เฉลิมชัย ห่วงร่างแก้ กสทช. ชี้กระทบอิสระ-เสนอสงวนสิทธิ์ลงมติ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓ · ๑๘ มกราคม ๒๕๕๙

เฉลิมชัย เครืองาม แสดงความกังวลต่อร่างแก้ไข พ.ร.บ. กสทช. โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างคณะกรรมการกำกับการปฏิบัติงาน หรือซูเปอร์บอร์ด ที่เปลี่ยนจากการสรรหาโดยวุฒิสภาเป็นการแต่งตั้งโดยข้าราชการ ซึ่งอาจกระทบความเป็นอิสระขององค์กรและขัดเจตนารมณ์ของกฎหมาย พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตถึงการยกเลิกมาตรา 73 ที่ทำให้ กสทช. สูญเสียภาระหน้าที่ในการร่วมมือกับซูเปอร์บอร์ด ส่งผลต่อประสิทธิภาพการกำกับดูแล และขอสงวนสิทธิในการลงมติในขั้นตอนต่อไปเนื่องจากมีข้อกังวลต่อหลักการกำกับดูแลองค์กรอิสระ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ถ้าจะอภิปรายใช้เวลาเกินไปหน่อย ขอความกรุณาท่านประธานด้วย เพราะผมต้องขอกราบเรียนว่าสิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้ นั้นเป็นประเด็นที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไป ทางสมาชิกช่วยกรุณาพิจารณาในชั้นลงมติด้วย ผมค่อนข้างไม่สบายใจต่อการแก้ไข ร่างกฎหมาย กสทช. ครั้งนี้เป็นอย่างมาก ขออนุญาตเรียกสั้น ๆ เลยนะครับ ด้วยมาตรา และบทบัญญัติที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง และผมก็ไม่ทราบว่าสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ นํามาเสนอต่อสภาแห่งนี้นั้นท่านร่างขึ้นมาเองหรือเป็นร่างที่มาจากรัฐบาล ถ้ามาจากรัฐบาล รับมาจากหน่วยงานที่มีหน้าที่กํากับเรื่องนี้คือ กสทช. หรือเปล่า ท่านประธานครับ ผมไม่สบายใจ อย่างยิ่งต่อการแก้ไขบทบัญญัติในหมวด ๖ ต้องขอกราบเรียนว่านี่คือหัวใจสําคัญของ พระราชบัญญัติ กสทช. ฉบับนี้เลยก็ว่าได้ อยากจะเรียกว่ามีการดูเป็นตอน ๆ แล้วนําเสนอ เข้ามาแบบซ่อนเข้ามาหรือเปล่า ภาษาชาวบ้านเขาใช้คําว่า หมกเม็ด ผมไม่อยากจะใช้คํานี้ หมวด ๖ นี้คือหมวดที่ว่าด้วยการกํากับ ตรวจสอบ ติดตามการปฏิบัติงานของ กสทช. ครับ กํากับดูแลทั้งคณะกรรมการ กสทช. ทั้งคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง เลขาธิการ กสทช. เขาแก้ไขอย่างไรครับ คณะกรรมการ กสทช. เป็นหน่วยงาน เป็นองค์กรอิสระทุกคนทราบดี แต่มิใช่ว่าจะอิสระเสียเลยจนลอยอยู่ในอากาศ ไร้การตรวจสอบ กฎหมายฉบับนี้จึงสร้างกลไกในการกํากับดูแลในการตรวจสอบการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานนี้ องค์กรที่ว่านี้เป็นองค์กรที่เรียกว่าคณะกรรมการติดตาม กํากับการปฏิบัติงาน ผมขออนุญาตเรียกสั้น ๆ ว่า ซูเปอร์บอร์ด (Super board) ซูเปอร์บอร์ด (Super board) นี้ เป็นหัวใจสําคัญของการกํากับดูแลการปฏิบัติงานของ กสทช. เลยครับ กฎหมายฉบับเดิม คณะกรรมการซูเปอร์บอร์ด (Super board) มีที่มาจากการสรรหาโดยวุฒิสภา กฎหมาย เขียนไว้ให้ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลายสาขาครับ ท่านประธาน ประกอบด้วย ๕ คน คือประธาน ถัดมาคือใช้คําว่า เป็นผู้ที่มีผลงานหรือมี ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ ๑. เป็นผู้มีความรู้ ๒. เป็นผู้มีผลงาน ๓. เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญ ๔. เป็นผู้มีประสบการณ์ ผ่าน ๔ ด่านนะครับ ด้านไหนบ้างครับ ด้านกิจการกระจายเสียง ๑ คน ด้านกิจการโทรทัศน์ ๑ คน ด้านกิจการโทรคมนาคม ๑ คน ที่สําคัญคือเป็นผู้มีผลงาน และประสบการณ์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ๑ คน และถัดไป เป็นผู้มีผลงานและประสบการณ์ ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอีก ๑ คน รวมเป็น ๕ คน ให้เลือกประธาน ขึ้นมา ๑ คน คนเหล่านี้เป็นผู้มีผลงาน มีประสบการณ์มีความรู้ทั้งสิ้น เป็นหน่วยงานอิสระ จึงต้องอาศัยคนที่จะไปตรวจสอบหรือซูเปอร์บอร์ด (Super board) ที่เป็นอิสระอีก แล้วก็ มีความรู้ มีความสามารถ มีประสบการณ์ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ส่งรายชื่อให้กับวุฒิสภา เป็นจํานวน ๒ เท่า แล้วให้วุฒิสภาลงมติเลือกเหลือตามจํานวนที่ว่า กว่าจะผ่านด่าน ของวุฒิสภาได้มีความลําบากยากเย็นเป็นอย่างยิ่ง ต้องตรวจสอบคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ ต้องเรียกมาสัมภาษณ์ เชิญมาสัมภาษณ์ แล้วก็ดูความรู้ ความประพฤติทางจริยธรรมต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น แล้วเกิดอะไรขึ้นกับการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ท่านประธานครับ ตัดพวกนี้ ออกให้หมดเลย เหลืออะไรครับ เหลือคนที่เป็นข้าราชการ คนที่มาจากหน่วยงานของรัฐ ๑ คน คือมาจากสํานักงบประมาณ ๑ คนคือมาจากผู้แทนกระทรวงการคลัง และกําหนดไว้เลยว่า เป็นประธาน อีก ๑ คนมาจากกระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคมซึ่งยังไม่เกิด ก็คงจะเป็น กระทรวงไอซีที (ICT) ในปัจจุบัน ๓ คนนี้เป็นข้าราชการ จะไปกํากับ ตรวจสอบ ติดตามการดูแล การปฏิบัติงานขององค์กรอิสระครับ ไม่เคยมีนะครับ อีก ๒ คนที่จะรวมกับอีก ๓ อันแรกนี้ เป็น ๕ คน มาจาก สตง. แล้วก็มาจาก ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระอีกเหมือนกัน รวมเป็น ๕ คน ผมว่ารูปแบบ กลไกการกํากับ ตรวจสอบ ติดตามแบบนี้ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ หรือเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ที่ต้องการให้หน่วยงานอิสระถูกกํากับตรวจสอบโดย หน่วยงานหรือองค์กรที่อิสระเช่นเดียวกัน ข้าราชการจะไปกํากับ ตรวจสอบองค์กรอิสระ ได้อย่างไร ที่ตลกท่านประธานครับ ในมาตราหนึ่งกําหนดไว้ว่าการประเมิน ตรวจสอบ ติดตาม ที่ว่าให้คณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานจัดให้มีบุคคลหรือคณะบุคคลที่เป็นอิสระ มีประสบการณ์ ความรู้และความเชี่ยวชาญในการประเมินผลงานที่เกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ ของ กสทช. เป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติงาน แล้วทํารายงานเสนอต่อคณะกรรมการกํากับ การประเมินผลการปฏิบัติงาน แล้วคณะกรรมการ ๕ คนที่ท่านตั้งขึ้นมาไม่ได้เป็นผู้กํากับ ตรวจสอบ ติดตามหรือครับ ท่านต้องไปตั้งคณะบุคคลอีกคณะหนึ่งขึ้นมาเพื่อทํารายงาน เสนอให้กับคณะกรรมการซูเปอร์บอร์ด (Super board) ที่ว่า ทําไมอย่างนั้นล่ะครับ กฎหมายเดิมซูเปอร์บอร์ด (Super board) ๕ คน เขากํากับ ตรวจสอบ ติดตามการปฏิบัติงาน ด้วยตัวเอง แต่กฎหมายใหม่ที่ท่านกําลังจะแก้ให้มีคณะกรรมการอีก ๓ คน ๓ คนมาจาก ข้าราชการ ๒ คนมาจากองค์กรอิสระ ป.ป.ช. สตง. ๕ คนนี้ไปให้มีคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง จัดให้มีรายงานเสนอซูเปอร์บอร์ด (Super board) แล้วซูเปอร์บอร์ด (Super board) ที่ท่านตั้งขึ้นมามีหน้าที่รับรายงานอย่างเดียว อันนี้คือข้อตําหนิ ข้อวิจารณ์ที่ผมขอแสดงความเห็น ผ่านไปว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ประเด็นถัดมาครับ กฎหมายฉบับเดิมกําหนดให้ กสทช. และหน่วยงานต่าง ๆ ในสํานักงาน กสทช. ให้ความร่วมมือกับซูเปอร์บอร์ด (Super board) พูดง่าย ๆ ว่า ซูเปอร์บอร์ด (Super board) อยากจะตรวจสอบอะไร อยากจะขอเอกสารอะไร กสทช. กรุณาให้ความร่วมมือด้วย ขอเอกสารก็ช่วยกรุณาส่งเอกสาร ผมเป็นวุฒิสภาในสมัยที่ตั้ง ซูเปอร์บอร์ด (Super board) ชุดที่ ๑ เรากลั่นกรองซูเปอร์บอร์ด (Super board) ชุดนั้นมา เป็นอย่างดี และต่อมาเราก็ติดตามดูเขาว่าเขาทํางานอย่างไร สิ่งที่เขารายงานเราเขาบอกว่า อย่างไรครับ เขาบอกว่า กสทช. มักจะไม่ให้ความร่วมมือ จริงเท็จประการใดผมไม่ทราบ แต่มีความยุ่งยากลําบากในการขอความร่วมมือจาก กสทช. คนตรวจสอบขอเอกสาร ขอความร่วมมือจากคนที่ถูกตรวจสอบ ไม่ได้รับความร่วมมือ จึงทําให้การตรวจสอบไม่มี ประสิทธิภาพเท่าที่ควร เกิดอะไรขึ้นกับการแก้กฎหมายฉบับนี้ ในมาตรา ๔๑ ท่านไปยกเลิก มาตรา ๗๓ มาตรา ๗๓ นั่นละครับที่เป็นคนกํากับ เขียนบอกไว้ว่าให้ กสทช. และสํานักงาน เลขาธิการ กสทช. ให้ความร่วมมือกับซูเปอร์บอร์ด (Super board) แต่ปรากฏว่าร่างกฎหมาย ฉบับปฏิรูปฉบับนี้ท่านกลับไปยกเลิกมาตรา ๗๓ คือยกเลิกมาตราที่ว่าด้วยการให้ความร่วมมือ แสดงว่าต่อไปนี้สํานักงานเลขาธิการ กสทช. อาจจะไม่ให้ความร่วมมือกับซูเปอร์บอร์ด (Super board) ก็ได้ เพราะไม่มีกฎหมายเขียนไว้แล้ว แล้วเขาจะไปกํากับ ตรวจสอบอย่างไร ล่ะครับ ของเดิมขนาดมีกฎหมายเขียนอยู่เขายังไม่ค่อยให้ความร่วมมือ ถ้าท่านยกเลิก กฎหมายฉบับนี้จะยิ่งแย่ใหญ่ อะไรไม่เลวร้ายท่านประธานครับ ขออภัยครับ ขอถอนคําว่า เลวร้าย เพราะว่าก็เป็นความคิดที่ต่างเหตุต่างผลกันได้ ท่านไปเขียนไว้ในหลักการของ กฎหมายเลย หลักการของกฎหมายฉบับนี้ในหน้า ๓ เขียนไว้เลยว่า และยกเลิกมาตรา ๗๓ แสดงว่าท่านต้องการยกเลิกมาตราที่ว่าด้วยการให้ความร่วมมือจาก กสทช. จริง ๆ จึงเขียนไว้ ในหลักการเลยครับ การเขียนไว้ในหลักการมีผลอย่างไร มีผลทําให้อย่างไร ๆ แปรญัตติแก้ไข ให้แตกต่างไปจากหลักการนี้ไม่ได้แล้ว เพราะเขียนบังคับไว้ในหลักการแล้ว ผมจึงค่อนข้างจะ ไม่สบายใจ มีบทบัญญัติอีกหลายถ้อยคําที่ใช้ในกฎหมายฉบับนี้ ผมจึงมีความหนักใจอย่างยิ่ง ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบกฎหมายฉบับนี้แค่การกํากับ ตรวจสอบ ยังมีประเด็นที่จะอภิปรายอีกเยอะครับ แต่คงต้องใช้เวลาพอสมควร ทําให้ผมไม่สบายใจ เป็นอย่างยิ่ง และคิดว่าการแก้กฎหมายมาเยอะ ๆ ขออภัยเอ่ยนาม ท่านคํานูณ ท่านบอกว่า เป็นการรื้อใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ของกฎหมายฉบับนี้เลยก็ว่าได้ ท่านแก้มาเยอะแยะ และท่านซ่อนมาตราหรือหมวดนี้มาหรือเปล่า เพราะหมวดนี้คือหมวดว่าด้วยการกํากับ ตรวจสอบ ติดตามการกํากับงานของ กสทช. ซึ่งเป็นหัวใจสําคัญอย่างยิ่ง ท่านให้ข้าราชการไปกํากับ ตรวจสอบการทํางานขององค์กรอิสระ ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง อย่างไร ๆ ก็ทําไม่ได้ ผิดต่อหลักการเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นจึงขอสงวนสิทธิในการลงมติในการให้ความเห็นชอบ กฎหมายฉบับนี้โดยส่วนตัวของผม ในชั้นลงมติผมก็จะได้พิจารณาว่าจะดําเนินการอย่างไร ขอบพระคุณครับ