เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือร่างกฎหมายว่าด้วยระบบการเงินระดับฐานราก โดยเสนอปรับปรุงคุณสมบัติของกรรมการให้เหมาะสม ทั้งการกำหนดอายุสูงสุด การปรับบทบัญญัติเกี่ยวกับบุคคลล้มละลาย และห้ามผู้ที่มีประวัติทุจริตหรือถูกพิพากษาจากภาครัฐเข้าร่วม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพในการปฏิรูปเศรษฐกิจจากฐานราก พร้อมเสนอแนวทางจัดทำแผนแม่บทตามมาตรา ๑๓ โดยแยกแผนเป็นสองระดับ คือแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวและแผนดำเนินการระยะ 4 ปี เพื่อให้การพัฒนาระบบการเงินระดับฐานรากเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบคุณท่านประธาน ที่ให้โอกาสแสดงความคิดเห็นในเรื่องของการเงินระดับฐานราก ซึ่งก็ขอแสดงความชื่นชม และเป็นกําลังใจให้กับทางคณะกรรมาธิการและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่ได้ดําเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ในการที่จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ํา แล้วก็ช่วยทําให้พี่น้องประชาชน ทุกระดับมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นหัวข้อปฏิรูปในเรื่องของเศรษฐกิจการเงิน ในระดับฐานรากจึงตรงกับนโยบาย ตรงกับแนวทางปฏิรูปที่เราควรจะต้องดําเนินการ อย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรมให้ได้ กระผมก็ขออนุญาตดูสัก ๒-๓ มาตราในพระราชบัญญัติ เพื่อให้ข้อคิดเห็น โดยอาศัยประสบการณ์ที่ร่างรัฐธรรมนูญมาเกือบ ๑ ปี พอเห็น พระราชบัญญัติก็จะพอมองออกว่าอะไรควรจะเป็นอย่างไร ในนี้เราพูดถึงในหมวด ๑ มีคณะกรรมการพัฒนาระบบการเงินระดับฐานราก และมาตรา ๗ พูดถึงอํานาจหน้าที่ ใน (๒) ที่เขียนว่า กําหนดให้ธนาคารเฉพาะกิจของภาครัฐ ซึ่งอาจจะมากกว่า ๑ แห่ง ทําหน้าที่เป็นแม่ข่ายของโครงข่ายการเงินระดับฐานราก อันนี้อยากจะให้เขียนเวิร์ดดิง (Wording) ให้อํานาจอาจจะไปอยู่ที่คณะรัฐมนตรีมากกว่าที่จะแค่คณะกรรมการไปชี้นิ้วสั่ง ธนาคารโน้นธนาคารนี้ ก็เป็นรายละเอียด แต่ที่สําคัญที่ผมอยากจะฝากไว้คือในมาตรา ๘ มาตรา ๘ ได้พูดถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นกรรมการที่ผมได้กล่าวถึง ซึ่งกรรมการ มีอยู่หลายประเภทโดยตําแหน่ง หรือประเภทที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิ ก็มี (๓) และ (๔) ของมาตรา ๖ เป็นคณะกรรมการพัฒนาระบบการเงินระดับฐานราก ที่รัฐมนตรีต้องเลือกคนมา (๓) ก็ ๕ คน (๔) ก็มาจากด้านต่าง ๆ อีก ๓ คน ใน ๘ คนนี้ ก็มากําหนดคุณสมบัติไว้ในมาตรา ๘ มาตรา ๘ เขียนว่า กรรมการตามมาตรา ๖ (๔) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม อันนี้ไม่ต้องเขียนนะครับ คําว่า ไม่มีลักษณะ ต้องห้าม เหตุผลเพราะว่าในการเขียนตั้งแต่ (๑) ถึง (๙) ของท่านนี้ท่านเขียนเป็นคุณสมบัติ ไว้หมดเลย ถ้าไม่มีลักษณะต้องห้าม เราต้องเขียนบอกว่า เคยติดคุก เคยติดคุกนี่คือลักษณะ ต้องห้าม แต่ถ้าเราบอกว่าไม่เคยติดคุกนี่ มันเป็นคุณสมบัติแล้ว เพราะเวลาท่านเขียนหัวข้อว่า มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม แต่ใน (๑) ถึง (๙) ของท่านไม่มีอันไหนที่เป็นลักษณะ ต้องห้ามเลย เป็นคุณสมบัติทั้งสิ้น เพราะท่านใส่คําว่า ไม่เป็น ไม่เคย ก็จึงขอให้ปรับหัวเรื่องให้ถูก ในอนุมาตราทั้ง ๙ อนุมาตรา ผมมีข้อสังเกตอยู่ อย่างเช่น (๒) มีอายุไม่ต่ํากว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ ผมอยากจะให้แคป (Cap) ไว้ด้วยว่าไม่เกินสมมุติว่า ๗๐ ปี มิฉะนั้นก็จะมีคนที่นั่งอายุเกินที่ควรจะเป็นเข้ามาอยู่ในนี้ คนอายุเกิน ๗๐ ปี ควรจะให้ท่านทําอย่างอื่นได้แล้วใน (๕) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไม่เคยเป็น บุคคลล้มละลายทุจริต ปัจจุบันนี้การล้มละลายเป็นกันเยอะเหลือเกิน แล้วก็ กฎหมายล้มละลายว่าครบ ๑ ปี ๒ ปีก็ให้พ้น เพราะฉะนั้นคําว่า ไม่เคยเป็นบุคคลล้มละลาย ผมว่าไม่น่าจะเอามาใส่ เอาแค่ว่าปัจจุบันไม่เป็นบุคคลล้มละลาย (๖) เราพูดถึง ไม่เคยได้รับโทษใด ๆ เลย ยกเว้นลหุโทษ อันนี้ก็มากเกินไปนิดหนึ่ง แม้แต่ ส.ส. หรือรัฐมนตรี เขาจะบัญญัติว่าเคยได้รับโทษจําคุกมายังไม่ถึง ในอดีตเขียน ๕ ปี ในรัฐธรรมนูญฉบับเก่า ๆ ฉบับของท่านมีชัย ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านจะเขียนว่าคนจะสมัคร ส.ส. ต้องไม่เคยได้รับโทษ จําคุกโดยพิพากษาถึงที่สุดมายังไม่ถึง ๑๐ ปี เพราะบางคนติดคุกถึงแม้จะเป็นโทษอื่น เช่น ทะเลาะเบาะแว้งอะไรต่าง ๆ นานาก็ไม่ใช่โทษที่ร้ายแรง เขาถึงใช้ห้วงเวลาในการกําหนด ก็อยากจะฝากว่าเอาสัก ๑๐ ปีหรือ ๕ ปีก็พอ แต่อย่าไปเขียนว่าตลอดชีวิตเลย เพราะโดน จําคุกมาแล้วด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง ใน (๙) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจาก องค์กร จากองค์กรแคบไปนิดหนึ่งน่าจะเขียนให้ครอบคลุมจากราชการ จากหน่วยงาน ภาครัฐ จากรัฐวิสาหกิจ เพราะบุคคลที่มาอยู่ตรงนี้ไม่ใช่มาจากองค์กรอย่างเดียว ในตรงนี้ ก็ยังอยากให้เขียนให้ครอบคลุมนิดหนึ่งว่าจากราชการ หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรเพราะทุจริตต่อหน้าที่ แล้วอีกอันหนึ่งที่ควรจะเพิ่มเป็นอีกอนุมาตราหนึ่ง คือไม่เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบโดยกฎหมายว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ อันนี้ควรจะบัญญัติไว้ว่าไม่เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ คนพวกนี้เราไม่ควรจะเอาเข้ามาเป็นกรรมการ
และประเด็นสุดท้าย ที่อยากจะกราบเรียนก็คือในเรื่องของแผนแม่บท ในมาตรา ๑๓ แผนแม่บทในมาตรา ๑๓ เขียนว่า ให้กรรมการดําเนินการจัดทําแผนแม่บท การพัฒนาระบบการเงินระดับฐานรากเพื่อบูรณาการการทํางานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบและประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา วรรคสอง แผนแม่บทจากวรรคหนึ่งเป็นแผน ๔ ปี อันนี้ผมฝากนิดหนึ่ง เดี๋ยวนี้เรา สปช. สปท. กรธ. ถ้าไม่พูดเรื่องยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีต้องเชยเลย ถือว่าเชยเลย แล้วเรามาร่างแผนแม่บท ๔ ปีเองเพื่อพัฒนาระบบการเงินระดับฐานราก ผมจึงอยากให้แยกเป็น ๒ ระดับ เป็นแผน ยุทธศาสตร์อาจจะสัก ๑๖ ปี หรือ ๑๒ ปี ๑ แผนเห็นว่า ๑๖ ปีข้างหน้า ๑๒ ปีข้างหน้า เรามี แนวคิดอย่างไร เราจะพัฒนาไปได้กี่หมู่บ้าน กี่ตําบล แล้วส่วนแผนแม่บท อันนั้นเป็น มาสเตอร์แพลน (Master plan) เป็นแผนที่ดําเนินการ เป็นแผน ๔ ปีก็ว่าไป ซึ่งแผน ๔ ปีนี้ ก็อาจจะปรับได้ทุกปี จึงอยากให้ทําเป็น ๒ แผน คือเป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว และเป็นแผนดําเนินการระยะ ๔ ปี ผมมีเรื่องกราบเรียน แต่ก็ขอชื่นชมนะครับว่า ก็เป็นความหวังหนึ่งของพี่น้องประชาชนครับ ขอบพระคุณครับ