กษิต ภิรมย์ แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ และเสนอว่าควรทบทวนการใช้สัมปทานของหลวงที่ไม่ได้ใช้ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของงานเทคนิคในการสื่อสาร นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปรับปรุงบริหารการจัดการภายใต้กฎหมายนี้ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแยกกองทุนออกจากอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการ และปิดช่องโหว่ในการใช้จ่ายเงิน
ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ นะครับ ท่านประธานครับ กฎหมายที่ได้ยกร่างมานั้นถ้าเผื่อจะตีความความหมาย ของคําว่า ปฏิรูป ก็สามารถที่จะตอบได้ว่าเป็นการปฏิรูปกิจการสื่อสารในเรื่องของความถี่ แต่ถ้าเผื่อจะตีความให้แคบลงก็เป็นเรื่องของการแค่ปรับปรุงเท่านั้นเองบางประเด็น และเป็นการปรับปรุงภายใต้ร่างพระราชบัญญัติอันนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับโครงสร้างแล้วก็ การบริหารจัดการ แต่ว่าเนื้อแท้ ๆ คงมีหลายประเด็นที่ยังไม่มีการปฏิรูปนะครับ ผมขอทิ้งไว้ แค่นี้เสียก่อนเดี๋ยวผมจะกลับมา
ส่วนประเด็นที่ ๒ คือผมค่อนข้างจะสะดุ้งสะเทือนกับคําว่า เยียวยา คําว่า เยียวยา ตามความหมายหรือความเข้าใจภาษาไทยของผมอันจํากัดนั้นก็คือว่ามีผู้ถูกกระทําอะไร ที่โหดร้าย ทารุณ แล้วก็จะต้องมีการเยียวยา แต่คราวนี้ถ้าเผื่อมี กสทช. หรือว่าบริษัทเอกชน อื่นใดได้รับความถี่อยู่ในมือแล้วไม่ได้ทําประโยชน์แล้วก็จะขอคืน ประเด็นที่จะถามก่อนจะ เยียวยาหรือจะไปชดเชยโอกาสที่สูญเสียไปก็ว่า แต่คุณเอาความถี่ไปเก็บไว้ ไปกักไว้ ประชาชนสิครับที่เสียประโยชน์เพราะว่าไม่ได้มีการใช้ อีกทั้งก็เป็นการปิดทางไม่ให้บริษัทที่ ๓ ที่อยากจะเข้ามาได้ใช้ความถี่ที่ไม่ได้ใช้ แล้วเรื่องอะไรจะต้องไปเยียวยาในเมื่อมีสิทธิแล้วไม่ได้ ใช้ประโยชน์จากสิทธิ
อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าผมเป็นพลเมืองไทย ผมเป็นเจ้าของ กสทช. แล้วก็ บรรดารัฐวิสาหกิจทั้งหมด ถ้าเผื่อจะเยียวยา กสทช. ต้องเยียวยาพลเมืองไทย ๖๕ ล้านคน หรือไม่ หรือถ้าเผื่อไม่ต้องเยียวยาก็ตัดส่วนนั้นไป และเอกชนใดที่เข้ามาถือหุ้นอันนั้นก็ว่า กันไป ต้องพูดกันเสียให้ชัดนะครับ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับคําว่า เยียวยา และต้องมีการทบทวน ว่าเอาสัมปทานของหลวงไปใช้และไม่ใช้แล้วทําไมต้องเยียวยา ผมค่อนข้างจะรับหลักการ อันนี้ไม่ค่อยได้
ส่วนเรื่องคณะกรรมการของ กสทช. ก็เป็นหลักปฏิบัติของบรรดารัฐวิสาหกิจ ทั้งหลายว่าคณะกรรมการ ผู้บริหารอะไรนี่ต้องมาจากหลายหมู่คณะ นักกฎหมาย นักเศรษฐศาสตร์ นักบัญชีอะไรต่าง ๆ แต่ว่างานสื่อสารเป็นเรื่องของงานเทคนิคเป็นสําคัญ แล้วก็งานเทคนิค ของการสื่อสาร วิวัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เอาคณะกรรมการ กสทช. แล้วไปคิดว่าจะต้องหลากหลาย แต่ว่างานหนักไปทางด้านเทคนิค ผมอยากจะให้คณะกรรมการของ กสทช. เป็นนักเทคนิคที่รู้เรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี แล้วก็การสื่อสารเป็นสําคัญ ส่วนใครจะตรวจสอบก็มีสํานักงานผู้บริโภคอยู่แล้ว ประชาชน เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเขาจะร้องเรียนเองถ้าไม่ได้รับความยุติธรรม อีกทั้งก็จะมีรัฐสภาครับ รัฐสภาต้องมาเป็นผู้ตรวจสอบ แล้วผมก็บอกว่าในกฎหมายนี้ทําไมไม่ระบุไว้ให้แน่ชัดเลยว่า ปีละ ๓ ครั้งถึง ๔ ครั้งเป็นอย่างน้อย คณะกรรมการบริหาร กสทช. คณะกรรมการกํากับนั้น จะต้องมาปรากฏที่สภาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ มาชี้แจงในเรื่องที่สําคัญ เรื่องที่ประชาชน เป็นเจ้าของความถี่นั้นจะต้องมีการรายงาน จะมีประเด็นปัญหาในกรรมาธิการของสภาต่าง ๆ ที่ผ่านมาคือผู้บริหารระดับสูงได้รับเชิญโดยกรรมาธิการต่าง ๆ แล้วก็จะหนีการประชุม อยู่ตลอดเวลา แล้วก็ส่งข้าราชการประจํา ส่งลูกน้องมา ไม่กล้าตัดสินใจ พูดไม่รู้เรื่อง แล้วก็ ฝากเรื่องไป นําความกลับไปแล้วถามอีก ๓ เดือนก็จะไม่เกิดขึ้น ต้องเป็นภาคบังคับครับ ในเรื่องที่สําคัญที่สุดที่เกี่ยวกับความมั่นคงแล้วก็ผลประโยชน์ของประเทศชาติด้วย นั่นก็เป็น อันหนึ่งที่ผมอยากจะขอให้มีการทบทวนจะบรรจุว่าเป็นข้อบังคับได้ไหมว่ากรรมาธิการ กสทช. จะต้องมาปรากฏตัวที่สภา
อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าการปรับปรุงบริหารการจัดการภายใต้กฎหมายนี้ ที่เกี่ยวกับ กสทช. เกี่ยวกับการจัดสรรควบคุมความถี่ต่าง ๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะเป็นเรื่อง ของเทคนิค แต่ทําไมไหน ๆ แล้วเราจะปฏิรูปประเทศชาติ ก็ต้องบอกว่าในการใช้ความถี่ ที่เป็นของรัฐบาล ของประชาชน ของพลเมืองเป็นสําคัญนั้น จะต้องบอกไปเลยว่าได้รับความถี่ ไปแล้วการถือหางทางการเมืองต้องไม่เกิดขึ้น การสร้างความมอมเมาจะต้องไม่เกิดขึ้น การมอมเมาเยาวชนต้องไม่เกิดขึ้น การโกหกพกลมก็จะต้องไม่เกิดขึ้น อันนี้เป็นเรื่องสําคัญครับ เพราะจะไปดูกันว่าได้ใช้ความถี่ไปแล้วก็เอาความถี่ที่เป็นของประชาชนไปปู้ยี่ปู้ยําเพียงเพื่อ จะหารายได้
ส่วนประเด็นสุดท้าย ก็คือว่าผ่านทางท่านประธานไปที่ประธานกรรมาธิการ ก็แน่นอนครับ พอบอกว่าตัวเลขได้เงิน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทมันก็ดูน่าทึ่ง แต่ผมก็ได้เคย อภิปรายก่อนนี้แล้วว่าแล้วผู้ประกอบการที่ได้ความถี่ไปนั้นจะไม่คิดค่าบริการกับประชาชน พลเมืองเท่าไร อย่างไร อีกประเด็นหนึ่งคือบอกว่าได้มา ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ทําไม ถึงทยอยจ่าย แล้วรัฐได้ประโยชน์ทําไมถึงต้องทยอยจ่าย แล้วเงินเหล่านั้นมาจากไหน ได้รับการการันตี (Guarantee) อย่างไรบ้างนะครับอันนี้ แล้วก็ที่ผู้ประกอบการมารับคล้าย ๆ กับ สัมปทานหรือว่ามาได้รับความถี่ไปจากการประมูลนั้น นอกเหนือจะต้องจ่ายให้รัฐ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทแล้วยังต้องไปจ่ายให้บริษัทฝรั่งมังค่าที่เป็นซัพพลายเออร์ (Supplier) อีกเท่าไรครับ เราจะต้องสูญเสียเงินตราออกไปอีกเท่าไรในกิจการที่เราแทบจะไม่มีองค์ความรู้ ในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะมีความเป็นตัวของตัวเอง แต่ถ้าเผื่อจะใช้เงินกันเป็น แสน ๆ ล้านบาทแล้วการพัฒนาอุตสาหกรรมทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารโดย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสถาบันวิจัยของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยหน่วยงานของกระทรวงอุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นอย่างไร
ส่วนประเด็นสุดท้าย เรื่องกองทุนต่าง ๆ เมื่อสักครู่มีเพื่อน สปท. ได้กล่าวไปแล้ว ต้องแยกกองทุนทั้งหมดออกมาจากอํานาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการ อสมท คณะกรรมการ อสมท เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ในเรื่องที่เกี่ยวกับกํากับดูแลความถี่ แต่ว่าเงินที่ได้มา ก็มีข่าวลือข่าวเล่าอ้างกันเยอะแยะว่าเงินต่าง ๆ ในงบประมาณประจําในกองทุนนั้น ก็ไปปู้ยี่ปู้ยํากัน เดินทางต่างประเทศ ดูงาน แล้วก็ไปสปอนเซอร์ (Sponsor) การต่าง ๆ ที่ก็มีผลประโยชน์ทับซ้อน เหมือนกับเป็นการฟอกเงินของหลวง สิ่งเหล่านี้ในการจะ ปฏิรูปการสื่อสารเสียทีจะต้องไม่ให้เกิดขึ้นแล้วจะต้องปิดช่องโหว่ต่าง ๆ เหล่านี้ให้ได้ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญครับ ไม่อย่างนั้นเราก็ปฏิรูปกันลม ๆ แล้ง ๆ คือปรับโครงสร้าง แล้วก็บอกว่าดูดี ยุบรวมคณะกรรมการให้มีเอกภาพต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ว่าเนื้อ ๆ จริง ๆ ที่เป็นประเด็นปัญหาก็ยังไม่ได้มีการปฏิรูป อาจจะไม่ตรงกับงานที่ท่านได้รับมอบหมาย มาหรือว่าอยู่ในร่างกฎหมายที่จะแก้ไขเพิ่มเติม แต่เป็นหัวใจที่ประชาชนให้ความสนใจอยู่ แล้วเราต้องตอบสนองความสงสัยของประชาชนเหล่านี้ให้ได้นะครับ ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ