เสรี สุวรรณภานนท์ แสดงความไม่เห็นด้วยต่อรายงานของคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับการปฏิรูปสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และหารือเรื่องการปฏิรูปการบริหารจัดการคลื่นความถี่และโทรคมนาคม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาความเป็นอิสระของ กสทช. ในการจัดสรรงบประมาณและบริหารจัดการคลื่นความถี่ให้อยู่ในมือของประชาชน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของสํานักงาน กสทช. โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายที่ไม่เกิดประสิทธิผล การฟุ่มเฟือย หรือการก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนส่วนรวม และเรียกร้องให้มีการแก้ไขหรือระงับดําเนินการตามที่เห็นควร
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท. ในส่วนที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานเกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนที่ท่านประธานและคณะได้กรุณาให้ข้อมูลกับที่ประชุม ไปแล้วนั้น ผมก็จะเสนอข้อสังเกตและข้อที่ท่านกรรมาธิการได้กรุณาจัดทํามาในข้อแรกนี้ ถ้าหากว่าดูในร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ ถ้าดูตัวร่างหน้า ๒ มาตราที่ขอแก้คือมาตรา ๖ ไปขอแก้มาตรา ๑๔ โดยกําหนดตัวบุคคล ที่จะเลือกเป็นคณะกรรมการสรรหา ท่านดูมาตรา ๑๔ (๖) คณะกรรมการสรรหา ท่านมี ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน แล้วก็ (๖) คือประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน ผมเข้าใจว่าร่างนี้คงเป็น การจัดทํามาในช่วงก่อนนานแล้วที่มีการถกเถียงกันว่าจะรวมผู้ตรวจการแผ่นดิน กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเข้ากันหรือไม่ จนบัดนี้ก็ยังแยกกันอยู่ทั้ง ๒ คณะ แล้วไม่นานก็ได้เลือกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไปแล้ว พอท่านไปทําร่างนี้ขึ้นมา ก็เหมือนกับเป็นร่างเก่าที่ยังไม่ได้ทบทวนดูรายละเอียดให้เป็นปัจจุบัน อันนี้ข้อที่ ๑ ถ้าตั้งไปตามนี้เขาก็จะหาว่า สปท. เราไม่เห็นองค์ประกอบที่แท้จริงนะครับ
เรื่องที่ ๒ ที่เป็นห่วงนี่นะครับ จากสภาพปัญหาเดิมเราเข้าใจว่าเราอยากจะตั้ง ให้มี กสทช. ที่มีความเป็นอิสระ ไม่ถูกแทรกแซง สามารถที่จะจัดสรรคลื่นความถี่ หรือโทรคมนาคม วิทยุโทรทัศน์อะไรทั้งหลายอย่างอิสระ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นผลประโยชน์ ทั้งสิ้น จริง ๆ แล้วคลื่นเหล่านี้เป็นของประชาชนมันผ่านตัวเราอยู่ทุกวัน แต่ถ้าเราจะใช้มันเราต้อง จ่ายเงินครับ จริง ๆ แล้วในหลักการสําคัญคลื่นความถี่ทั้งหลายประชาชนต้องใช้ฟรีด้วยซ้ําไป เพราะมันอยู่ในอากาศครับ ว่าไปแล้วทุกคนเป็นเจ้าของ แต่พอเรามาจัดการบริหารเราก็ ดีอกดีใจเราได้งบประมาณมหาศาลจากการประมูลอะไรทั้งหลาย แต่อันนั้นคือเป็นทางธุรกิจ เป็นผลประโยชน์ที่ผลสุดท้ายแล้วก็จะกลับไปสู่ประชาชนที่จะต้องรับภาระในเรื่องเหล่านี้ ประชาชนคือคนที่รับภาระหนักไม่ว่าจะประมูลกี่แสนล้านบาทอะไรก็ตามคนเดือดร้อน ก็คือประชาชน ผมก็ยืนยันว่าจริง ๆ ต้องใช้ฟรี หรืออาจจะใช้น้อย ถูกที่สุด ส่วนรายได้ สิ่งที่น่ากังวลหรือน่าเป็นห่วงก็คือรายได้ที่เข้ามาพอเราไปพูดถึงว่าองค์กร กสทช. เป็นองค์กร ที่มีความเป็นอิสระ ความเป็นอิสระก็เลยจะบริหารจัดการเงินเสียเอง รายได้ทั้งหมดที่เข้ามา กลับกลายเป็นว่าจะต้องให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาซึ่งเชื่อมั่นว่าจะต้องรักษาผลประโยชน์ ของแผ่นดิน ของประเทศ เป็นผู้ใช้จ่ายเงินเหล่านี้ก่อน ผมว่าถ้าเราจะเข้าสู่กระบวนการ การปฏิรูปประเทศเราน่าจะทบทวนวิธีการเหล่านี้ แม้จะบอกว่าเป็นองค์กรอิสระก็ตาม แต่ไม่ใช่อิสระเป็นเอกเทศ ผมว่าความเป็นอิสระก็คือการเป็นอิสระในการที่จะทําหน้าที่ อิสระในการที่จะรักษาผลประโยชน์ แต่ไม่ใช่อิสระเพราะว่าอยากจะใช้จ่ายอะไรก็ใช้ได้ หรืออยากจะทําอะไรก็หักค่าใช้จ่ายเสียก่อน ที่เหลือค่อยเข้าเป็นรายได้ของแผ่นดินหรือเอาเงิน เข้าคลังส่วนกลางไป ผมว่าเราน่าจะต้องทบทวนสิ่งเหล่านี้ เราต้องแยกให้ออกครับความเป็นอิสระ ของการทําหน้าที่กับผลประโยชน์ของชาติ ถ้าเอาไปรวมกันก็จะเป็นตัวอย่างไม่ดี แล้วในที่สุด คนอื่นหรือองค์กรอื่นก็จะพยายามสร้างความเป็นอิสระของตัวเอง แล้วก็อยากจะใช้จ่ายโดย กําหนดงบประมาณทั้งหลายของตัวเอง ถ้าท่านดูในส่วนของข้อเสนออยู่ในหน้า ๑๐ มาตรา ๓๒ ถ้าหากว่าท่านสมาชิกช่วยกันดูครับ เพราะผมคิดว่าเราก็คือคนที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันนะครับ แต่กรรมาธิการก็ไมได้ทําอะไรผิด หรอกครับ เพียงแต่ว่ากรรมาธิการท่านก็มีความรับผิดชอบช่วยเสนอสิ่งที่ให้สภาเราได้ พิจารณานะครับ ก็อยู่ที่ว่าพวกเราจะให้ความรอบคอบกับสิ่งที่จะพิจารณามากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งสําคัญก็คือการปฏิรูปการเปลี่ยนแปลง การรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน มาตรา ๓๒ จะเห็นนะครับ รายได้ที่ได้มาจากการจัดสรรคลื่นความถี่ที่ได้รับคืน อย่างนี้ก็คืออาจจะยกเลิกคลื่นอะไรทั้งหลาย ภายหลังหักค่าใช้จ่ายในการจัดสรรคลื่นความถี่ ดังกล่าวแล้วก็คือจะมีค่าใช้จ่ายครับ แล้วก็เริ่มหักแล้ว อะไรเป็นค่าใช้จ่ายนี่หักเองแล้ว ซึ่งมาตรา ๓๓ ถ้าหากว่าท่านดูตามไปนะครับ เราจะพูดถึงอะไร จะพูดถึงกองทุนครับ กองทุนที่ใช้ตามวัตถุประสงค์ของกองทุนตามแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมขั้นพื้นฐาน โดยทั่วถึง บริการเพื่อสังคมตามมาตรา ๕๐ แล้ววรรคต่อมาก็บอกว่ากองทุนตามมาตรา ๕๓ (๘/๑) ท่านสังเกตดูข้อความนะครับ เป็นการร่างกฎหมายที่ใช้ถ้อยคําเพื่อจะเล่นคําในการที่จะ รักษาผลประโยชน์ ผมไม่ทราบว่าของใคร ถ้ากระทรวงการคลังเห็นว่ามีเกินความจําเป็น หรือหมดความจําเป็นต้องใช้นะครับ จะขอให้นําส่วนที่เกินจําเป็นส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดินก็ได้ ท่านดูประโยคนะครับ อ่านดูเหมือนไม่เกิดอะไร แม้แต่กระทั่งกระทรวงการคลังเองเห็นบอกว่า เกินความจําเป็นนะครับ แทนที่เราจะบัญญัติกฎหมายว่าถ้าเกินความจําเป็นหรือหมดความจําเป็น ต้องใช้ให้นําเข้าคลังเลยเป็นอัตโนมัติ แต่ท่านกลับไปเสนอร่างกฎหมายว่าจะขอให้นําส่วน ที่เกินจําเป็นส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดินก็ได้ ท่านใช้คําว่า จะขอ ครับ ทั้ง ๆ ที่เห็นอยู่แล้วว่า ไม่จําเป็น แต่การจะเข้าเป็นรายได้แผ่นดินได้ต้องขอครับ เขียนกฎหมายแบบนี้ครับ ผมห่วง และกังวลใจวิธีการออกกฎหมายของสภาเราอย่างยิ่ง เพียงถ้อยคําไม่กี่คํามันเป็นตัวอย่าง แล้วก็เป็นวิธีการออกกฎหมาย ถ้าดูเผิน ๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่ถ้าหากบอกว่าไม่จําเป็น แต่ต้องไปขอ ขอแล้วเกิดไม่ให้ ก็คือไม่ไป นี่ผมยกตัวอย่างให้เห็นนะครับว่าการออกกฎหมายนั้น ถ้าไม่จําเป็นท่านต้องเขียนไปเลยว่าให้เอาเข้าเป็นรายได้แผ่นดินไปเลย ไม่ใช่ให้กระทรวงการคลัง มาขอ อันนี้ยกตัวอย่างนะครับ ผมเป็นห่วงจริง ๆ วิธีการออกกฎหมายแบบนี้ แล้วก็จะเห็น ถ้าท่านดูนี่ การจัดทํางบประมาณรายจ่าย ท่านดูหน้า ๑๑ ในร่าง การจัดทํางบประมาณ รายจ่ายประจําปีของสํานักงาน กสทช. นะครับ ถ้าหากว่าดูในรายงานของกฤษฎีกาเอง หน้า ๓ ของกฤษฎีกาอยู่ด้านหลัง ก็บอกว่าให้การจัดสรรงบประมาณของ กสทช. ผ่านวุฒิสภา แต่ในนี้ผมยังไม่เห็นนะครับว่าจะผ่านวุฒิสภาตรงไหน ผมเข้าใจนะครับว่าวิธีการก็คือถ้าต้องการ ความเป็นอิสระแล้วไม่ต้องการอิสระก็คงต้องมีคนมาดู ทีนี้วิธีการถ้าให้ดูคือให้สภาเป็นตัวแทน ของประชาชนนะครับ แต่ในนี้เสนอว่าเป็นของวุฒิสภา แต่ของวุฒิสภาก็ยังพอได้ แต่จริง ๆ แล้ว ผมกราบเรียนท่านประธานเลยครับว่าถ้าหากเราไม่ต้องการให้มีปัญหานะครับ รายได้ทั้งหลาย ให้เป็นรายได้ของแผ่นดินให้หมดเลย แต่ผมไม่ได้ตัดสิทธิในเรื่องของความเป็นอิสระนะครับ ผมว่าท่านประธานครับ เรื่องการจับเวลาครั้งเดียวทราบแล้ว ฝ่ายเจ้าหน้าที่เลขานุการ ช่วยดูเวลานิดหนึ่งครับ ถ้าหากพูดไม่เป็นสาระเวลามันขึ้นก็เห็นนะครับ ถ้าไม่มีสาระ ท่านประธานบอกให้นั่งลงเลยครับ ผมจะนั่ง อย่าไปกดแล้วกดอีกเลย เวลานะครับ ท่านประธานครับ เรื่องงบประมาณนี่นะครับ ถ้าหากผ่านวุฒิสภาแล้วมันก็คือแค่งบประมาณรายจ่ายประจําปี ของสํานักงาน แต่กฎหมายฉบับนี้มันซ่อนอะไรไว้ท่านประธาน ท่านดูนะครับ นอกจาก กองทุนที่ใช้จ่ายของ กสทช. แล้ว ยังมีกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษากฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มันถูกซ่อนไว้หมดละครับว่ากองทุนเหล่านี้ ก็คือแตกย่อยออกไปอีก เหมือนกับหน่วยงานที่ไปตั้งบริษัทลูกหลาย ๆ บริษัท แล้วในที่สุด การใช้เงินงบประมาณก็ถูกแทรกไปด้วยกระบวนการ วิธีการที่ไปตั้งกองทุนขึ้นมา แล้วไม่รู้ อีกกี่กองทุนที่จะเกิด ก็กราบเรียนนะครับว่าถ้าจะบริหารด้วยความห่วงใยของกรรมาธิการ ช่วยกลับไปทบทวนดูให้ละเอียดถี่ถ้วนว่าวิธีการใช้เงินซึ่งจํานวนมหาศาลที่รายได้เข้ามา ไม่ใช่หักเป็นค่าใช้จ่าย ถ้าหากท่านเห็นนะครับ ในมาตรา ๓๙ บอกว่ารายได้ของ สํานักงาน กสทช. ตาม (๑) และ (๒) เมื่อได้หักรายจ่ายสําหรับดําเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ของสํานักงาน ค่าภาระต่าง ๆ ที่จําเป็น เงินที่จัดสรรเพื่อสมทบกองทุนทั้งหลายเยอะแยะหมด ที่เหลือเท่าไรให้ส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ก็จะเป็นปัญหาอีกครับว่า คําว่า ค่าใช้จ่ายดําเนินงาน มีอะไรบ้าง อาจจะไปอยู่ในรายละเอียดที่จะต้องไปขออนุมัติหรือผ่านความเห็นชอบ จากวุฒิสภาอย่างที่นําเสนอ แต่ไม่เห็นอยู่ในร่างนะครับ อันนี้ก็คือกระบวนการการใช้ งบประมาณ
สุดท้ายครับท่านประธาน ถ้าหากว่าดูมาตรา ๔๐ นะครับ มาตรา ๔๐ บอกว่า ในเวลาใด ๆ ที่สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจพบว่าการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของ สํานักงาน กสทช. ไม่เกิดประสิทธิผล ใช้จ่ายเงินไม่มีประสิทธิผล หรือการฟุ่มเฟือยเกินสมควร หรือดําเนินการใดไม่ถูกต้องตามแผน หรือจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนส่วนรวม ให้สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินแจ้งให้ กสทช. ทราบ พอแจ้งแล้วเป็นอย่างไรครับ พอแจ้งแล้ว ในร่างบอกว่าและให้ กสทช. ดําเนินการปรับปรุงแก้ไขหรือระงับดําเนินการตามที่เห็นควร แก่กรณีโดยเร็ว นี่ขนาดเขียนไปเลยนะครับบอกว่าเงินที่ใช้จ่ายของสํานักงาน กสทช. ไม่เกิด ประสิทธิผล เป็นการฟุ่มเฟือยเกินสมควร หรือดําเนินการใด ๆ ไม่ถูกต้องตามแผน หรือจะ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนโดยรวม พอตรวจพบทําอย่างไรครับ ท่านบอกว่าให้ไป ปรับปรุงหรือระงับการดําเนินการตามควรแก่กรณีโดยเร็วนะครับ และที่ทําไปแล้วละครับ ถ้ายังไม่ทํานี่นะครับ และถ้าไปพบนี่ใช่ แต่ที่ทําไปแล้วและไปพบว่าเกิดความเสียหายนี่นะครับ ไม่เห็นว่าจะต้องรับผิดชอบอะไรเลย นี่เขียนกฎหมายกันแบบนี้และเสนอเข้ามา และถ้า สภาผ่านไปนี่หรือครับปฏิรูปประเทศ ผมไม่ได้กราบเรียนถึงท่านประธานนะครับ ผมกราบเรียนว่า คนที่เขียนกฎหมายนี้เข้าใจว่าอยู่ในหน่วยงานที่รับผิดชอบนั่นละ เพราะฉะนั้นมาที่ส่วนสภาเอง สภาก็ต้องพึงระมัดระวัง ผมว่าสิ่งเหล่านี้ต้องนําไปแก้ไขว่าถ้าหากไปพบสิ่งเหล่านี้นะครับ แล้วจะรับผิดชอบกันอย่างไร แล้วจะแก้กันอย่างไร แต่ไม่ใช่เห็นถึงความเสียหายร้ายแรง บอกว่าให้ไปดําเนินการตามควรแก่กรณีแค่นี้ครับ และอะไรคือควรแก่กรณีก็จะผ่านไปอีกละครับ ฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการด้วยความเคารพ ท่านประธานกรรมาธิการนะครับ อันนี้เป็นเรื่องข้อกฎหมายที่ควรจะพึงระมัดระวัง ขอบคุณครับท่านประธาน