จุมพล ชี้แจงปรับกระบวนการพิจารณาที่ดินรัฐ รักษาป่า-คุ้มครองทรัพยากร

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๗ · ๑๓ กันยายน ๒๕๕๙

จุมพล สุขมั่น หารือปัญหาการออกเอกสารสิทธิ์ในเขตป่าและที่ดินของรัฐโดยใช้ ส.ค. ๑ พร้อมเสนอให้ปรับปรุงกระบวนการพิจารณาให้มีความรอบด้านและครอบคลุมมากขึ้น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การแจ้งและตรวจสอบข้อมูลอย่างครบถ้วน รวมถึงการส่งข้อมูลให้ศาลภายใน 180 วัน ซึ่งยืนยันว่าไม่ใช่การดึงเวลาแต่เป็นการปรับปรุงเพื่อรักษาทรัพยากรป่าไม้และที่ดินของชาติอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อป้องกันการออกเอกสารสิทธิในพื้นที่ป่า โดยมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะและชาติอย่างแท้จริง

นายจุมพล สุขมั่น กรรมการ

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม จุมพล สุขมั่น ในฐานะกรรมการครับ ผมกราบเรียนต่อเนื่องจากท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านดำรงค์ พิเดช นะครับ ว่าสิ่งที่ท่านดํารงค์ พิเดช กล่าวมาเมื่อสักครู่นี้ท่านจะได้เห็นถึงความเปึนมา ความสําคัญ ของปัญหา แล้วก็ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอันเปึ้นปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการที่จะ รักษาคุ้มครองสภาพผื่นป์าของประเทศไทย ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าคณะกรรมการ คิดกันว่าแล้วเราจะทําอย่างไรที่จะรักษาทรัพยากรป์าไม้ ที่จะปัองกันมิให้มีการนํา ส.ค. ๑ มาออกเอกสารสิทธิในเขตที่ดินของป์า หรือแม้กระทั่งในเขตที่ดินของรัฐก็ตาม ต้องย้อนกลับ ไปดูว่ามีบทกฎหมายใดที่ให้อํานาจในการที่จะนํา ส.ค. ๑ มาออกเอกสารสิทธิ แล้วเรา ก็พบว่าในมาตรา ๘ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ นี่นะครับ ได้บัญญัติถึงเรื่องของการนำ ส.ค. ๑ มาออกเอกสารสิทธิไว้ ไม่ว่าจะเปึน กระบวนการหรือขั้นตอนอะไรต่าง ๆ แต่ก็จะมีการแบ่งเปึนห้วงเวลานะครับ อย่างที่ ท่านดํารงค์ พิเดช ได้กรุณากล่าวไว้เมื่อสักครู่ ที่บอกว่าแบ่งเปึน ๒ ห้วงเวลาก็เพราะว่า ห้วงเวลาแรกครับนับตั้งแต่วันที่ประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้ภายในกำหนด ๒ ป้ ก็คือ ภายในกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ถ้ามีผู้ที่นำ ส.ค. ๑ มาออกเอกสารสิทธิก็ให้พิจารณาตามประมวล กฎหมายที่ดิน แต่หลังจากนั้นนะครับคือหลังจากกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ป้นี้ ๒๕๕๙ แล้วนะครับ ๖ ป้ผ่านมาแล้วครับ ถ้ามีผู้นำ ส.ค. ๑ มาขอออกเอกสารสิทธิ กรณีเช่นนี้นี่นะครับก็จะต้องดูตามวรรคสาม และวรรคสี่ของมาตรา ๘ ดังกล่าว สาระสำคัญของมาตรา ๓ นี่นะครับ เจ้าพนักงาน จะออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองประโยชน์ให้ได้ก็ต่อเมื่อศาลยุติธรรมได้มีคำพิพากษา หรือคำสั่งถึงที่สุดว่า ผู้นั้นได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ประการแรกนะครับ ประการต่อมาก็ต้องโดยชอบด้วยกฎหมาย และประการสุดท้ายก็คือจะต้องอยู่ก่อนวันที่ ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ สืบเนื่องมาถึงวรรคสี่ครับ ในการพิจารณาของศาลตาม วรรคสามนะครับ ของเดิมนี่นะครับ ในมาตรา ๘ ของเดิมบัญญัติเอาไว้ว่า ให้ศาลแจ้ง กรมที่ดินทราบ หน่วยงานเดียวนะครับ ให้กรมที่ดินตรวจสอบระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศ หรือระวางรูปถ่ายทางอากาศฉบับที่ทำขึ้นก่อนสุดเท่าที่ทางราชการมีอยู่ ตรวจสอบจาก ระวางนะครับ ระวางภาพถ่าย ระวางที่มีอยู่ พร้อมทั้งทําความเห็นเสนอต่อศาลว่า ผู้นั้นได้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินนั้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่ประมวล กฎหมายที่ดินใช้บังคับหรือไม่ เพื่อประกอบการพิจารณาของศาล กราบเรียนครับ เมื่อสักครู่ ในวรรคสามบอกว่า ต้องได้ครอบครองและทำประโยชน์ หมายความว่าจะต้องมีองค์ประกอบ ทั้ง ๒ องค์นะครับ ก็คือว่าทั้งต้องได้ครอบครองและต้องทำประโยชน์อยู่ด้วย แต่พอมาถึง วรรคสี่กลับกลายเปึนว่า ครอบครองอย่างเดียวก็ได้หรือทำประโยชน์อย่างเดียวก็ได้ และทำความเห็นเสนอต่อศาลภายใน ๑๘๐ วัน ผมกราบเรียนต่อนะครับว่ากรณีดังกล่าวนี้ นะครับมันก็จะเปึ้นประเด็นปัญหา ประเด็นปัญหาเกิดขึ้นอย่างไรครับ ในเรื่องของ กระบวนการ กฎหมายบัญญัติให้ศาลแจ้งกรมที่ดินอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่มีหน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินของรัฐอยู่อีกตั้งหลายหน่วย ยกตัวอย่างเช่น กรมป์าไม้ กรมทรัพยากรธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งกรมธนารักษ์นี่นะครับที่ดูแลที่ดินของรัฐอยู่ ทั่วทั้งประเทศเลย แต่แจ้งกรมที่ดินอย่างเดียวนะครับ มันก็จะเกิดความไม่รอบด้าน ความไม่รอบคอบ และได้ข้อมูลที่อาจจะไม่ครบถ้วน พูดกันง่าย ๆ นะครับ ก็คือไม่ครบถ้วน ๓๖๐ องศา ในเรื่องของกระบวนการประการต่อมาครับ กรมที่ดินได้รับแจ้งอันนี้ก็เปึนไป ตามที่กฎหมายบัญญัตินะครับว่า ก็ให้ตรวจสอบจากระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศหรือ ระวางรูปถ่ายทางอากาศฉบับขึ้นก่อนสุด ก็เปึ้นระวางที่ทางกรมที่ดินมีอยู่เท่านั้นเองนะครับ ระวางรูปถ่ายทางอากาศนี่นะครับของหน่วยงานอื่น หน่วยราชการอื่นก็ไม่ได้รับ การตรวจสอบไปด้วย ไม่ได้รับทราบไปด้วย แล้วก็ไม่ได้มีการนำเสนอศาลไปด้วยนะครับ และที่สำคัญครับให้กรมที่ดินทำความเห็นเสนอต่อศาลว่า ผู้นั้นได้ครอบครองหรือ ทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งตรงนี้นะครับเปึนสาระสำคัญอย่างยิ่งเลย ความไม่สอดคล้องของ มาตรา ๔ กับทั้ง ๕ วรรคที่ปรากฏอยู่ในมาตรา ๘ และรวมถึงความที่ปรากฏอยู่ใน ประมวลกฎหมายที่ดินมีอยู่แค่วรรคสี่เท่านี้นะครับว่า ใช้คำว่าได้ครอบครองหรือ ทำประโยชน์ อย่างที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่นะครับว่า ครอบครองอย่างเดียวก็ได้ใช่ไหม หรือทำประโยชน์อย่างเดียวก็ได้ใช่ไหม แต่จริง ๆ แล้วสาระสำคัญหรือเจตนารมณ์ของ กฎหมายต้องทั้ง ๒ ด้านครับ ต้องทั้งได้ครอบครองและทำประโยชน์ครับ แล้วก็ยังต้อง โดยชอบด้วยกฎหมายด้วยนะครับ แล้วก็ยังต้องประกอบด้วยอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมาย ที่ดินใช้บังคับ ก็คือก่อนวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๙๗ นะครับ ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำอย่างไรครับ หน่วยงานของรัฐอื่น ๆ นี่นะครับ ที่ผมยกตัวอย่างเมื่อสักครู่ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น กรมป์าไม้หรือแม้กระทั่งกรมธนารักษ์ ไม่อาจทราบได้เลยนะครับว่า ณ เวลานี้ ขณะนี้มีการนำ ส.ค. ๑ มาออกเอกสารสิทธิแล้ว ไม่อาจทราบได้เลยครับ ไม่อาจตรวจสอบได้เลยว่า กรณีที่เอา ส.ค. ๑ มาขอออกเอกสารสิทธิ ดังกล่าวนี้ทับที่หลวงไหม ทับที่ป์าไหม ทับที่ดินของรัฐไหมอย่างไร เมื่อไม่อาจทราบ ไม่สามารถที่จะทำความเห็นเสนอต่อศาลไปได้เลยนะครับว่า กรณีเช่นนี้แล้วคนที่ขอออกนี่ เขาขอเอา ส.ค. ๑ มาออกทับที่ป์าหรือไม่ ศาลเองศาลก็จะไม่ทราบข้อเท็จจริงอันนี้ มันก็เลย เกิดเหตุการณ์ที่ท่านดำรงค์ พิเดช ได้กรุณาชี้แจงให้ท่านประธานฟังเมื่อสักครู่นะครับว่า เอา ส.ค. ๑ ไปออกทับที่ป์า ทับที่หลวง ทับที่อะไร ตอนนี้เกิดขึ้นกันเยอะแยะมาก ทั้ง ๆ ที่ พ.ร.บ. แก้ไขประมวลกฎหมายที่ดินฉบับนี้ขีดเส้นไว้แล้วว่าตั้งแต่กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ มีช่วง ระยะเวลาเริ่มแรกไว้ ๒ ป้ ใครมี ส.ค. ๑ เอามาออก แต่นี่ผ่านมา ๖ ป้แล้วนะครับ และยังมี ส.ค. ๑ ที่ค้างอยู่อีกประมาณ ๔.๕ ล้านฉบับ ทำอย่างไรล่ะครับที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ เราได้ ศึกษาแล้วครับว่า สิ่งที่จะสามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้เพื่อให้เกิดข้อมูล เพื่อให้เกิดการชี้แจง และรับฟังข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้าน ๓๖๐ องศา

ประการแรกนะครับ ก็คือจะต้องเพิ่มการแจ้งหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ดูแล รักษาที่ดินของรัฐเพิ่มขึ้นจากเดิม เราก็ใช้คำคลุมเลยนะครับว่า ผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่ดิน ของรัฐตามกฎหมาย เพิ่มอะไรอีกครับ

ประการที่ ๒ เปึนการเพิ่มการตรวจสอบครับ ของเดิมก็จะมีการตรวจสอบ จากระวางแผนที่คงไว้ครับ แต่เพิ่มการตรวจสอบ มีการสำรวจตำแหน่งที่ดินครับ มีการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงครับ เราต้องเพิ่มเข้าไป และหน่วยงานของรัฐแยกกันไปตรวจสอบครับ แต่ส่งรายงานเสนอศาลเข้ามา ภายในกำหนดระยะเวลาเดิมนะครับ คือภายในกำหนด ระยะเวลา ๑๘๐ วัน เงื่อนไขที่จะพิจารณาและทำความเห็นเสนอศาลเข้ามานี่นะครับ ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขที่เปึนสาระสำคัญครับ เงื่อนไขดังกล่าวก็คือ

เงื่อนไขประการแรกครับว่า ผู้ที่ขอออกนั้นได้ครอบครองและทำประโยชน์ ในที่ดินนั้นหรือไม่ ไม่ใช่ หรือ แล้วนะครับ ต้องเปึน และ ครับ

เงื่อนไขประการต่อมาครับ การได้ครอบครองและทำประโยชน์ดังกล่าวนี้ เปึนการครอบครองและทำประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เงื่อนไขประการที่ ๓ ครับ เปึนการครอบครองและทำประโยชน์โดยชอบ ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับหรือไม่ครับ ถามว่า และถ้าเราไปปรับแก้อย่างนี้แล้ว จะได้อะไร ผมกราบเรียนครับว่าเมื่อได้มีการปรับแก้เช่นนี้แล้ว ข้อมูลจากกรมที่ดิน ข้อมูล จากหน่วยงานของรัฐผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินของรัฐทั้งหลายทั้งมวล ก็จะเข้ามาสู่ กระบวนการพิจารณาของศาล เมื่อเข้ามาแล้วศาลท่านก็จะพิจารณาได้ แต่ถ้าหากว่า ท่านสงสัยท่านก็จะเรียกหน่วยงานของรัฐนั้นมาชี้แจงหรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ ผิดจากเดิมแล้ว นะครับ และผมกราบเรียนต่อครับกราบเรียนเพิ่มเติมนะครับว่า กรณีดังกล่าวนี้ไม่ได้เปึนการ เพิ่มขั้นตอนแต่อย่างใดนะครับ จริง ๆ แล้วในเรื่องของการเพิ่มขั้นตอน ในการบริหารงาน ภาครัฐนี่ส่วนสำคัญที่จะบอกว่าเปึนการเพิ่มขั้นตอนหรือไม่มันก็คงจะต้องดูในกระบวนงาน และในหน่วยงานนั้น ๆ แต่ในกรณีเช่นนี้นะครับ แม้ว่าจะเปึนการเพิ่มหน่วยงานที่จะต้องแจ้ง แต่ละหน่วยงานแยกกันไปทำการตรวจสอบ มันไม่ได้เปึนการเพิ่มขั้นตอนครับ

ประการต่อมาครับ จะมีความล่าช้าหรือไม่ ผมคงเรื่องระยะเวลา ๑๘๐ วัน ที่หน่วยงานของรัฐและกรมที่ดินจะพิจารณาและทำความเห็นเสนอศาล เพราะฉะนั้นแล้ว ห้วงระยะเวลา ๑๘๐ วันยังอยู่คงเดิมครับ มันก็ไม่ได้เปึนการที่จะไปขยายระยะเวลา หรือว่าเปึนการดึงเวลาออกไปแต่ประการใด

ประการสุดท้ายครับ เรากำลังพิจารณาปกปัองอะไรกันอยู่ครับ เรากำลัง พิจารณาเพื่ออะไรกันอยู่ครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าสิ่งที่เราพิจารณา สิ่งที่เราทำ สิ่งที่เรา ปรับแก้นี้นะครับเพื่อรักษาผืนป์า เพื่อปัองกันมิให้การนำ ส.ค. ๑ มาออกเอกสารสิทธิ สุดท้ายปลายสุดแล้วนี่นะครับก็เปึ้นเรื่องของการรักษาทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประโยชน์ สาธารณะ เพื่อประโยชน์ของชาติ และเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งหลายทั้งมวลครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ