นิกร จํานง แสดงความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ โดยชี้ว่าร่างดังกล่าวเป็นของรัฐบาลตั้งแต่ต้น และตั้งคำถามถึงบทบาทของ สปท. ในการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ว่าควรดำเนินการต่อหรือไม่ เนื่องจากเป็นกฎหมายการเงินและยังไม่มีโครงสร้างกฎหมายหลักรองรับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ ก่อนหน้าจะมีการปรับปรุงเกี่ยวกับเรื่องการจัดระบบราชการ มีการรีออร์กาไนซ์ (Reorganize) ใหม่ช่วงนั้น ผมมีหน้าที่ดูแลเรื่องไอซีที (ICT) ตอนเป็น รัฐมนตรีอยู่ครั้งหนึ่งนะครับ แล้วก็ได้ศึกษาเรื่องนี้ ได้ไปประชุมระหว่างประเทศอยู่มาก ก็เลยจะขอแสดงความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับ การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงที่กําลังเสนอนี่นะครับ คือโดยรวมแล้วภาพรวม ที่เสนอมาครั้งนี้เป็นร่างพระราชบัญญัติที่จัดทําโดยรัฐบาล โดยกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารทั้งสิ้นแท้ ๆ เพราะว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ครม. ได้อนุมัติหลักการ เมื่อ ๖ มกราคม ๒๕๕๘ คือต้นปีที่แล้ว แล้วก็ได้ส่งให้ทางกฤษฎีกาดูและพิจารณาเสร็จ เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๘ ซึ่งฉบับนี้เป็นกฎหมายการเงินด้วยนะครับ เนื้อหาเกี่ยวข้องกัน ประเด็นก็คือว่าตอนที่ สปช. เสนอไปเมื่อเดือนกันยายน ก็หมายความว่าร่าง พ.ร.บ. นี้ เป็นของรัฐบาลอยู่แต่เดิมแล้ว ไม่ใช่ สปช. ไปยกขึ้นมา เราดูในเนื้อหาก็ได้นะครับตรงนี้ เพราะว่าในส่วนที่รัฐบาลเสนอมาก็มีการลดจํานวนจาก ๑๑ คน เหลือ ๗ คน สปช. ก็เสนอ เหมือนกัน แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง ส่วนมีกรรมการสรรหาขึ้นมาแทนให้เลือกกันเอง ก็เหมือนกัน เหมือนกับของร่างรัฐบาล สปช. เหมือนร่างรัฐบาลนะครับ หมายความว่า เราร่างกฎหมายประกบกฎหมายรัฐบาลนั่นเองถ้าพูดแบบนี้ สิ่งที่ต่างไปนี่นะครับ มีการ เปลี่ยนแปลงอยู่บ้างที่ สปช. เสนอในคราวนั้นก็คือเรื่องคุณสมบัติต้องห้าม ทางรัฐบาลเอง ไม่ได้แก้นะครับ ก็ยืนตามกฎหมายเดิม แต่ทาง สปช. เสนอก็คือว่ามีการแก้ไม่ห้ามบุคคล ที่พ้นจากธุรกิจเกี่ยวข้องไม่ถึง ๑ ปีสมัคร แล้วก็ไม่ห้ามผู้ที่อยู่ในธุรกิจมาสมัคร แต่ออกไปแล้ว ห้ามดําเนินธุรกิจ ๒ ปีเกี่ยวกับเรื่องนี้ นี่เป็นของ สปช. เสนอ ซึ่งตรงนี้ในความเห็นผมเอง เห็นด้วยกับร่างเดิมเสียมากกว่า เพราะว่าห้ามเข้ามาตั้งแต่ต้นนะครับ เพราะว่าพอเข้ามาแล้ว ไปทําโน่นทํานี่ พอออกไปถึงไม่ทําบริษัทก็ทําต่อไปได้แล้ว ในความเห็นผมเห็นด้วยกับ กฎหมายเดิมตามร่างของรัฐบาลมากกว่า งบประมาณก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักนะครับ มีการเพิ่มเติมในมาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ อยู่บ้าง ส่วนงานภายในก็ไม่มีการแก้ไข ของเดิมตรงนี้มี ๗ ส่วนงาน แล้วเรื่ององค์กรตรวจสอบก็มีการตั้งขึ้นมาตามมาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๐ โดยสรุปก็คือว่าไม่ได้มีการต่างกันสักเท่าไร หมายความว่าร่างของ สปช. เป็นลักษณะแบบนั้น ทีนี้ผมอยากจะแสดงความเห็นว่า ผมดูภาพรวมของ สปท. เรา คือร่างฉบับนี้ยืนยันว่าเป็นร่างของรัฐบาลโดยแท้ และขณะนี้มีการดําเนินการอยู่ แล้วเหตุผล ในการยกร่างนี้ขึ้นมานี่นะครับ เหตุผลแท้ ๆ มีเขียนไว้ในเหตุผลตอนที่ยื่นขึ้นมาว่า เนื่องจากว่าจะมีการปรับปรุง จัดตั้งคณะกรรมการดิจิทัล (Digital) ขึ้น มีการปรับปรุง กฎหมาย มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามนั้นนะครับ จําเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างองค์กรและหน้าที่ ให้สามารถรองรับเรื่องราวดังกล่าวได้ จึงจําเป็นต้องร่าง หมายความว่าประเด็นหลักที่เป็นต้นทาง ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังไม่มี ความจําเป็นที่ยกร่างขึ้นมาเพื่อไปสอดคล้องกับฉบับที่จะมีขึ้นมา ก็คือโครงสร้างใหม่นะครับ นี่เหมือนกับเป็นส่วนองค์ประกอบเขาเท่านั้นเอง เป็นส่วนควบของ กฎหมายหลักซึ่งยังไม่ได้มีการกําหนด ยังไม่มีขณะนี้ เราก็เอากฎหมายนี้เข้ามา ดังนั้นผมย้อนไปถึง อยากจะทําความเห็นร่วมกันในที่ประชุมแห่งนี้ว่าดังนั้นภาพรวมในการปฏิบัติหน้าที่ของ สปท. เรานี่นะครับ ตามกฎหมายเรามีหน้าที่สืบต่อจาก สปช. ดังนั้นถ้าหากว่าเราสืบต่อ เรื่องนี้ สมมุติว่าเป็นร่างของ สปช. เองก็แสดงว่าเราต้องเห็นต่างจากร่างของรัฐบาลใช่ไหม ในเรื่องข้อจํากัด คุณสมบัติต้องห้าม สมมุติไป แต่ปรากฏว่าหนักกว่านั้น ท่านประธานครับ ปรากฏว่าในเมื่อ สปช. เองก็ไปอิงร่างของรัฐบาลแล้ว ดังนั้นความเห็นก็คือว่าวาระงาน หรือภาระงานของเราตกลงว่าขณะนี้เดี๋ยวนี้ในการพิจารณากฎหมายฉบับนี้เรากําลังทําหน้าที่ อะไร ทําหน้าที่ยกร่างกฎหมายหรือ ทําหน้าที่เสนอประเด็นปฏิรูปหรือเพราะไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเรื่องของรัฐบาล โดยกรอบแล้วในเมื่อกฎหมายนี้เป็นกฎหมายการเงิน หลักการก็คือว่า ถ้าเราพิจารณาแล้วผ่าน เราก็ต้องส่งเรื่องนี้ไปให้รัฐบาลพิจารณาว่าเขาจะโอเค (Okay) ไหม ถ้าเขาโอเค (Okay) ก็ส่งเรื่องกลับมาให้เราแล้วเราก็เสนอ สนช. เพื่อทํายกร่างกฎหมายต่อไป แต่อันนี้ก็ไม่ใช่อีก สมมุติว่าร่างตัวนี้เรายึดถือร่างของรัฐบาลเป็นหลักในการพิจารณา สมมุติว่า ที่ประชุมนี้มีความเห็นแย้ง เราจะขอเปลี่ยนได้ไหมไปยังรัฐบาล สมมุติไป ดังนั้นเรื่องตรงนี้ ต้องให้ชัดไม่อย่างนั้นระบบการทํางานของเราจะมีปัญหามากว่า ถ้าเป็นเรื่องที่รัฐบาล ดําเนินการไปแล้วและไม่ใช่เป็นเรื่องของเรา เราสมควรจะมาพิจารณาเพื่อการใด นี่เราไม่พูดถึงว่า มันเป็นกฎหมายควบ ส่วนควบของกฎหมายอื่นที่เป็นกฎหมายใหญ่กว่า แม้แต่เดี่ยว ๆ เราทําหน้าที่ตรงนี้ ในเมื่อเขาทําอยู่แล้วเพื่อการปฏิรูปเสนอไปควบเพื่อเป็นการผลักดัน หรืออย่างไร ตรงนี้ต้องชัดเจนมาก ฉบับที่แล้วเรื่องพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ เป็นเรื่องที่เรายกร่างกันขึ้นมาเองและบังเอิญไปสอดคล้องก็ยังพอตีคู่ไปได้ก็ยังมีปัญหา ฉบับนี้เป็นของรัฐบาลแท้ ๆ ไม่ใช่เป็นของ สปช. เสียด้วยซ้ําจริง ๆ แล้วก็ขณะนี้ร่างที่เรา เอาเข้ามาก็ไม่มีร่างของ สปท. เลย ไม่มีเนื้อหาใด ๆ นะครับ ดังนั้นเราก็เลยเอาร่างของรัฐบาล มาพิจารณาเป็นมาตรา ๆ ไป ผมก็อยากจะทราบเหตุผลว่าระบบงานตรงนี้กลายเป็น กลับหัวกลับหางหรือเปล่านะครับ เป็นเหมือนกับงานของเราย้อนไปย้อนมาหรืออย่างไร อันนี้ผมกําลังพูดถึงว่าระบบงานของ สปท. เรา ไม่อย่างนั้นฉบับอื่นถ้ารัฐบาลจะยื่นกฎหมาย เราจะเอากฎหมายอันนั้นมาแล้วก็มาเข้าที่ประชุม สมมุติเป็นกฎหมายว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจ มาเข้าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ แล้วก็มีการพิจารณา แล้วเสนอประกบไปอย่างนั้นหรือไม่ หรืออย่างไร เป็นคําถาม ส่วนประเด็นเรื่องรายละเอียด ของแต่ละมาตรา ผมก็ให้ความเห็นไปบ้างแล้ว แต่เรื่องใหญ่ที่ผมติดใจมากก็คือเรื่องว่า ตกลงเรากําลังทําหน้าที่อะไร อย่างไร เพื่ออะไร เป็นคําถามครับ ขอบคุณครับ