วันชัย เสนอปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ดันกฎหมายกลางเพื่อความเท่าเทียม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๓ · ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๙

วันชัย สอนศิริ หารือการปฏิรูประบบการปกครองท้องถิ่นโดยเสนอให้มีกฎหมายกลางใช้ทั่วประเทศแทนการออกกฎหมายเฉพาะเมือง เพื่อความเท่าเทียมและเร่งการพัฒนา พร้อมเสนอแนวทางจัดตั้งองค์กรปกครองรูปแบบพิเศษที่ผสมผสานตัวแทนจากการเลือกตั้งและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การบริหารจัดการสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ อยากกราบเรียนต่อท่านประธานอย่างนี้ว่า องค์กรเมืองพัทยาที่ท่านบอกว่าเป็นรูปแบบพิเศษ ผมอยากให้รูปแบบนี้มันพิเศษและเป็นมาตรฐานเดียวกัน อยากหารือต่อท่านประธาน ผ่านไปยังกรรมาธิการลองพิจารณาดู มิเช่นนั้นเราก็จะต้องมาร่างกฎหมายอย่างนี้ ถ้าเมือง ต่าง ๆ ในประเทศไทยแล้วมันเป็นรูปแบบพิเศษอย่างนี้เกิดขึ้นมาสัก ๓๐ เมือง เราน่าจะต้อง มีกฎหมายการปกครองรูปแบบพิเศษเช่นนี้อีก ๓๐ ฉบับหรือ เมื่อวานนี้ผมอ่านกฎหมาย ของท่านเกี่ยวกับการควบรวมยกระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ผมชอบใจว่ามันเป็น กฎหมายที่เป็นกลาง ๆ แล้วสามารถใช้ได้ทั้ง อบต. อบจ. เทศบาลทั่วประเทศ สามารถบอก ได้เลยว่าอย่างนั้นต้องยกระดับ อย่างนี้จํานวนคน อย่างนั้นอย่างนี้ รูปแบบเป็นอย่างนั้น การเงินเป็นอย่างนี้ออกเป็นกฎหมายเลย แปลว่าท่านไม่ต้องไปออกกฎหมายว่า อบต. อําเภอนั้น ตําบลนี้ ก ข ง ให้รวมกันอย่างนี้ ปรากฏว่าท่านสามารถให้ออกเป็นกฎหมาย กลาง ๆ ได้ ผมว่า เออแนวคิดนี้มันสามารถใช้ได้ทั้ง ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นคือ อบต. แล้วเราไม่ต้องไปออกกฎหมายว่าเป็นเทศบาลนั้นเทศบาลนี้ ผมว่า ท่านเฉียบแหลม แหลมคมสามารถควบรวมได้ทั่วประเทศถึง ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ กว่าองค์กร โดยมีกฎหมายฉบับเดียวไม่ถึง ๕๐ มาตรา ท่านคิดแล้วทําไมไม่คิดปฏิรูปให้มันครบถ้วน กระบวนความเสียเลย มิเช่นนั้นวันหนึ่งผมเป็นพรรคการเมือง นักการเมือง ผมอยู่ที่อําเภอ แม่สอดแล้วผมอยากยกระดับให้อําเภอนี้เป็นรูปแบบการปกครองพิเศษเหมือน เมืองพัทยา ผมก็ต้องออกเป็นกฎหมายอีก ผมว่าบางครั้งบางโอกาสกว่าจะออกกฎหมายได้ แต่ละฉบับ ๆ นะครับท่านประธาน ถ้าไม่ได้มีอํานาจพิเศษบางทีเป็นปี และหลาย ๆ ปี ถ้าการเมืองไม่มั่นคง แต่ความเจริญของประเทศมันไปแล้วครับท่านประธาน ทําไมไม่ให้อํานาจของกระทรวงมหาดไทยหรือหน่วยงานใดที่ดูเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ ว่า ถ้าเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ การเงินเป็นอย่างนี้ ประชากรเป็นอย่างนี้ ความเจริญเติบโต ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกของอําเภอนั้น เมืองนั้น มันเหมือนเมืองพัทยา ก็สามารถจะมี การประกาศออกระเบียบ ออกกฎหมาย คําสั่ง หรือกระทําด้วยประการใดให้เป็นรูปแบบ พิเศษได้เลย ไหน ๆ จะปฏิรูปทั้งทีทําไมไม่คิดทําอย่างนี้ อันนี้ผมตั้งเป็นข้อสังเกต ไม่อย่างนั้น มันจะเกิดความลักลั่นกัน แล้วก็เกิดความไม่เท่าเทียมกัน ผมไม่แน่ใจว่านอกจากเมืองพัทยาแล้ว ภูเก็ตหรือแม่สอดหรือจังหวัดชายแดนบางแห่งอาจจะพอ ๆ กับเมืองพัทยาก็ได้ แล้วทําไม ท่านไม่ออกเป็นกฎหมายปกครองรูปแบบพิเศษ วันหนึ่งแก่งกระจานของท่านประธาน ก็กําลังจะมีเมืองใหม่ใหญ่เข้ามา อ้าวต้องมาออกกฎหมายการปกครองรูปแบบพิเศษ แก่งกระจานหรือกระไร เขาจะสร้างเมืองใหม่กันเร็ว ๆ นี้หลายหมื่นล้านบาท ความเจริญ จะเกิดขึ้นเยอะแยะเบิกบานหมด ถ้าท่านเป็นรัฐมนตรีท่านก็สามารถผลักดันกฎหมายได้ นี่ก็คือผมอยากจะกราบเรียนไว้เป็นข้อสังเกต ไหน ๆ จะปฏิรูปแล้ววานนี้ผมอ่านกฎหมาย กลาง ๆ ของท่านสามารถควบรวมยกระดับจัดทัพได้ถึง ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ องค์กร นี่ไม่เกิน ๓๐ จังหวัด ๔๐ จังหวัด หรือเกิดจะมี ๗๗ จังหวัดก็ตาม ใช้กฎหมายกลางนี้ใช้ได้เลย มันน่าจะมีวิธีการนะครับท่านประธาน นั่นเรื่องที่ ๑ อยากจะกราบเรียนท่าน

ประการที่ ๒ ผมอยากจะกราบเรียนเรื่องรูปแบบพิเศษ ผมอยากให้ท่าน นึกถึงความพิเศษของการปกครองระดับชาติ ช่วงเปลี่ยนผ่าน เช่น คําถามพ่วง มันเป็น อย่างไรครับท่านประธานครับ คือผมว่าการเลือกตั้งผมเห็นด้วยว่าการที่ให้พี่น้องประชาชนนั้น ปกครองตนเอง ดูแลตนเองในเขตรูปแบบพิเศษ ก็มันพิเศษนะครับ ผมถึงบอกว่า ท่านเห็นไหมว่าขณะนี้บ้านเมืองเราพิเศษอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน มันไม่ใช่มาจากการเลือกตั้ง อย่างเดียว เมื่อกี้นี้หลายท่านพูดไปแล้วบอกว่าเมื่อมันพิเศษ เวลามาจากการเลือกตั้ง บางทีเราก็ได้มาจากการเมืองอย่างเดียวเพียว ๆ ทําไมไม่ลองเมื่อมันเป็นองค์กรพิเศษ ทําไมไม่ใช้รูปแบบในลักษณะผสมผสานกับบุคคลที่หลากหลายมีความรู้ครบถ้วนรอบด้าน โดยไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง พูดแล้วก็บอกว่า เฮ้ยหมอนี่มันนิยมการแต่งตั้งหรืออย่างไร มันพวกเผด็จการหรือเปล่า ผมนี่อยู่ในสภาเลือกตั้งเห็นมาแล้ว ในสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ก็เห็นแล้ว สรรหาก็เห็นแล้ว เลือกตั้งก็เห็นแล้ว ผมว่ามันมีความลงตัวกันได้ ๒ รูปแบบครับ ท่านประธาน รูปแบบที่มาจากการเลือกตั้งนั้นแหง ๆ ครับมาจากประชาชน อ้างเต็มที่ เต็มกําลัง แต่มาจากประชาชนนั้นไม่ได้หมายความว่าครบถ้วนรอบด้าน ทั้งความรู้ ความสามารถที่จะมาบริหารในรูปแบบพิเศษ เพราะมันพิเศษ ไม่ใช่เทศบาล ไม่ใช่ อบต. ไม่ใช่ อบจ. มันพิเศษจึงต้องมีคนพิเศษบ้าง ท่านลองคิดดูนะครับท่านประธาน ว่าน่าจะมีบุคคลที่มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม น่าจะมา เป็นสมาชิกเขาหรือไม่เวลาจะออกกฎหมาย มันน่าจะมีคนมีความรู้พิเศษอันเกี่ยวกับเรื่อง ทางทะเลหรือไม่ เลือกตั้งจะมีไหมล่ะครับ มันน่าจะมีบุคคลที่มีความรู้เกี่ยวกับต่างประเทศ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเป็นสมาชิกอยู่ในองค์กรนี้หรือไม่ มันน่าจะมีบุคคลที่มีความรู้ อันเกี่ยวกับชายแดน มีความสัมพันธ์ มีความมั่นคงเกี่ยวกับชายแดนระหว่างประเทศนี้หรือไม่ ที่มันเป็นรูปแบบพิเศษ เลือกตั้งท่านอาจได้ไม่ครบ ผมถึงบอกบางครั้งทหารเขาอาจจะมี มุมมองมุมหนึ่งในฐานะที่เป็นสมาชิกของเมืองนั้น สิ่งแวดล้อม ตลอดจนพ่อค้า นักธุรกิจ ซึ่งเขาลงเลือกตั้งแล้วไม่ได้ ราชการเขาลงเลือกตั้งไม่ได้ มันน่าจะมีสัดส่วนอย่างไร จัดให้เกิด ความเหมาะสมในรูปแบบพิเศษ ผมว่าน่าคิดนะครับท่านประธาน อย่ามองแต่ว่าเลือกตั้ง เลือกตั้งอย่างเดียวผมรู้ว่าเวลามาเป็น ส.ส. ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง อย่างเดียวเพียว ๆ ส.ว. เขาจึงมีการผสมผสานกัน เลือกตั้งเสียงของประชาชน สรรหาหลากหลายสาขาอาชีพ ร่วมกันคิด ร่วมกันทํา ร่วมกันกลั่นกรอง รูปแบบพิเศษยิ่งสําคัญใกล้ชิดพื้นที่ อย่ามองแต่เสียง มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียวเพียว ๆ อันนี้ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการ ประเด็นที่ ๑ มีกฎหมายกลาง ๆ ได้ไหม ๒. รูปแบบพิเศษผสมผสานกันให้ มันลงตัว เสียงของประชาชนมากหน่อย เสียงของนักวิชาการหลากหลายสาขาอาชีพจํานวน เท่าใดพอดี ผสมกันแล้วเดินไปด้วยกัน อย่างนี้มันจะพิเศษจริง ๆ ถ้าเราบอกว่าก๋วยเตี๋ยว พิเศษเหมือนเดิม มันจะพิเศษได้อย่างไรครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ