ดุสิต ชี้ร่างกฎหมายการเงินฐานราก ต้องชัดเจน-ยืดหยุ่น-เป็นธรรม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓ · ๑๘ มกราคม ๒๕๕๙

ดุสิต เครืองาม แสดงความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการเงินระดับฐานราก โดยเสนอให้ปรับปรุงนิยามและถ้อยคำในมาตราต่าง ๆ ให้ชัดเจนและยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งการกำหนดบทบาทของลูกข่ายและสมาชิก รวมถึงผลักดันให้มีการจัดตั้งหมวดว่าด้วยสมาชิกเพื่อกำหนดสิทธิ คุณสมบัติ และประเภทอย่างเป็นธรรม พร้อมเสนอให้ลดการอ้างอิงกฎกระทรวงเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหาร และเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้รักษากฎหมาย รวมถึงเพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการสามารถแต่งตั้งคณะอนุกรรมการได้ เพื่อรองรับการพัฒนาระบบการเงินฐานรากอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกครับ กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ๕๓ ครับ โดยหลักการแล้วผมก็เห็นด้วยกับข้อเสนอการให้มี ร่างพระราชบัญญัติการเงินระดับฐานราก แต่เพื่อให้การดําเนินการมีความรอบคอบ รัดกุม ยิ่งขึ้น ผมก็มีข้อคําถามแล้วก็ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงถ้อยคําต่าง ๆ ในร่าง พ.ร.บ. นี้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ในมาตรา ๔ ได้ให้นิยามของคําว่า การเงินระดับฐานราก มีประโยค สุดท้ายของวรรคหนึ่งเขียนว่า อย่างหนึ่งอย่างใดแก่สมาชิกหรือวิสาหกิจชุมชน ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง ผมคิดว่าถ้อยคํานี้อาจจะมีปัญหาในระยะยาวได้อีนุงตุงนัง ตามมาหลายเรื่อง ผมก็เลยเสนอว่าไม่จําเป็นว่าจะต้องเขียนว่าอย่างหนึ่งอย่างใดแก่สมาชิก หรือวิสาหกิจในชุมชน ศัพท์คําว่า อย่างหนึ่งอย่างใด ก็แปลว่าอย่างหนึ่งอย่างใด แล้วถ้าหลายอย่างจะไม่ได้หรือ แล้วทําไมต้องไปเขียนว่าแก่สมาชิกหรือวิสาหกิจในชุมชน วิสาหกิจในชุมชนเป็นสมาชิกหรือเปล่า ตรงนี้เป็นคําถาม เดี๋ยวผมจะอภิปรายเรื่อง ควรจะต้องมีหมวดว่าด้วยสมาชิกเพิ่มเติมมาอีก ๑ หมวด ไหน ๆ พูดเรื่องสมาชิกแล้ว ผมก็ต้องขอเกริ่นนิดหนึ่งว่าถ้าร่างพระราชบัญญัตินี้ประกาศออกใช้แล้ว คนที่จะต้องอ่าน พ.ร.บ. ๑๗ ล้านคนตามเจตนารมณ์ของท่านก็คือประชาชน ผมอ่านดูแล้วถ้าผมเป็น ประชาชนผมเห็น พ.ร.บ. นี้ผมก็โยนทิ้งไปเลยครับ อ่านไม่รู้เรื่อง ต้องพูดภาษาชาวบ้าน แบบนี้ หมวดที่ผมในฐานะเป็นประชาชนในระดับฐานรากที่ผมอยากจะอ่านมากที่สุด แล้วอ่านหมวดเดียวอย่างอื่นผมไม่อ่านก็คือหมวดสมาชิกครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ร่าง พ.ร.บ. ต้องมีหมวดเรื่องสมาชิก แล้วท่านก็ต้องเขียนสิทธิ หน้าที่ คุณสมบัติของสมาชิก ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น มิฉะนั้นแล้วร่าง พ.ร.บ. นี้จะไร้คุณค่า กลับมาในเรื่องมาตรา ๔ ผมก็เลย ขอเสนอเป็นกว้าง ๆ ว่าการเงินระดับฐานรากหมายความว่า ท่านก็ยกตัวอย่างไปนะครับ จบท้ายด้วยการเช่าซื้อ การประกัน หรือสวัสดิการชุมชน ผมก็ต้องขอเติมว่า รวมทั้ง การให้บริการอื่นตามที่คณะกรรมการกําหนด ถ้าท่านไม่มีคําว่า รวมทั้งการให้บริการอื่น ตามที่คณะกรรมการกําหนดในอนาคต เดี๋ยวถ้าเกิดว่าอยากจะมีการบริการอะไรที่รู้สึกว่า มันดีแล้วจะเกิดขึ้นไม่ได้ แล้วก็ประโยคที่บอกว่า ทั้งนี้ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง ทําไมต้องไปกําหนดในกฎกระทรวงด้วย หลาย ๆ ท่านก็รู้อยู่แล้วว่าเดี๋ยวนี้เวลามีอะไรพอบอกว่า ทั้งนี้ให้ไปกําหนดในกฎกระทรวง เอาละครับ ต้องทําเรื่องถึงรัฐมนตรี รัฐมนตรีเอาเรื่องเข้า ครม. ให้ ครม. เห็นชอบแล้วกลับมาเป็นกฎกระทรวง กว่าจะกลับมาได้เป็นปี บางทีครึ่งปี ไม่ต้องครับ แน่จริงก็จบที่คณะกรรมการก็พอครับ ผมก็เลยขอบอกว่า ทั้งนี้ ตามที่กําหนด ในกฎกระทรวง น่าจะตัดออก ก็เลยเขียนให้เป็นกว้าง ๆ บอกว่า รวมทั้งการให้บริการอื่น ตามที่คณะกรรมการกําหนด แค่นี้ก็น่าจะพอ ต่อมาในมาตรา ๔ วรรคสอง บรรทัดสุดท้าย ก็เขียนบอกว่า ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง ท่านลองไปพิจารณาใหม่ได้ไหมครับ เปลี่ยนคําว่า กฎกระทรวง ออกมาตามที่คณะกรรมการกําหนดจะได้หรือไม่ เพื่อจะให้ การบริหารระยะยาวคล่องตัวขึ้น

ต่อไปหน้า ๑๔ นิยามของคําว่า ลูกข่าย ก็ต้องควรจะเติมคําว่า มีฐานะเป็น นิติบุคคล ไปเลย แล้วก็คําว่า สมาชิก หมายความว่าสมาชิกของลูกข่าย อาจจะมีเติมคําว่า เอาแค่นั้นพอก่อนนะครับ

ต่อไปมาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการ ตามพระราชบัญญัตินี้ ก็น่าจะโอเค (Okay) นะครับ เป็นของกระทรวงการคลัง

แล้วก็ไปมาตรา ๗ ครับท่านประธาน มาตรา ๗ เขียนเรื่องคณะกรรมการ มีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ ผมก็เลยขอเสนอเติมเข้ามาอีกสักข้อเป็นข้อแรกเลยนะครับ กําหนดชนิดของการให้บริการการเงินระดับฐานรากตามพระราชบัญญัตินี้ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวจะไม่รู้ว่าใครจะเป็นคนมีอํานาจหน้าที่ในการกําหนดชนิดของการบริการ เพราะผมเชื่อว่าการบริการนั้นเป็นไดนามิก (Dynamic) คือสามารถเปลี่ยนแปลง ยุบได้ เพิ่มได้ ขยายความได้ เมื่อเวลาเปลี่ยนไปหลาย ๑๐ ปี แล้วมาตรา ๗ นี้ก็ควรจะเพิ่มอีก สัก ๑ วงเล็บ คณะกรรมการมีอํานาจหน้าที่แต่งตั้งคณะอนุกรรมการครับ แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการเพื่อดําเนินการตามที่คณะกรรมการมอบหมาย ถ้ามิเช่นนั้นแล้ว เมื่อ พ.ร.บ. นี้ออกมาใช้คณะกรรมการชุดนี้ต้องทําทุกสิ่งทุกอย่างเลยหรือครับ คงอาจจะ ไม่ได้นะครับ คงจะต้องมีการตั้งคณะอนุกรรมการที่จะให้ทําอะไรก็แล้วแต่ในอนาคต แล้วก็ ไปถึงเรื่องสมาชิก ผมคิดว่าที่ผมได้กล่าวเกริ่นไปเมื่อสักครู่แล้วน่าจะต้องเพิ่มหมวดใหญ่อีก ๑ หมวดเลย ว่าด้วยเรื่องของสมาชิก ซึ่งน่าจะต้องมีรายละเอียดทั้งเรื่องสิทธิ คุณสมบัติก่อนครับ ประเภทของสมาชิกจะแบ่งเป็นประเภทบุคคล นิติบุคคลอะไรก็ว่ากันไป นิติบุคคลจะเป็น วิสาหกิจชุมชน เป็นสหกรณ์หรืออะไรท่านก็ไปว่ากัน ก็คือต้องกําหนดให้ชัดเจนว่าสมาชิก เป็นบุคคลก็ได้ เป็นนิติบุคคลก็ได้ แล้วก็คุณสมบัติจะว่าอย่างไรก็ว่าไป แล้วที่สําคัญสิทธิ และหน้าที่ของสมาชิก ประชาชนเขาอยากจะรู้ว่าเขามีสิทธิอะไร ถ้าให้ผมเสนอง่าย ๆ ตอนนี้คณะกรรมการในมาตรา ขอโทษนะครับ ลูกข่ายมีอํานาจในมาตรา ๒๐ อย่างไร สมาชิก เขาก็ต้องมีสิทธิล้อเลียนตามนั้นไปเลยนะครับ ล้อเลียนตามนั้นไปเลย อย่างเช่น สมาชิก มีสิทธิในการฝากเงิน ในการขอสินเชื่อ ในการรับบริการเช่าซื้อ ในการชําระเงินผ่านระบบ ในการโอนเงิน ในการรับการค้ําประกัน ในการขอจดจํานอง จํานําได้หรือเปล่า และที่สําคัญ ก็คือในการรับสวัสดิการต่าง ๆ จากโครงการ ในการรับสวัสดิการต่าง ๆ จากโครงการ แล้วที่จะลืมเสียอีกไม่ได้ก็คือสมาชิกน่าจะมีสิทธิในการรับเงินปันผลจากหุ้น จากกองทุน ก็คือถ้าใครเอาเงินเข้าไปฝากไว้เป็นหุ้นไปซื้อไว้เป็นหุ้นเขาก็ต้องได้รับสิทธิในการรับเงินปันผล สิทธิในการได้รับดอกเบี้ยปันผลจากเงินฝาก จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ สิทธิในการรับสวัสดิการ สิทธิในการจัดตั้งกลุ่มของสมาชิกตามที่คณะกรรมการอนุมัติหรือกําหนด สิทธิในการได้รับ สินเชื่อในโครงการพิเศษ ตรงนี้น่าสนใจ สมมุติว่าวันดีคืนดีกระทรวงการคลังหรือรัฐบาล มีโครงการอะไรสักอย่างหนึ่งเกิดขึ้น สมมุติว่าสมาชิกมาเข้าโครงการนั้น นําเงินไปลงทุน ในโครงการนั้นก็จะได้รับสิทธิอะไรบางอย่าง สมมุติถ้าผมนึกถึงเรื่องพลังงานทดแทน ถ้าบังเอิญกระทรวงพลังงานหรือรัฐบาลบอกสมาชิกในโครงการฐานรากถ้าใครมาลงทุน จะสามารถได้รับสิทธิกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยต่ํา หรือว่าสามารถขายไฟฟ้าคืนให้กับการไฟฟ้าอะไรได้ ทํานองนั้นนะครับ แล้วก็รวมทั้งสิทธิในการที่จะเจรจาหรือส่งตัวแทนเข้าเจรจาอะไรต่าง ๆ หากเกิดมีกรณีอะไรต่าง ๆ ขึ้นมา ผมก็คิดว่าผมคงจะขอจบการอภิปรายแต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ