สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓ · ๑๘ มกราคม ๒๕๕๙

นายกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก สปท. ทุกท่านครับ ผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด หมายเลข ๕ ครับ ผมมี ๒-๓ ประการสําหรับเรื่องนี้นะครับ ในฐานะที่ทาง ท่านกรรมาธิการได้ยกตัวอย่างพื้นที่รูปธรรม ๒-๓ พื้นที่ ผมเองได้มีโอกาสสัมพันธ์กับกลุ่มเหล่านี้ โดยเฉพาะสถาบันการเงินฐานรากประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ กว่าตําบลที่อยู่ในประเทศไทยที่กําลังขับเคลื่อนเรื่องนี้นะครับ ต้องยอมรับ ข้อเท็จจริงนะครับว่าถ้ามองในซีกของภาคประชาชนเอง ระยะเวลาไม่ต่ํากว่า ๑๐ ปี ที่ประชาชนเองได้พยายามเชื่อมโยงฐานการเงินที่อยู่ข้างล่าง ก่อรูปก่อตัวมาแล้วก็มีรูปธรรม ตามที่ท่านดอกเตอร์กอบศักดิ์ได้หยิบยกตัวอย่างนี้ขึ้นมา เข้าใจว่ารูปธรรมตัวอย่างเหล่านี้ เป็นรูปธรรมที่ค่อนข้างประสบความสําเร็จ แต่ก็มีข้อจํากัดบางเรื่อง ถ้าเอามิติคําว่าเงินทุน มาเป็นตัวจับก็จะมีข้อจํากัด จะต้องมีในการเสริมนะครับ ประการสําคัญ คําว่า องค์กร การเงินฐานราก ผมมีความเชื่อว่าถ้าเราสามารถทําเรื่องนี้ได้ แล้วขยายผลได้ ปฏิบัติการได้ ผมว่า สปท. การขับเคลื่อนครั้งนี้ประสบผลสําเร็จแน่นอน เพราะว่าตอบคําถามคําว่า เหลื่อมล้ําได้ ตอบคําถามคําว่าชุมชนเข้มแข็งได้ ตอบคําถามคําว่าระบบการเงินฐานราก มันมีพลัง พลังสําคัญก็คือว่า ณ วันนี้ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าในทุก ๆ ตําบลการเงินที่ลงไป ลงเยอะมาก แต่ว่าการจัดระบบการเงินที่อยู่ข้างล่างมีข้อจํากัด ต่างฝ่ายต่างเอาเงิน งบประมาณลงไปในพื้นที่ ในตําบล ๗,๐๐๐ กว่าตําบลนี่เยอะมาก แต่ว่าไม่มีใครที่จะมา เชื่อมโยงการเงินที่ลงไปข้างล่างให้เป็นพลังได้ มีรูปธรรมหลายพื้นที่ที่ประชาชนได้พยายาม โยงกับทุกกองทุนมาเป็นสถาบันการเงิน รูปธรรมอย่างตัวอย่างที่ท่านกรรมาธิการ ได้หยิบยกขึ้นมานะครับ สาระสําคัญที่ผมอยากย้ําตรงนี้ก็คือว่าถ้าเอาเรื่องคําว่าเงินไปจับ การเงินฐานรากไม่มีพลังแน่นอน พลังที่เกิดขึ้นได้คือพลังทางภูมิปัญญาที่เชื่อมโยงกัน มันมากกว่าคําว่าเงินครับ ตําบลหนองสาหร่ายที่เป็นรูปธรรมวันนี้เขาใช้คําว่าคุณธรรม เอาความดีเป็นตัวค้ําประกันในการกู้เงิน ก็แปลว่าคนที่ไม่มีความดีไม่สามารถที่จะเข้าไปสู่ พลังของการเงินฐานรากตรงนี้ได้ ในขณะเดียวกันคนที่จะต้องเข้าไปเป็นสมาชิกได้ ก็มีกระบวนการในการสร้างคนดี มีแผนแม่บทชุมชน มีกระบวนการการสํารวจข้อมูลการเงิน ฐานรากทั้งระบบ อันนี้คือกระบวนการที่ประชาชนทํา เพราะฉะนั้นสาระสําคัญของ การปฏิรูปเรื่องนี้ผมว่ามันลงถึงฐานรากระดับตําบล ลงถึงฐานรากคนจนจริง ๆ ผมว่า ถ้าปล่อยเรื่องนี้ออกไปประชาชนข้างล่างสนับสนุนแน่นอน เพราะว่าไม่ใช่เริ่มต้นจากวันนี้ มันเริ่มมา ๑๐ ปีแล้วครับ ๗,๐๐๐ กว่าตําบล วันนี้มีระดับแตกต่างกัน หัวขบวนไม่ต่ํากว่า ๑๐๐ ตําบลที่ทําแบบนี้ ข้างล่างที่มีกระบวนการเรียนรู้กันมายาวนาน ๔-๕ ปีให้หลังมา ไม่ต่ํากว่า ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ กว่าตําบล มีระบบกองทุนสวัสดิการที่เรียกว่าออมวันละบาท ภาษาชาวบ้าน รัฐสมทบ ๑ บาท ท้องถิ่นสมทบ ๑ บาท แล้วก็ชุมชนออมวันละ ๑ บาท เป็นการเงินที่มีระบบความเข้มแข็งอย่างมากมาย ถ้าจัดระดับหยาบ ๆ ๓ ชั้นก็คือตําบล ที่ไม่มีระบบการจัดการการเงินฐานรากมีจํานวนหนึ่ง ตําบลที่มีกระบวนการเรียนรู้ ที่จะเชื่อมโยงกองทุนที่มีอยู่ทั้งระบบในตําบลมีจํานวนไม่ต่ํากว่า ๒,๐๐๐ กว่าตําบล และหัวขบวนตรงนี้มีไม่ต่ํากว่า ๑๐๐ กว่าตําบล เพราะฉะนั้นสาระสําคัญที่นําไปสู่การลด ความเหลื่อมล้ํา การเข้าถึงทรัพยากร การสร้างชุมชนที่เข้มแข็งโดยใช้กองทุนนี้เป็นเครื่องมือ จะเป็นสาระสําคัญ และที่สําคัญที่สุดก็คือเขาใช้คําว่าคุณธรรม เขาใช้คําว่าพริกบ้านเหนือ เกลือบ้านใต้ ใครมีอะไรแบ่งปัน ใครมีอะไรรู้กัน ใครมีอะไรมาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะเป็นฐานสําคัญของสถาบันการเงินครับ นี่คือประการที่ ๑

ประการที่ ๒ สอดคล้องกันนะครับ เป้าหมาย คือว่าถ้าเราสนับสนุน การขับเคลื่อนเรื่องนี้ ถ้าเอาเรื่องเงินมาเป็นตัวจับเป็นตัวตั้งตัวแรกล้มตั้งแต่วันแรกครับ เพราะว่ากระบวนการภาคประชาชน ๑๐๐ กว่าตําบลที่เชื่อมโยงกัน ๒,๐๐๐ กว่าตําบล ที่เรียนรู้ร่วมกันไม่ได้แปลว่าเอาเงินเป็นตัวตั้งนะครับ แปลว่าเขาจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ได้อย่างไร อันนี้คือประการที่ ๑ ประการที่ ๒ ก็คือว่าเงินที่เขามีอยู่ในตําบลจะสร้างให้เกิด พลังได้อย่างไร ประการที่ ๓ ก็คือว่าเขาจะสามารถประสานทุนภายนอกแล้วก็ประสาน ทรัพยากรภายนอก แหล่งหน่วยงานภายนอกมาหนุนเสริมเขาได้อย่างไร นี่คือลําดับของ เป้าหมาย ฉะนั้นผมมีข้อเสนอแนะตรงนี้ก็คือว่าอย่าให้เสน่ห์ความสวยงามของคุณธรรมอันนี้มันหายไป อย่าเอาความเป็นกฎหมายของการเงินไปเป็นตัวหลัก ไม่ได้แปลว่าเงินครับ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญแล้วก็ประชาชนครับ ประชาชนพร้อมที่จะเคลื่อนเรื่องนี้ แต่ประการสําคัญ ก็คือว่าไม่ใช่ พ.ร.บ. แบบเหมาเข่งพรุ่งนี้กดปุ่มแล้วทั้ง ๗,๐๐๐ แห่ง มันมีพัฒนาการ มีลําดับ เพราะฉะนั้น พ.ร.บ. ฉบับนี้น่าจะบังคับใช้แบบตําบลไหนมีศักยภาพ ตําบลไหนมีความพร้อม ตําบลไหนที่จะมีกระบวนการเรียนรู้แล้วก็เริ่มต้นจากฐานทรัพยากรที่มีอยู่บูรณาการให้เกิดขึ้น มีข้อกฎหมายบางข้อที่เงินทุนลงไปแล้วไม่สามารถบูรณาการได้ก็พยายามที่จะศึกษาและปรับใช้

ประการสุดท้ายนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คิดว่าการกําหนด พ.ร.บ. หรือกฎหมายแต่ละฉบับ ถ้าให้กระบวนการภาคประชาชนที่เริ่มต้นเรื่องนี้ขึ้นมาแสดงความคิดเห็น ออกแบบร่วม อะไรที่จะดํารงไว้ซึ่งคุณธรรมจริยธรรมที่ชุมชนเชื่อมโยงกันอยู่มาสอดมาใส่ อยู่กับกฎหมายฉบับนี้ผมว่าจะเป็นคุณูปการครับ ขอบคุณครับ