คณิต สุวรรณเนตร หารือเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ. กสทช. โดยขอปรับลดจำนวนกรรมการ เพื่อให้เกิดเอกภาพและประหยัดงบประมาณ พร้อมเสนอการเปลี่ยนแปลงในมาตรา 4-8 และการกำหนดแผนแม่บทของ กสทช. เพื่อสอดคล้องกับนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเรียกร้องการสนับสนุนการเยียวยา รวมถึงการปิดการประชุมสภาและขอขอบคุณผู้แทนจากกระทรวงไอซีที และ กสทช. ที่มาร่วมตอบคำถาม
กราบเรียน ท่านครับ ท่านดูในเอกสารขณะนี้อยู่หน้า ๕ ครับ หน้า ๕ บันทึกของสํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งมีจํานวนรวมทั้งหมด ๑๐ หน้า ขณะนี้ผมกราบเรียนถึง หน้า ๕ ครับ ผมขออนุญาตต่อเลยนะครับท่านประธานที่เคารพ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๙ คือสัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อสารมวลชน สปท. ทั้งคณะได้เดินทางเข้าเยี่ยมคํานับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงไอซีที (ICT) คือท่านอุตตม สาวนายน ที่ชั้น ๑๔ ตึกทีโอที (TOT) และผมก็ได้ กราบเรียนหารือข้อราชการกับท่านแล้วก็ได้เรียนท่านถึงการขอแก้ไข พ.ร.บ. กสทช. ในเรื่องนี้ ท่านก็บอกว่าท่านทราบดีและท่านสนับสนุน และวันนี้ท่านก็ส่งผู้แทนคือ ท่านรองปลัดกระทรวงเข้าร่วมชี้แจงด้วยนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในหน้า ๖ ข้อ ๓ สาระสําคัญของร่างที่ผ่านการตรวจของกฤษฎีกาแล้วในข้อ ๑ ท่านดูมาตรา ๓ นะครับ ท่านดูมาตรา ๓ ในแผ่นขวาง ๖๖ หน้า ถ้าดูแผ่นขวางในข้อ ๑ สาระสําคัญที่ขอแก้คือ จํานวนกรรมการเดิมประกอบด้วย ๑๑ ท่าน ในร่างที่ขอแก้ไขนั้นขอปรับแก้ลดลงเหลือ ๗ ท่าน ทั้งนี้เพราะว่าปัจจุบันนี้เทคโนโลยีของวิทยุและโทรทัศน์กับโทรคมนาคมนั้นเป็น คอนเวอร์เจนซ์ (Convergence) คือคอนเวิร์จ (Converge) เข้าหากัน เราสามารถบรอดแคสต์ (Broadcast) ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ได้ เราเอาอินเทอร์เน็ต (Internet) บนบรอดแคสต์ (Broadcast) ได้เพราะมันคอนเวิร์จ (Converge) ปัจจุบันนี้ กสทช. มีกรรมการที่ซ้ําซ้อนกันอยู่คือทั้ง ๒ ด้านนะครับ ทั้ง ๒ ด้านมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายทั้งคู่ มีผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์ทั้งคู่ แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิด้านคุ้มครองผู้บริโภคทั้งคู่ จึงอยู่กัน ๒ บอร์ด (Board) ถ้าหากมารวมกันแล้วก็สามารถลดจํานวนลงได้ จะทําให้เกิด การประหยัดงบประมาณในการใช้จ่าย คือลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ จากเดิม ๑๑ คน ที่ขอแก้ไขก็จะเหลือ ๗ คน มาจากไหนบ้างครับท่าน ๑. เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกระจายเสียง ๑ คน ผู้เชี่ยวชาญด้านโทรทัศน์ ๑ คน ผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคม ๑ คน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม ๑ คน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เดิม ๒ คน เหลือ ๑ คน ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ เดิมมี ๒ คน ลดเหลือ ๑ คน และสุดท้าย ผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองผู้บริโภค เดิมมี ๒ คน ลดเหลือ ๑ คน โดยเหตุผลในมาตรา ๓ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดเอกภาพและเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นได้ คอนเวิร์จ (Converge) ได้หลอมรวมเข้าด้วยกันแล้ว และเป็นการประหยัดงบประมาณของ แผ่นดินนะครับ
ต่อไปเป็นเรื่องของคุณสมบัติครับท่านประธาน ท่านสมาชิกครับ ต่อไปมาตรา ๔ แก้ไขเพิ่มเติมคุณสมบัติทั่วไป จากเดิมกําหนดอายุผู้ที่จะมาสมัครเป็นกรรมการ กสทช. กําหนดไว้ว่าอายุจะต้องไม่น้อยกว่า ๓๕ ปี และไม่เกิน ๗๐ ปี ปรับแก้เป็น จะต้องไม่น้อยกว่า ๔๕ ปี และไม่เกิน ๖๕ ปี ๒ มาตราแล้วนะครับ
ต่อไปในมาตรา ๕ ถึงมาตรา ๘ ถ้าท่านได้ดูในแผ่นขวาง กรรมการที่จะ คัดสรรจากเดิมกําหนดไว้ ๑๕ ท่าน ลดลงเหลือ ๗ ท่าน ๗ ท่านในที่นี้ก็คือ ๑. ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ๒. ประธานศาลฎีกา ๓. ประธานศาลปกครองสูงสุด ๔. ประธาน ป.ป.ช. ๕. ประธาน คตง. ๖. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน และสุดท้ายคือ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ๗ ท่านนี้จะเป็นคนพิจารณาคัดสรรกรรมการ กสทช. ตามร่าง พ.ร.บ. กสทช. ที่ขอแก้ไขครับ ทั้งนี้เพราะว่า กสทช. เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นการคัดสรรผู้ที่จะมาดํารงตําแหน่งนี้จึงใช้กรรมการชุดเดียวกัน และในข้อ ๓.๑ ของแผ่นตั้ง กําหนดให้สํานักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทําหน้าที่ ธุรการ แล้วก็คัดสรรกรรมการล่วงหน้านั้นอย่างน้อย ๑๕๐ วันหรือ ๕ เดือน ซึ่งแต่เดิมนั้น เป็นหน้าที่ของสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภานะครับ
ต่อไปในมาตรา ๑๑ ถึงมาตรา ๑๘ ครับท่านประธาน ถ้าดูในแผ่นตั้งคือ ข้อ ๔ ใหญ่ ได้กําหนดไว้ว่า กสทช. จะต้องทํา ๓ แผน คือ ๑. แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ ๒. แผนแม่บทกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ๓. แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ซึ่งทั้ง ๓ แผนนี้ กสทช. ทําอยู่แล้วครับ และทําครบนะครับ แต่ในขอแก้ พ.ร.บ. นี้เพิ่มว่า ทั้ง ๓ แผนนั้นจะต้องสอดคล้องกับนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ต่อไปในมาตรา ๑๖ ถ้าท่านดูทางแผ่นขวางอยู่หน้า ๓๑ ครับ ถ้าดูในแผ่นตั้ง ข้อ ๔.๔ ครับ ให้คณะกรรมการ กสทช. มีหน้าที่ ตรงนี้ที่ขอเพิ่มหน้าที่คือ ๑. เรียกคืน คลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ๒. หรือใช้ประโยชน์แต่ไม่คุ้มค่า ๓. หรือนํามาใช้ประโยชน์ ให้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นก็คือการรีฟาร์มมิง (Refarming) นั่นเอง ต่อไปท่านดูในแผ่นตั้งหน้า ๘ ข้อ ๗ ซึ่งจะเทียบกับแผ่นนอนคือร่างมาตรา ๒๓ ในหน้า ๓๗ ของแผ่นขวางนะครับ ก็คือยกเลิก ส่วนที่ ๑ มาตรา ๓๕ เดิมคือคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ คือบอร์ด (Board) ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์นั่นเอง และยกเลิกส่วนที่ ๒ คือคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม มาตรา ๔๐ เดิม ก็คือบอร์ด (Board) กทค. คือเราขอยกเลิกบอร์ด (Board) กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ไม่ต้องมีหน้าที่แล้วมารวมกันเป็นบอร์ด (Board) เดียว มีหน้าที่รวมกันพิจารณา อะครอส เดอะ บอร์ด (Across the board) ทั้งหมดนะครับ เหตุผลก็คือเพื่อความเป็นเอกภาพ ในการทํางานเพราะว่าปัจจุบันนี้เทคโนโลยีหลอมรวมเป็นคอนเวอร์เจนซ์ (Convergence) หมดแล้ว จํานวนกรรมการลดลงเป็นการประหยัดงบประมาณของแผ่นดิน
ต่อไปในแผ่นตั้งแผ่นเดิมหน้า ๘ ข้อถัดมา ข้อ ๙ คือร่างมาตรา ๒๖ ถ้าท่านดู ในแผ่นขวางก็อยู่ในหน้า ๔๒ ความเดิมเขียนไว้ว่า การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการ กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ที่ก่อให้เกิด หรืออาจเกิดการรบกวน หรือทับซ้อนกับ คลื่นความถี่ที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนแล้วจะกระทํามิได้ ความเดิมในข้อนี้คงไว้หมด แต่เนื่องจากว่าในอดีตเรามีปัญหา เจ้าของคลื่นที่เขาอยู่เดิมมีคลื่นใหม่ที่ผิดกฎหมายเข้ามาแทรก มากวน จึงเพิ่มคําวรรคนี้เข้าไปนะครับ ข้อความที่เพิ่มก็คือ ในกรณีที่ปรากฏว่าเกิด การรบกวนหรือทับซ้อนของคลื่นความถี่ใด ๆ อันเป็นผลจากการละเมิดกฎหมาย กสทช. ต้องดําเนินการระงับการรบกวนนั้นโดยเร็ว อันนี้เป็นการแก้ปัญหากีฬาสีในอดีต เพราะว่า พอเกิดการรวบกวนกันในอดีต เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ก็ต้องไปแจ้งความกล่าวหาร้องทุกข์ ที่ตํารวจ ตํารวจส่งไปศาล กว่าจะไปปิดสถานีนั้นได้ความมันก็กระจายไปเยอะ ถ้าเพิ่มวลีนี้ เข้าไปในมาตรานี้ กสทช. จะมีอํานาจในการไปดําเนินการเลย เฉพาะสถานีที่เกิดขึ้นมาแล้ว ดําเนินการโดยผิดกฎหมายกับสถานีเดิมนะครับ
หน้า ๘ เหมือนเดิมครับ ข้อ ๑๓ กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม อันนี้คือร่างมาตรา ๓๑ ถึงมาตรา ๓๔ ถ้าท่านดู แผ่นขวางก็หน้า ๔๖ ครับ อันนี้คือเรื่องของการเยียวยาในการเยียวยานั้นได้เขียนไว้ว่า ข้อ ๑ สนับสนุนการใช้คลื่นความถี่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ข้อ ๒ สนับสนุนการเรียกคืนคลื่นความถี่ ที่มีผู้ได้รับอนุญาตไปเพื่อนํามาจัดสรรโดยวิธีการประมูล แล้วข้อ ๓ อันสุดท้าย ก็คือ สนับสนุนการชดเชยการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ ในแต่ละกรณีที่ไปเจรจาขอคืน หรือเรียกคืนนั้นในภาษากฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกากําหนดไว้ว่า ขึ้นอยู่กับเจ้าของ คลื่นความถี่เดิมที่สามารถพิสูจน์ได้ ก็คงมาดูกันนะครับ ซึ่งผมจะกราบเรียนในตอนท้ายกับ ท่านประธานและท่านสมาชิกว่าขณะนี้มีหน่วยงานของรัฐที่ถือครองคลื่นถึง ๑๘๐ เมกะเฮิรตซ์ ได้เริ่มมาเจรจาขอคืนคลื่นแล้วแต่ว่าขอเยียวยานะครับ
พลิกไป ๑ หน้าในแผ่นตั้ง จากหน้า ๘ ไปหน้า ๙ ข้อ ๑๕ เป็นหมวด ๖ คือคณะกรรมการกํากับการประเมินผลการปฏิบัติงาน อันนี้เป็นร่างมาตรา ๔๑ ถ้าท่านดู ในแผ่นขวาง อยู่ในหน้า ๕๕ ครับ คือคณะกรรมการ กตป. เดิมนั่นเอง วาระ ๓ ปี มีหน้าที่ ตรวจติดตามและประเมินผล อันนี้ได้ปรับแต่งองค์ประกอบ โดยอันนี้กําหนดไว้ชัด เลยนะครับ แต่เดิมใช้วิธีที่เป็นบุคคลพลเรือนไปสมัครครับ สมัครไว้ทางสํานักงาน เลขาธิการวุฒิสภา จะคัดเลือกไว้ ๒ เท่า เช่น บอร์ด (Board) มี ๕ คน ก็เลือกไว้ ๑๐ คน จากนั้นก็เอา ๑๐ คนให้วุฒิสมาชิกทั้ง ๒๐๐ ท่านเป็นคนลงมติคัดลงเหลือ ๕ คนนะครับ อันนี้เปลี่ยนใหม่ครับ เปลี่ยนเป็น ๑. เป็นผู้แทนจากกระทรวงการคลัง กําหนดเลยครับ เป็นผู้แทนจากกระทรวงการคลัง และกําหนดด้วยว่าท่านนี้เป็นประธาน ท่านที่ ๒ ก็คือผู้แทน จากกระทรวงดีอี (DE) ท่านที่ ๓ คือผู้แทนจากสํานักงบประมาณ ท่านที่ ๔ คือผู้แทนจาก ป.ป.ช. และสุดท้ายคือผู้แทนจาก คตง. สําหรับค่าตอบแทนให้กระทรวงการคลัง เป็นผู้กําหนด และรับเงินค่าตอบแทนจาก กสทช. นะครับ
ท่านพลิกต่อไป ๑ หน้าในแผ่นตั้ง มาที่หน้า ๑๐ ข้อ ๑๗ เป็นการเพิ่มเติม บทเฉพาะกาลในกรณีที่กฎหมายนี้ผ่านจากสภาแห่งนี้ส่งไปที่รัฐบาลรับในหลักการ ส่งไปที่ สนช. ข้อ ๑๗.๑ การดํารงตําแหน่งของกรรมการเดิม ยังคงอยู่ต่อไปจนครบวาระ การดํารงตําแหน่ง ของรองเลขาธิการ ยังคงดํารงอยู่จนครบวาระ และข้อต่อไปคือให้แก้ระเบียบบริหารงานบุคคล คือขณะปัจจุบันนี้มีสํานักกฎหมายอยู่ทั้งกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคม มีสํานักคุ้มครองผู้บริโภคอยู่ทั้งกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคม ต่อไปถ้าเผื่อ รวมกันเสร็จปุ๊บองค์กรจะเล็กลง คนจะลดลง งบประมาณจะประหยัดขึ้น ก็ต้องไปแก้ ระเบียบบริหารราชการบุคคลของ กสทช. ในนี้จะเขียนไว้เลย ต้องแก้ด้วยนะครับ และข้อสุดท้ายคือสัญญาจ้างต่าง ๆ ที่เซ็นก่อนกฎหมายนี้ประกาศแก้ไข ยังคงมีผลบังคับใช้ ไปจนกว่าสัญญาจ้างนั้นจะสิ้นสุดนะครับ ก็คือบทเฉพาะกาล
ท่านประธานที่เคารพครับ ในโลกของเราใบนี้มี ๑๙๓ ประเทศ อยู่ในเอเชีย ๔๘ ประเทศ อยู่ในอียู (EU) ยุโรป ๔๓ ประเทศ อเมริกาเหนือ ๒๒ ประเทศ อยู่ในอเมริกาใต้ ๑๓ ประเทศ อยู่ในแอฟริกา ๕๓ ประเทศ และสุดท้าย อยู่ในแถบประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ และหมู่เกาะอีก ๑๔ ประเทศ ใน ๑๙๓ ประเทศนี่นะครับท่านประธาน มีความแตกต่างกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นขนาดของแต่ละประเทศ เล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ประชากรของแต่ละประเทศ มากน้อยไม่เท่ากัน มีหญิง ชาย เพศสภาพไม่เหมือนกัน เทคโนโลยีของแต่ละประเทศ จีดีพี (GDP) ของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน แร่ธาตุ ไม่ว่าจะเป็น ถ่านหิน ทองคํา เนเชอรัลแก๊ส (Natural gas) หรือน้ํามันเชื้อเพลิงไม่เท่ากัน แต่ละประเทศ มีหิมะ มีฝน มีป่า มีทะเลทราย ไม่เท่ากัน และโลกใบนี้ได้รับอิทธิพลหรือแสงกลางวัน จากดวงอาทิตย์ กลางคืนจากดวงจันทร์เหมือนกัน แต่แสงแดดและแสงจากดวงจันทร์ก็ส่อง กระทบประเทศไทย ส่องกระทบแต่ละประเทศทั้ง ๑๙๓ ประเทศไม่เท่ากันนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ แต่สิ่งหนึ่งที่โลกใบนี้ได้มอบให้ทุกประเทศเท่า ๆ กันเท่าที่ผม สังเกตดูมีอยู่ ๒ อย่าง
อย่างที่ ๑ ก็คือกระแสน้ํา ในปี ๒๕๕๔ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านเพื่อน สมาชิกครับ กระแสน้ําไม่เลือกปฏิบัติ กระแสน้ําจะไหลลงที่ต่ําเสมอ ไม่ได้เลือกว่าจะไม่เข้า บ้านคนรวย เข้าแต่บ้านคนจน ไม่เข้าชุมชนแออัด กระแสน้ําจะไปที่ต่ําเสมอ ซึ่งตัวผมเอง ก็บอบช้ําจากปี ๒๕๕๔ นะครับ
ในข้อที่ ๒ ที่กระผมเห็นว่าเท่ากันคือความถี่หรือสเปกตรัม คลื่นความถี่เริ่ม ตั้งแต่ ๘.๓ กิโลเฮิรตซ์ เรื่อยขึ้นไปถึง ๓,๐๐๐ กิกะเฮิรตซ์ ทุกประเทศในโลกนี้ได้เท่า ๆ กัน ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศใหญ่ก็ได้ ๘.๓-๓,๐๐๐ กิกะเฮิรตซ์ เท่า ๆ กับประเทศไทย เท่ากับประเทศในแอฟริกา คลื่นความถี่ไม่ต้องลงทุน คลื่นความถี่มีรอบ ๆ ตัวกระผม มีรอบ ๆ ตัวท่านประธาน มีรอบ ๆ ตัวท่านเพื่อนสมาชิกที่เคารพ คลื่นความถี่ท่านไม่ต้องไปขุด ไม่ต้องไปแสวงหา ไม่ต้องไปค้นหา และคลื่นความถี่นั้นที่เราเพิ่งประมูลไป บวกไป ๑๕ ปี คลื่นความถี่ที่ครบอายุท่านเอากลับมาประมูลใหม่ได้เลย ใช้ไม่หมดนะครับ เหมือนอย่างที่ คุณเปลว สีเงิน เป็นคอลัมนิสต์ (Columnist) ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านเขียนว่ามันอยู่ในอากาศ ทําไมเราไม่เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะฉะนั้นประเทศใดบริหารคลื่นความถี่ได้ดี ประเทศนั้นก็จะเกิดประโยชน์สูงสุด ในขณะนี้ถ้าเราไม่ทําอะไรเลย ไม่รีฟาร์ม (Refarm) ไม่เยียวยา คลื่นก็มาที่ กสทช. อยู่ดีละครับ มาในปี ๒๕๖๑ บ้าง ในปี ๒๕๖๒ บ้าง มาในปี ๒๕๖๘ บ้าง เหมือนเรือครับ ถ้าเรือไม่ติดเครื่องยนต์ก็ไปตามกระแสน้ํา ไปถึงเมื่อไรก็ไม่ทราบ ถ้าเรา ติดเครื่องยนต์เสียมันจะไปถึงที่หมายปลายทางได้เร็วขึ้น หรือวิ่งทวนกระแสน้ําได้ ซึ่งตามมาตรฐานกลางของไอทียู (ITU) คืออินเตอร์เนชันนัล เทเลคอมมูนิเคชัน ยูเนียน (International Telecommunication Union) ที่เจนีวานะครับ เขากําหนดว่าโดยทั่ว ๆ ไป แล้วคลื่นความถี่ที่แต่ละประเทศควรจะนํามาใช้ประโยชน์ควรจะอยู่ที่ ๖๙๐ เมกะเฮิรตซ์ โดยเฉลี่ยนะครับ ปัจจุบันนี้ของเรามีคลื่นความถี่ที่เอามาใช้อยู่เพียงแค่ ๒๕๐ เมกะเฮิรตซ์ เรายังต่ํากว่ามาตรฐานของไอทียู (ITU) เยอะ แต่เรามีคลื่นความถี่เท่า ๆ กับคนอื่นนะครับ เรามีเท่า ๆ ประเทศอังกฤษ เรามีเท่าประเทศสหรัฐอเมริกา เรามีเท่า ๆ ประเทศมาลี ในเซาท์ แอฟริกา ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวันพุธที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๙ ท่านรองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลกระทรวงไอซีที (ICT) ด้วย ได้เดินทางไปที่ กสทช. เพื่อติดตามงานในสมัยที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี หม่อมราชวงศ์ปรีดียาธรได้เริ่มเอาไว้ ก็คือการเจรจาขอคืนคลื่นความถี่ย่าน ๒,๖๐๐ เมกะเฮิรตซ์ ซึ่ง อสมท. ถือครองอยู่ถึง ๑๘๐ เมกะเฮิรตซ์ กรมประชาสัมพันธ์ก็ถือครองอยู่ ถือครอง ตามสิทธิที่ได้รับสัมปทานจากกรมไปรษณีย์โทรเลข เป็นสิทธิตามกฎหมายนะครับ ทั้งนี้ เป็นการประสานงานต่อจากรัฐบาลชุดที่แล้วเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง แต่การสนทนา ในครั้งนั้นกระทรวงไอซีที (ICT) ก็ได้มอบหมายให้ท่านรองปลัดกระทรวงไอซีที (ICT) ซึ่งก็ เข้าประชุมอยู่ในที่นี้ด้วยนะครับ มีท่านที่ปรึกษาท่านรัฐมนตรี มีซีอีโอ (CEO) ของ อสมท อยู่ด้วย ท่านประธานครับ สาระสําคัญของการพูดคุยกันในวันนั้นก็คือ อสมท ยินดีที่จะส่งคืน คลื่นความถี่ย่าน ๒,๖๐๐ เมกะเฮิรตซ์นี้ครับ ส่งคืนคลื่นบางส่วนที่ไม่จําเป็นต้องใช้ให้ กสทช. แต่ขอให้ กสทช. พิจารณาเยียวยาค่าเสียประโยชน์ให้ อสมท ด้วยว่าจะคืนในส่วนไหน ในด้านซีกซ้ายซีกขวาจะอยู่ในส่วนไหน แต่อยู่ในแบนด์ (Band) ๒,๖๐๐ เมกะเฮิรตซ์ เมื่อเจรจาแล้ว ซีอีโอ (CEO) ของ กสทช. ขอเอาผลการเจรจาไปแจ้งต่อผู้ถือหุ้น เพราะเขาเป็นบริษัทมหาชน ว่าการเจรจานี้ถ้าเผื่อคืนส่วนนี้ไปจะได้รับการเยียวยากลับคืนมาเป็นรายได้ของ อสมท เท่านั้นเท่านี้ล้านบาท เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าเป็นทิศทางและนิมิตหมายที่ดี ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอกราบเรียนข้อมูลและข้อเสนอของผู้ที่เกี่ยวข้องที่ต้องการให้มีกฎหมาย ในเรื่องของการรีฟาร์ม (Refarm) และการเยียวยาชดเชย ท่านประธานครับ อีก ๑ วันถัดมา คือวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๑.๔๕ นาฬิกา ท่านรัฐมนตรีอุตตม สาวนายน ท่านรัฐมนตรีไอซีที (ICT) พร้อมกับปลัดกระทรวง ท่านทรงพร โกมลสุรเดช และที่ปรึกษา ก็ได้เดินทางไปหารือข้อราชการและรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน ที่สํานักงาน กสทช. ทั้ง ๒ องค์กรได้คุยกันในหลาย ๆ เรื่อง คือเรื่องของยูโซ (USO) ยูนิเวอร์ซัล เซอร์วิส ออบลิเกชัน (Universal Service Obligation) เพราะทางท่านรัฐมนตรีไอซีที (ICT) ท่านก็ ได้รับโจทย์จากรัฐบาล ได้รับโจทย์จากกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับโจทย์จากกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ในเรื่องของการวางโครงข่ายด้านไฟเบอร์ออปติก (Fiber optic) ไป ก็มีการตกลงกันว่ากระทรวงไอซีที (ICT) นั้นจะดําเนินการในพื้นที่ที่เป็นโรงเรียน เป็นอําเภอ และตําบล ส่วน กสทช. นั้นจะดําเนินการบริเวณชายขอบ คือในที่ที่บริษัทเอกชนดูแล้ว ไม่คุ้มค่าที่จะไปลงทุนแล้วเขาไม่ไป กสทช. ก็จะดําเนินการในเรื่องนี้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิด ความไม่ซ้ําซ้อน ไม่ให้เปลืองงบประมาณ ในขณะเดียวกันก็ไม่ตกสํารวจบางตําบลหรือบางโรงเรียน กระผมเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ได้ดําเนินการทํางานสอดประสานประชุมร่วมกันและสานต่อจาก นโยบายของรัฐบาลชุดเดิมนะครับ ซึ่งในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานั้นผมก็อยู่ในที่ประชุมด้วย แล้วก็ได้รับประทานอาหารกลางวันด้วย ก็ยังได้เรียนย้ําท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที (ICT) ทีถึงการแก้ไข พ.ร.บ. กสทช. ว่าจะมีการนําเสนอ ท่านก็บอกว่าท่านไม่ขัดข้อง แล้วท่านก็ผลักดันอยู่ในส่วนของรัฐมนตรีไปเข้าคิวอยู่ที่รัฐบาล ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามประสานงานหลาย ๆ ฝ่าย โดยมีท่านรัฐมนตรีสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ก็จะเป็นอีกแรงหนึ่งที่จะสอดประสานกันในเรื่องนี้ ดังนั้นท่านประธานครับ วันนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชนจึงขอเสนอเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ. องค์กร กสทช. พ.ศ. ๒๕๕๓ เพื่อให้ เหมาะกับจังหวะและเวลาที่เศรษฐกิจทั่วโลกรวมทั้งของประเทศไทยด้วยตกต่ําเหมือนกัน โอกาสที่จะนําคลื่นที่ยังไม่ได้ใช้บ้าง ใช้ประโยชน์ไม่สูงสุดบ้าง กลับมารีฟาร์ม (Refarm) นํามา ประมูล จะได้เงินก้อนมหาศาลเข้ารัฐบาลไปบริหารประเทศ เงินส่วนหนึ่งก็เยียวยากลับไป ให้กับเจ้าของคลื่น เกษตรกรในหลาย ๆ เซกเตอร์ (Sector) กําลังเดือดร้อนเรื่องน้ําน้อย เรื่องผลผลิตตกต่ํา ถ้านําเงินรายได้จากการประมูลส่งเข้าคลังเป็นรายได้แผ่นดินรัฐบาลก็จะมี ออปชัน (Option) ในการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกทุก ๆ ท่านที่อยู่ในห้องนี้ ท่านจะได้รับประโยชน์เท่า ๆ กันกับตัวกระผมด้วย คือเราจะมีแบนด์วิดท์ (Bandwidth) ของคลื่นความถี่เพิ่มมากขึ้น ค่าบริการจะถูกลง การอัปโหลด (Upload) การดาวน์โหลด (Download) ข้อมูลจะเร็วขึ้น การติดต่อสื่อสาร ทั้งวอยซ์ (Voice) ทั้งดาต้า (Data) จะสะดวกขึ้น ระบบจะเสถียรมากขึ้น เพราะบริษัทเอกชน มีคลื่นความถี่ไปปักเสาพาดสายติดสายอากาศเพิ่มมากขึ้น เราจะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งหมด และเมื่อโครงสร้างพื้นฐานอันนี้ดีและเสถียรต่างชาติก็อยากมาลงทุน เพราะฉะนั้นกระผม ขอรับการสนับสนุนจากท่านประธานและเพื่อนสมาชิกนะครับ
สุดท้าย กระผมขอจบและขอเรียนเชิญท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ที่เคารพครับ กระผมได้รับเกียรติจากผู้แทนของกระทรวงไอซีที (ICT) และผู้แทนจาก กสทช. มาร่วมกันตอบร่วมกับคณะกรรมาธิการของเรา ด้วยความเคารพครับ กราบขอบพระคุณครับ