สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓ · ๑๘ มกราคม ๒๕๕๙

วลัยรัตน์ ศรีอรุณ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ โดยเน้นย้ำถึงประโยชน์ที่จะช่วยเหลือเกษตรกรผู้ด้อยโอกาส และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ การช่วยเหลือเกษตรกรในการปลูกพืชระยะยาว และการเพิ่มโทษสำหรับผู้ที่กระทำการทุจริต และขอให้เพิ่มโทษจับกุมไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะท่านดุสิต ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ท่านผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ท่านอยู่ไหมคะ เชิญค่ะ

พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ขออภิปรายเสนอ ความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ดังนี้

ประเด็นแรก ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจที่เสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ถือว่าเป็นหน้าเป็นตา และเป็นที่ภาคภูมิใจ ของสภาแห่งนี้ เพราะเป็นพระราชบัญญัติที่มีลักษณะ ดังนี้

ประเด็นที่ ๑ ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ด้อยโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน แหล่งสินเชื่อ

ประเด็นที่ ๒ ช่วยเหลือให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนหรือว่าใช้แหล่งเงินทุน หรือสินเชื่อด้วยต้นทุนทางการเงินที่มีราคาถูก เพราะว่าถ้าไปขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน คงมีค่าธรรมเนียม มีค่าดําเนินการต่าง ๆ มากมาย แต่ในกรณีนี้เป็นไปได้ด้วยต้นทุน ทางการเงินที่ต่ํานะครับ และที่สําคัญเป็นการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในประเภทและชนิดที่บางครั้ง สถาบันการเงินไม่สามารถให้เงินกู้ได้ เช่น การเอาพืชผลทางการเกษตรนั้นไปประกัน หรือไปขอสินเชื่อ ซึ่งสถาบันการเงินจะไม่ให้ในลักษณะนี้ แต่ในกรณีนี้จะสามารถทําให้ เกษตรกรที่มีความเดือดร้อนในเรื่องนี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ครับ

ประเด็นที่ ๓ ก็คือเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบหรือที่เรียกว่าหนี้ที่เรียก ดอกเบี้ยสูง ปัจจุบันนี้มีบางรายเรียกดอกเบี้ยสูงถึงอัตราร้อยละ ๒๐ ต่อเดือน หรือปีละ ๒๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งขณะนี้มีมากแล้วก็แพร่ระบาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ประชาชน เดือดร้อนไม่สามารถทํานาได้ หรือทํานาทําไร่แล้วเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตร ไม่ได้คุ้มทุนก็จะต้องไปกู้หนี้นอกระบบมา และกู้หนี้นอกระบบนี้ละครับทําให้ดอกแพง แล้วก็มีการทวงเงินต้นรายเดือนหรือดอกเบี้ยรายเดือนด้วยความรุนแรง ตรงนี้กําลัง เป็นปัญหาสังคม ซึ่งรัฐบาลกําลังจะแก้ไขอยู่ขณะนี้นะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อมีพระราชบัญญัตินี้ จะสามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าวได้นะครับ

ประเด็นที่ ๔ ช่วยให้เกษตรกรยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทํากินของตนเอง ต่อไป ไม่ต้องนําที่นาไปจํานองแหล่งเงินกู้นอกระบบที่ดอกเบี้ยแพง หรือนําไปขายฝาก อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะขายฝากนั้นพอครบกําหนดไม่มีเงินไปถ่ายที่ก็ตกเป็นของ นายทุนไปเลยในขณะที่ราคาถูก ถามว่ากฎหมายกําหนดว่าไม่ให้เรียกดอกเบี้ยเกินร้อยละ ๑๕ แต่ในทางปฏิบัติแล้วเขาสามารถดําเนินการได้โดยการเรียกดอกเบี้ย หักดอกเบี้ยไว้ก่อน หรือว่าชักปากถุง ทั้งชักปากถุง ทั้งหักดอกเบี้ยไว้ก่อน ส่วนที่เหลือเขียนตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็มีวิธีการหลีกเลี่ยง นั่นละครับเป็นปัญหาที่เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ผู้มีรายได้น้อยได้รับความเดือดร้อน ตรงนี้จะสามารถมาช่วยได้ครับ

ประเด็นที่ ๕ ทําให้เกษตรกรสามารถทําการเกษตรที่ต้องใช้ระยะเวลา ในการเพาะปลูกนาน ๓-๔ ปีถึงจะเก็บเกี่ยวได้ แต่การที่ลงทุนในพืชการเกษตรที่ผลเก็บเกี่ยวนาน จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพืชระยะสั้น แต่เกษตรกรขาดแหล่งเงินทุน ตรงนี้จะสามารถ ช่วยเหลือเกษตรกรได้ นอกเหนือจากช่วยเหลือเกษตรกรแล้วยังช่วยเหลือรัฐบาล ช่วยเหลือ เศรษฐกิจของประเทศอีก เพราะว่าพืชระยะสั้นไม่ว่าจะเป็นข้าว เป็นมันสําปะหลัง หรือเป็น พืชอื่น ๆ เกษตรกรขาดทุน รัฐบาลก็ต้องนําเงินงบประมาณภาษีของคนทั้งประเทศนั้น ไปอุดหนุนไปช่วยเหลือ แต่ถ้าเป็นพืชระยะยาวนั้นเกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ตรงนี้ ที่เกษตรกรในปัจจุบันนี้ไม่สามารถปลูกพืชระยะยาวได้ก็เพราะว่าไม่มีแหล่งเงินทุน เพียงพอ เรียกว่าสายป่านไม่ยาวเพียงพอ จึงต้องทําให้ปลูกพืชระยะสั้น ๓-๔ เดือน เก็บเกี่ยวแต่เกิดการขาดทุน ตรงนี้ถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาทั้งเกษตรกร ทั้งประเทศชาติ แล้วก็ช่วยเหลือรัฐบาลด้วยนะครับ

ประเด็นที่ ๖ พระราชบัญญัตินี้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่สําคัญในการลด ช่องว่างระหว่างคนรวยกับผู้มีรายได้น้อย เพราะจะทําให้คนที่มีรายได้น้อยนั้นมีรายได้เพิ่ม สูงขึ้นนั่นเองครับ

ประเด็นที่ ๗ ถือว่าสําคัญที่สุดนะครับ ร่างพระราชบัญญัตินี้ถือว่า เป็นร่างพระราชบัญญัติองค์กรการเงินของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชนอย่างยั่งยืนครับ

ร่างพระราชบัญญัตินี้ถึงแม้จะมีจุดดีอยู่มาก แต่ผมก็อยากฝากนะครับว่า อยากจะให้เพิ่มในประเด็นดังต่อไปนี้นะครับ

ในหมวดที่ ๕ เรื่องการกํากับดูแล เพราะว่าการดําเนินการในพระราชบัญญัตินี้ ต้องอาศัยหลักความดีอันประกอบด้วยหลักคุณธรรม หลักสัจจะ หลักความซื่อสัตย์ แล้วก็หลักความซื่อตรง แต่ก็จะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งจํานวนไม่น้อยที่คอยหาโอกาสหรือว่า แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากหลักความดีเหล่านี้ ดังนั้นควรจะมีมาตรการป้องกัน โดยอาจจะกําหนดไว้อย่างนี้นะครับว่าผู้บริหารองค์กรการเงินระดับฐานรากหากกระทํา โดยทุจริตเป็นเหตุให้องค์กรการเงินในระดับฐานรากได้รับความเสียหายต้องระวางโทษจําคุก ไม่เกิน ๑๐ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ สาเหตุที่ต้องระบุไว้ อย่างชัดเจนแล้วก็รุนแรงเช่นนี้ก็เพราะว่า ยกตัวอย่างขณะนี้สหกรณ์การเกษตรมีหลายแห่ง มีผู้บริหารกระทําการโดยทุจริต แล้วก็กฎหมายนั้นโทษน้อยมาก มีความคุ้มค่าที่เขาจะเสี่ยง ดังนั้นจึงต้องกําหนดโทษไว้ให้สูงเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริหารแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ และทุจริต แล้วก็ทําให้กลุ่มองค์กรการเงินระดับฐานรากนั้นเกิดความเสียหายแล้วก็ล่มสลาย แล้วก็เกิดการแตกความสามัคคีในชุมชนในที่สุดครับ

หลักที่ ๒ อันนี้ข้อที่ ๒ นะครับ ในเรื่องของหมวด ๖ เรื่องบทกําหนดโทษ มาตรา ๓๔ กําหนดไว้ว่า หากผู้ใดใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ หรือใช้คําว่า “สมาชิก โครงข่ายการเงินระดับฐานราก” หรือคําอื่นใดที่มีความหมายในนัยเดียวกัน ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยมิได้เป็นลูกข่าย ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน ปรับไม่เกิน หนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ อันนี้ขอเรียนนะครับ จะมีขบวนการขบวนการหนึ่งเรียกว่า ขบวนการฉ้อโกงประชาชน ยกตัวอย่างนะครับ ปัจจุบันนี้มีมากเลยครับ เรียกว่าขบวนการ แชร์ลูกโซ่ เขาจะอาศัยสัญลักษณ์เหล่านี้ละครับ ใช้ตราเหล่านี้ ใช้แอบอ้างองค์กรเหล่านี้ ไประดมเงินทุนของประชาชนแล้วก็บอกว่าให้ผลตอบแทนสูง ประชาชนก็หลงเชื่อจะเอาเงิน มาฝากเป็นจํานวนมาก ตรงนี้จะเป็นความเสียหายอันยิ่งใหญ่โดยอาศัยความเชื่อและฐานราก ขององค์กรการเงินในระดับฐานรากนี้นะครับ เพราะฉะนั้นจึงต้องกําหนดโทษให้สูง จําคุกหกเดือนนั้นโทษศาลน้อยมากเลย ไม่ถึงศาลแขวงด้วยนะครับ อยากให้จําคุกไม่เกิน สามปี ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับก็ถือว่าเป็นโทษสูงขึ้น จะทําให้บุคคล ที่จะกระทําผิดเหล่านี้เกรงกลัวมากยิ่งขึ้นนะครับ ก็อยากจะขอฝากไว้ตรงนี้เพื่อให้ พระราชบัญญัติแห่งนี้ศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้นนะครับ

และอีกอันหนึ่งอาจจะใส่ไว้ในหมวดกํากับดูแล หรือหมวดกําหนดโทษ ก็ได้นะครับ ผมอาจจะเพิ่มเป็นมาตรา ๓๖ นะครับ ห้ามมิให้สมาชิกนําเงินที่ได้จาก การขอสินเชื่อจากนิติบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ไปใช้นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้ยื่นเสนอ เพื่อขอสินเชื่อ หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ เหตุที่ต้องกําหนดอันนี้ก็เพราะว่าบางทีในบ้านนอกในต่างจังหวัดนี่นะครับ การขอสินเชื่อนั้นบอกว่าขอสินเชื่อไปทําเกษตรกรรม แต่พอได้เงินแล้วเอาไปซื้อรถปิกอัพ เอาไปซื้อรถจักรยานยนต์ หรือเอาไปเล่นการพนัน ท้ายสุดหนี้ก็สูญ ก็จะเป็นปัญหาต่อระบบ องค์กรการเงินฐานรากตรงนั้น เพราะฉะนั้นจึงจําเป็นต้องกําหนดบทลงโทษไว้เพื่อป้องกัน บุคคลเหล่านั้นกระทําการหลอกลวงแล้วก็เอาเงินไปใช้ในทางที่ผิด และเป็นผลเสีย ต่อเศรษฐกิจ เป็นผลเสียต่อองค์กรตามพระราชบัญญัตินี้ครับ ผมจึงขอนําเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการเพื่อพิจารณาครับ ขอบคุณครับ

ขอบพระคุณค่ะท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ต่อไปเรียนเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านเป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตวุฒิสมาชิก และอดีตรองประธาน สภาร่างรัฐธรรมนูญ เรียนเชิญค่ะ