สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หารือปัญหาการบริหารงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ขาดกลไกตรวจสอบถ่วงดุล พร้อมเสนอให้มีการถอดถอนผู้บริหารได้เมื่อปฏิบัติงานล้มเหลว และตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมดุลในการแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเมืองพัทยาที่ขาดตัวแทนภาคประชาชน จึงเสนอให้ปรับกระบวนการคัดเลือกให้สะท้อนเสียงชุมชนมากขึ้น รวมทั้งสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยาที่กำหนดคุณสมบัติผู้สมัครสมาชิกสภาและเห็นชอบการแยกเมืองพัทยาออกจาก อบจ. เพื่อลดความขัดแย้งในการบริหารงาน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่รักทุกท่าน และท่านกรรมาธิการ ก่อนอื่นขอขอบคุณท่านประธานที่เมื่อสักครู่นี้ ให้เจ้าหน้าที่มาถามว่าจะพูดไหม ผมกราบเรียนว่าอย่างนี้ครับ ผมกราบเรียนว่าผมก็ประทับใจ อย่างท่าน สปท. นิกรว่า ก็คือทําได้ดีมาก ๆ เท่าที่ผมเห็นนะครับ แล้วก็เป็นนิมิตใหม่ที่เราจะ เห็นว่าการพัฒนาหน่วยงานพิเศษอย่างนี้ก้าวหน้าเป็นประโยชน์ต่อชุมชน ต้องใช้คําว่า ชุมชน ก่อนนะครับ และประเทศชาติตามมา แต่อย่างไรก็ตามผมกราบเรียนว่าองค์การบริหารพิเศษ เช่น เทศบาล กรุงเทพมหานคร หรือพัทยาก็ตามใจเถอะ ยิ่งเทศบาลคนก็จะรู้จักกันเยอะ และการเกรงใจกันจะมาก เหมือนเมื่อเช้านี้ผมคุยกับท่านกรรมาธิการว่ามันลูบหน้าปะจมูก เวลาผมอยากจะเป็นผมก็อธิบายเป็นคุ้งเป็นแคว ผมจะทํานี่นั่นไปถึงสวรรค์เลยนะครับ พอถึง ๔ ปี ผมก็ไม่ทําอะไรเลย นั่งอยู่เฉย ๆ ประชาชนก็ไม่กล้าเข้าชื่อ เพราะเขาเกรงใจกัน ผมก็เลยคิดว่ารูปแบบพิเศษอย่างนี้ท่านลองคิดดูว่าจะทําอย่างไรถ้าเป็นประจักษ์นะ ถนนสายนี้ ขรุขระตลอด ๓ ปี ประชาชนก็ร้องเรียนกันไม่ไหว เขาโทรศัพท์มาหาท่านผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอําเภอมีมาตรการอะไรจัดการเป็นพิเศษไหม เหมือนกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี อเมริกา ๔ ปีนี้ปลดอะไรไม่ได้นะครับ นอกจากทําผิด ๑ ๒ ๓ มีระบบอิมพีชเมนต์ (Impeachment) เรามีอย่างนั้นไหม ถ้ามีจะทําให้มีการพัฒนาการดําเนินการของผู้บริหาร ๔ ปีนั้นอย่างดีอีกมุมหนึ่งนะครับ ประชาชนนี่ดูแล้ว คําถามว่าดูแล้วจะร้องนี่ ถ้าร้องวันนี้ เข้าชื่อ ๑๐ คนนะครับ พรุ่งนี้หลังคาเป็นรูหมด อย่างนี้เขาก็ร้องไม่ได้ อันนั้นประเด็นรวม นะครับภาพรวม
ทีนี้ผมอยากกลับมาดูรายงานของท่านปึกเล็ก ๆ นี่นะครับ ในหน้า ๘ นี่ นะครับ ท่านก็มีผู้ว่าราชการจังหวัด ทันสมัยมากมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหา เมืองพัทยาและท้องถิ่นโดยรอบ อันนี้ก็ทันสมัย เรียกว่าไปด้วยกันเลยกับการที่เรากําหนด ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีนะครับ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีมุ่งมั่นที่จะให้เกิดขึ้นและใน ร่างรัฐธรรมนูญก็มี ผมกราบเรียนว่าท่านออกแบบในที่สุดก็คือเป็นกรรมการที่มาจาก ส่วนราชการเกือบทั้งหมด เกือบทั้งหมดเลยนะครับ มีแค่ข้อ ๑.๑๗ เท่านั้นที่เป็นผู้แทน สมาคม องค์กรภาคเอกชน ธุรกิจการค้าท่องเที่ยว ๓ คน ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งอีก ก็ต้องมาจากผู้ว่าราชการจังหวัดอีกนั่นแหละ ถ้าผมอยากจะเป็นผมต้องวิ่งไปหาผู้ว่าราชการ จังหวัด เอากันง่าย ๆ อิมเพล (Impel) คือคนของผู้ว่าราชการจังหวัดนะครับ พอมาถึง หัวหน้าส่วนราชการที่ท่านไม่กําหนดในข้อ ๑.๖ หัวหน้าราชการที่เกี่ยวข้องอีก ๔ คน ก็ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งอีก คําถามก็คือกรรมการยุทธศาสตร์นี่เกือบทั้งหมด ๙๙ เปอร์เซ็นต์คือคนที่มาจากผู้ว่าราชการจังหวัด ผมก็เกิดความสงสัยนะ แล้วที่ดีไปกว่านั้น คือข้อ ๑.๑๐ ผู้แทนสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ท่านมีเรือเจ้าท่าจังหวัด ร้อยแปดจิปาถะนะครับ แต่ไม่มีผู้บังคับการจังหวัดชลบุรี ถามว่าเวลาเกิดเหตุร้ายคนที่รับผิดชอบพื้นที่น่ะคือใคร คือผู้บังคับการจังหวัด คือตํารวจ แต่ท่านก็อาจจะบอกกับผมว่าก็มีผู้แทนสํานักงานตํารวจ แห่งชาติแล้ว ท่านต้องทําหนังสือไปถึงกรมนะครับ ถึงสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ท่านส่งใคร ไปก็ไม่รู้ อาจจะนะ อาจจะนี่บางโอกาสส่งนายเวรไปที่เป็นนายพลหรือเป็นพันตํารวจเอก คําถามว่า มันเวิร์ก (Work) ไหม ถ้าถามผมนะท่านเพิ่มผู้บังคับการตํารวจจังหวัดชลบุรีไปอีก สักคนนี่ผมว่าก็จะดี ข้อเสนอผมนะครับ ส่วนข้อ ๑.๑๗ ผมอยากกราบเรียนว่าในเมื่อ หัวหน้าส่วนราชการเยอะแยะแล้วท่านยังตั้งไปได้อีก ๔ คนที่เกี่ยวข้องอยู่ในดุลยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดนี่นะครับ ท่านเอานี่สัก ๕ คนได้ไหม คือผู้แทนสมาคมร้อยแปดจิปาถะ คือคนในพื้นที่ แล้วท่านเขียนไปเลยว่าควรจะกําหนดว่า ผู้แทนเหล่านี้ควร ไม่ใช่เพิ่งตั้งไปเป็น ผมไปเป็นนายกสมาคมท่องเที่ยวเมืองพัทยาเพิ่งตั้งเมื่อเดือนที่แล้วนี้แต่ผมอยู่กรุงเทพฯ นะครับ ยังไม่รู้พื้นที่เลยผมก็ได้รับการแต่งตั้ง มันต้องมีกําหนดไว้ว่าเคยทํางานทํามาหากิน อยู่ที่นี่สักกี่ปีถูกไหมครับ เพื่อให้รู้ปัญหาจริง ๆ ของเมืองพัทยา คือผมนี่เห็นด้วยกับท่าน เลยว่าการปกครองพื้นที่อย่างนี้มันต้องได้คนที่อยู่ในพื้นที่เขาดูแลกันเอง เหมือนเทศบาล คนอยู่เทศบาลอุบลราชธานีจะไปรู้เรื่องของเทศบาลหาดใหญ่หรือ ไม่ได้หรอกครับ ก็ต้องไป เอาคนในพื้นที่ เห็นด้วยเลยหลักประชาธิปไตยให้เขาดูแลกันเองแต่ก็ต้องมีการกํากับหน่อยให้ ใกล้ชิด อันนี้เป็นเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ ผมอยากกราบเรียนขออนุญาตท่านดูปึกใหญ่ ๆ หน่อยนะครับ ปึกใหญ่ ๆ ของท่านนี่คือร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา ในมาตรา ๑๒ ท่านก็แก้ไขนะครับ แล้วผมก็เห็นด้วยทุกประการ แต่ว่าพอผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกท่านไม่ได้กําหนดคุณสมบัติว่าต้องจบ ป. ๔ ไหม ต้องจบมัธยมไหม แต่คนสมัครเป็น นายกเทศมนตรีท่านไปกําหนดในหน้า ๖ มาตรา ๔๓ (๓) ต้องสําเร็จการศึกษาไม่ต่ํากว่า ปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ผมยังคิดว่าก็เหมาะสมที่จะพัฒนาองค์กรพิเศษนี้ ผมเสนอ เสนออะไร เสนอว่าในมาตรา ๑๒ บุคคลที่จะมีคุณสมบัติสมัครเป็นสมาชิกสภานี้ ท่านกําหนดสักหน่อยได้ไหม จะกําหนด ปวช. ปวส. หรืออนุปริญญาตรี แต่อย่างน้อยต้องจบ สักมัธยมปลายนะครับ เพราะปัจจุบันนี้เราให้การศึกษาฟรีอยู่แล้ว ๑๒ ปี คือมัธยมศึกษาตอนปลาย ก็อยากจะ กราบเรียนว่ามันก็จะเป็นการพัฒนาอีกระดับหนึ่งว่าไม่ใช่อ่านหนังสือยังไม่ออกเพราะว่า เป็นพวกกลุ่มนี้นะครับ เซ็นหนังสือยังไม่ได้เลยแล้วก็เป็นสมาชิกสภา มันอาจจะเป็นไปได้ แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งที่ผมชื่นชมนะครับ ท่านจะตัดพื้นที่เมืองพัทยาออกจาก อบจ. ที่นี่ไม่มี ปัญหาเพราะว่าผู้บริหาร อบจ. กับผู้บริหารเมืองพัทยาคือกลุ่มเดียวกัน แต่ในบางจังหวัด คนละกลุ่ม ยุ่งยากมากเลยครับ อบจ. จะเอาอย่างนี้ แต่ว่าเทศบาลจะเอาอย่างนั้นนะครับ ก็เป็นความคิดริเริ่มที่สุดยอด ผมกราบขอบพระคุณท่านกรรมาธิการอย่างยิ่งเลยครับ แล้วก็ ข้อเสนอผมท่านลองไปพิจารณาดูก็แล้วกันนะครับ ขอบพระคุณมากครับ คิดว่าจะเป็น ประโยชน์ต่อเมืองพัทยาในอนาคตอย่างยิ่งครับ ขอบพระคุณครับ