เลิศรัตน์ รัตนวานิช อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติ กสทช. โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับกระบวนการสรรหากรรมการที่อาจไม่เป็นธรรมและไม่มีความเป็นอิสระ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการลงมติของที่ประชุม โดยเรียกร้องให้มีการลงมติแบบมีเอกสิทธิ์และแก้ไขข้อเสนอของทุกฝ่ายก่อนลงมติ เพื่อให้กระบวนการดำเนินไปอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่กรุณาให้โอกาสในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ กสทช. ที่เสนอให้ สปท. พิจารณาอยู่ในขณะนี้ ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสื่อสารมวลชนที่ได้เป็นรถไฟขบวนแรกที่นําพวกเราเข้ามาถึงป้าย โดยเป็น คณะกรรมาธิการแรกที่เสนอข้อเสนอในการปฏิรูปเข้าสู่สภาเพื่อที่จะส่งต่อไปยังรัฐบาล แล้วก็ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญเกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนทุกคนทั้งประเทศ เป็นเรื่องที่อยู่ใน ความสนใจของสภาทุกสภาที่มีมา มีการยกร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หลายครั้ง แม้แต่รัฐธรรมนูญเองก็ได้มีการกําหนดในเรื่องที่เกี่ยวกับ กสทช. ไว้ให้เป็นหลักการสําคัญ อย่างที่มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่ผ่าน สปช. หรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังยกร่างอยู่ในขณะนี้ที่จะ นําไปสู่การทําประชามติก็จะมีบทบัญญัติที่พูดถึงเรื่องคลื่นความถี่ พูดถึงเรื่องการมีองค์กร ที่เป็นอิสระเข้ามาควบคุมดําเนินการก็เห็นได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนไทยทั้งชาติ เพราะฉะนั้นการที่จะพิจารณาพระราชบัญญัติฉบับนี้ จึงเป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่งก็ดีใจที่มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านนะครับ ก่อนหน้าผม ๗-๘ ท่านให้ข้อสังเกตต่าง ๆ ถ้าจะให้พูดในทุกประเด็นที่ได้มีการขอแก้ไขใน พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้ก็คงต้องใช้เวลานาน ผมคงจะขอพูดในเรื่องของความเป็นอิสระขององค์กร กสทช. จากมุมมองของการสรรหา ผมดูกระบวนการสรรหา ก่อนอื่นได้มีการปรับเปลี่ยนจาก ๑๑ คน แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม ๒ งานภารกิจมาเหลือเป็นองค์คณะเดียว ๗ คน มีประธาน ๑ คน แล้วก็อีก ๖ คนก็ทํางานร่วมกันเป็นบอร์ด (Board) ใหญ่บอร์ด (Board) เดียว อันนี้ก็เป็นของใหม่นะครับ จะดีกว่าของเก่าหรือไม่อย่างไรก็คงต้องรอดูอีกสัก ๕-๖ ปีว่าทํางานไปแล้วมีประสิทธิภาพ เท่าที่คนเก่าเขาคิดไว้ไหม กฎหมายเดิมที่คิดไว้ไหม เป็นเพราะอะไรจึงต้องยุบรวม ๒ องค์กร จากที่มีประธานใหญ่และมีประธาน ๒ ข้างมาเป็นประธานใหญ่คนเดียวกํากับดูแลทั้งหมด นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างจะยิ่งใหญ่ ที่ค่อนข้างจะมาก ต่อองค์กรนี้ ในเรื่องการสรรหา รูปแบบการสรรหาที่เขาคิดกันไว้ในกฎหมายเดิมผมคิดว่า เขาคิดกันจนหัวแตกไปหลายคนนะครับว่าจะทําอย่างไรจะได้คนที่เราถือว่ามีความเป็นอิสระ ในการมาเป็นคณะกรรมการ กสทช. มาดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ผลประโยชน์ ของรัฐ ไม่ต้องพูดถึงว่าผลประโยชน์มันขนาดไหนนะครับ จึงได้มีวิธีการที่จะสรรหาบุคคล อย่างค่อนข้างจะหลากหลาย มีกรรมการร่วม ๒๐ คน มีวิธีการมา ๒ ทาง มีการเสนอเป็น ๔ เท่า ต่าง ๆ นานาเพื่อให้วุฒิสภาเลือกคนออกมา มาในครั้งนี้ได้ปรับแก้วิธีการสรรหาง่าย เลยครับ เป็นวิธีการสรรหาแบบเดียวกับที่เราสรรหา ส.ว. เมื่อปี ๒๕๕๐ นั่นละ มีกรรมการ ๗ คน นั่งประชุมกันแป๊บเดียวก็ได้มาแล้วไม่ว่าจะสมัครมากี่คนนะครับ ได้ชื่อ มาอย่างรวดเร็ว กระบวนการซิมเพิล (Simple) มาก แต่ผมดูรายชื่อกรรมการสรรหาแล้ว มาโดยตําแหน่งแต่ก็ค่อนข้างจะเป็นฝั่งฟากเดียวกัน อันนี้คือความเป็นห่วง เพราะหลักการ สรรหาที่ดี หลักการสรรหาที่เป็นธรรม หลักการสรรหาที่จะได้บุคคลที่มาจากความเป็นอิสระ บุคคลที่มีความสามารถจริง ๆ ยิ่งสังคมไทยเป็นสังคมแห่งการอุปถัมภ์ สังคมแห่งการเกื้อกูล สังคมแห่งการขอกัน ถ้าเราตั้งกรรมการสรรหาแบบที่เห็นนี่เราก็จะได้คนเข้ามาแบบที่ ดูรายชื่อแล้วเราก็ร้อง แทบจะกาได้เลยนะครับว่าคนไหนจะเข้ามาเป็น อันนี้ผมเองก็มี ความกังวลใจนิดหนึ่งในกระบวนการสรรหาที่ท่านไปเลือกกรรมการสรรหา ๗ คน ซึ่งแต่ละคนนี่เป็นสุดยอดทั้งนั้น สุดยอดขององค์กร สุดยอดของประเทศเลย แต่บทเรียน ที่ผ่านมา การสรรหา ส.ว. แต่ละครั้งนั้นก็มีเรื่องที่ไปซุบซิบกันว่าไปลงหนังสือพิมพ์ เดี๋ยวโดนฟ้องว่าที่ไปที่มาของคนที่ได้รับการสรรหาเข้ามาอย่างไร อันนี้ท่านต้องไปถาม คนที่เคยผ่านการสรรหามาในระบบการสรรหาแบบที่ท่านเขียน รับรองว่าท่านจะได้คนที่ ท่านต้องการจริง ๆ ครับ แต่ไม่รู้ว่าเป็นคนที่ประชาชนหรือสื่อเขาจะร้องฮ้อหรือเปล่านะครับ
อีกประเด็นหนึ่ง ในเรื่องของกระบวนการสรรหา ท่านไปกําหนดไว้ใน มาตรา ๑๔/๑ ให้คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้กําหนดว่าจะเอาประเภทไหน เท่าไร อย่าลืมว่า กรรมการสรรหา ๗ คนนี้เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาไปตามตําแหน่ง เขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นถาวร แล้วเมื่อถึงมีการสรรหาใหม่เขาเปลี่ยนกติกาใหม่อีกได้หรือไม่ กติกาว่าความเชี่ยวชาญ มีอะไรบ้าง แล้วความเชี่ยวชาญแต่ละด้านนั้นควรจะมากี่คน ควรจะต้องกําหนดไว้ตายตัว ให้ชัดเจนในกฎหมาย ไม่ใช่ไปเขียนเปิดช่องให้กับกรรมการสรรหาเป็นผู้พิจารณา เพราะกรรมการสรรหา ๗ คนนี้ทุกครั้งที่ประชุมก็เปลี่ยนอย่างน้อย ๑ คน บางครั้งก็เปลี่ยน ๗ คนเลย แล้วถ้าเขาจะเปลี่ยนกติกาใหม่จะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นกติกาตัวนี้ต้องชัดเจน ว่าเราต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านไหนบ้าง ควรจะอยู่ในร่างกฎหมายเลย มิฉะนั้นจะมี ปัญหาแน่ แล้วยิ่งเกิดมีคนออกไปคนหนึ่งก็จะไปจํากัดว่าจะต้องสรรหาคนในสเปก (Spec) นี้ เท่านั้นใช่หรือไม่ ผมก็คงจะไม่พูดเพิ่มเติมในเรื่องของร่างกฎหมาย เพราะว่าท่านประธาน ก็มองหน้าผมแล้ว นาฬิกาก็เดินเลยไปแล้ว
ผมขอพูดประเด็นสุดท้ายที่มีความสําคัญยิ่งคือเรื่องการลงมติของที่ประชุม แห่งนี้ เนื่องจากอันนี้เป็นกฎหมายฉบับแรก เป็นข้อเสนอปฏิรูปครั้งแรกที่จะส่งต่อออกไป ผมอยากจะเรียนถามท่านประธานว่าวิธีการลงประชามติ แน่นอนครับ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย งดออกเสียง หรือไม่กดอะไรเลย ถ้าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยไม่มีปัญหาอะไร ไม่เห็นด้วยก็คือไม่ชอบ พอเห็นด้วยมันมีเห็นด้วยแบบชอบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ชอบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็คําอภิปราย ของผมและของอีกหลาย ๆ ท่าน ท่านเอาไปพิจารณาอย่างไร ท่านจะแก้ให้หรือไม่แก้ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เห็นด้วยบางเรื่องท่านจะไปแก้เอาตอนไหน อย่างไร อันนี้เป็นเรื่อง ที่สําคัญมากว่าจะลงมติแค่เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียงมันไม่เพียงพอต่อการลงมติ แบบที่เรากําลังจะต้องกดในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ ประสบการณ์ของ สปช. ก็เกิดปัญหานี้ ขึ้นมา สุดท้ายก็เป็นเรื่องวิธีเดินสายกลาง คือมอบอํานาจให้กับกรรมาธิการมีเอกสิทธิ์ ในการรับฟังข้อคิดเห็น ถ้าผ่านคือมีคนเห็นด้วยมากกว่ากึ่งหนึ่งท่านก็นําไปแก้ไขตามที่ ท่านคิดว่าอยากจะแก้ไขข้อเสนอของใคร ให้เวลาท่าน ๗ วัน ให้เวลาพวกผมอีก ๓ วัน เสนอข้อขอแก้ไขส่งไปที่ท่าน จากนั้นภายใน ๗ วันจากวันที่เราลงมติท่านก็นําร่างใหม่ ที่ท่านได้แก้ไขแล้วหรือไม่แก้ไขส่งมาที่ท่านประธานสภาท่านก็ลงนามส่งต่อไปสู่รัฐบาล นั่นเป็นวิธีหนึ่งที่ได้ปฏิบัติมา แต่ในครั้งนี้เรายังไม่ได้กําหนดในเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน ก็เลยอยากจะกราบเรียนถามท่านประธาน ให้ข้อสังเกตกับพวกเราว่าท่านจะให้เอกสิทธิ์แก่กรรมาธิการหรือไม่ เพราะจะมีผลต่อ การลงมติ ถ้าโหวตเห็นด้วยก็คือไม่แก้อะไรเลย อาจจะมีคนไม่เห็นด้วยเพิ่มมากขึ้น เพราะที่เขาไม่เห็นด้วยเพียงบางส่วนเมื่อไม่มีโอกาสที่จะแก้ไขแล้ว กับถ้าเกิดเปิดช่อง ให้ไปแก้ไขได้จะกลับมาที่นี่อีกหรือไม่ อย่างไร ก็ขออนุญาตกราบเรียน ขออภัยท่านประธาน ที่ใช้เวลาเกินไปครับ ขอบพระคุณครับ