆ ให้สามารถดำเนินการให้ได้รวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น ขอบคุณครับท่านประธาน