สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓ · ๑๘ มกราคม ๒๕๕๙

กอบศักดิ์ ภูตระกูล เสนอพระราชบัญญัติแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในด้านการเงิน โดยเน้นการให้บริการแก่ผู้ที่มีเงิน และการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในด้านการเงิน โดยเฉพาะในชนบท พร้อมเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในด้านการเงิน เช่น การเปิดวีทีอาร์ (VTR) การดำเนินการตามมา การสร้างระบบการเงินฐานรากที่ครอบคลุม 5 หมวด การกำหนดเกณฑ์ในการเลือกพื้นที่จัดตั้งสถาบันการเงินชุมชน การกํากับดูแลในการประเมินลูกข่ายและแนวทางในการบริหารความเสี่ยง การสร้างโครงข่ายการเงินฐานรากที่ครอบคลุมทุกชุมชนในประเทศ และการพัฒนาระบบการเงินฐานราก โดยให้ประชาชนแบ่งส่วนหนึ่งของรายได้มาเก็บไว้ในกองทุน และใช้เงินนั้นเพื่อพัฒนาประชาชนในภายหลัง

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมาธิการ

ขอบพระคุณท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม กอบศักดิ์ ภูตระกูล ครับ กระผมขอนําเสนอ ถึงตัวอย่างแล้วก็รายละเอียดของพระราชบัญญัติต่าง ๆ รวมถึงข้อชี้แจงที่มีต่อข้อคิดเห็น ที่ได้มาจากทาง ครม. และทางกระทรวงต่าง ๆ นะครับ ก่อนอื่นผมอยากจะขอเรียน อย่างนี้ครับว่าอย่างที่ท่านประธานสถิตย์ ท่านประธานสมชัยได้กล่าวไป ตัวของระบบการเงิน ในปัจจุบันเป็นระบบการเงินที่เน้นการให้บริการแก่ผู้ที่มีเงินเป็นสําคัญ ถ้าเป็นคนจนนะครับ เขาไม่กล้าเดินเข้าแบงก์ครับ เราอาจจะเห็นแบงก์จํานวนมาก สาขาจํานวนมาก แต่ถ้าเกิด ไปในชนบทหรือเป็นคนที่ไม่มีจะกินเขามีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ําใจ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้ หลาย ๆ คนไม่เข้าถึงระบบสถาบันการเงินในปัจจุบัน และกลายเป็นช่องว่างสําคัญที่ต้องมี การแก้ไข และในส่วนนี้ในชนบทยิ่งแย่กว่านี้ครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าตัวของระยะทาง เป็นเงื่อนไขสําคัญ ปกติประเทศไทยมีบัญชีเงินฝากอยู่ทั้งหมดประมาณ ๘๖ ล้านบัญชีครับ ใน ๘๖ ล้านบัญชีเป็นบัญชีที่เล็ก ๆ ต่ํากว่า ๕๐,๐๐๐ บาท ประมาณ ๗๔ ล้านบัญชี บัญชีเหล่านี้มีเงินอยู่แค่ประมาณ ๔,๐๐๐ บาท คนจนมีเงิน ๔,๐๐๐ บาท ในบัญชีครับ ถามว่าปีหนึ่งได้ดอกเบี้ยเท่าไร ได้ดอกเบี้ยอย่างมากก็ไม่ถึง ๑๐๐ บาท แต่ถ้าเกิดต้องเดินทาง ไปแบงก์ครั้งหนึ่ง ต้องค่าใช้จ่ายประมาณ ๓๐-๔๐ บาท ไปครั้งสองครั้งก็แทบจะหมดเงินแล้ว แล้วนี่คือสาเหตุว่าทําไมคนในชนบทห่างไกลไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ แล้วเป็นที่มาของว่าเราต้องหาแนวทางแก้ไขเพื่อให้เขาเหล่านั้นมีช่องทางในการออมเงิน ช่องทางในการกู้เงิน ช่องทางในการโอนเงิน เพื่อที่ว่าจะลดปัญหาของความเหลื่อมล้ําไปได้ แล้วผมอยากจะเรียนอีกนิดหนึ่งนะครับว่าปัญหาของความเหลื่อมล้ําในเมืองไทยหลายอย่าง เกิดขึ้นจากสิ่งที่ดูเหมือนจะเท่า แต่พอสุดท้ายแล้วไม่เท่าครับ เรื่องระบบการศึกษาเป็นตัวอย่างสําคัญ ทุกคนเข้าเรียนเหมือนกันหมด แต่คุณภาพการศึกษา แตกต่างกัน ในชนบท เมืองน้อยเมืองใหญ่ในกรุงเทพฯ แตกต่างกันหมดเลย นี่คือ เหมือนกับจะเท่าแต่ไม่เท่า บริการทางการเงินก็เช่นเดียวกัน ดูเหมือนจะเท่าแต่ไม่เท่า เพราะคนจนเข้าไม่ถึง เลยเป็นที่มาของการทํา พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาครับ ผมอยากยกตัวอย่างให้เห็นว่าเราอยากจะสร้างอะไรขึ้นมา

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดวีทีอาร์ (VTR))

ภาพเป็นตัวอย่างของ สถาบันการเงินชุมชน ๓ แห่งที่เราไปเยี่ยมสมัยเราเป็น สปช. ความจริงมีตัวอย่างเหล่านี้ อีกเยอะมาก แล้วก็เป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงโอกาส นี่คือสถาบันการเงินที่ตําบลหนองสาหร่าย จังหวัดกาญจนบุรี ผมอยากให้ดูภาพนะครับ จะเห็นว่าเขาเรียกว่าสถาบันการเงินชุมชน มีแค่นี้ละครับ มีห้องเดียว ข้างในก็เป็นห้องเล็ก ๆ แล้วพอหลังจากนั้นมีเอกสารต่าง ๆ ที่เก็บเรื่องของเครดิตไฟล์ (Credit file) ต่าง ๆ ของทุกคนไว้ มีพนักงานแค่ ๔ คนครับ ถ้าเกิดแบงก์เปิดสาขานะครับ ต้องมีพนักงานเป็น ๑๐ คน นี่มีพนักงาน ๔ คน ให้บริการ ก็คือนั่งอยู่อย่างนี้ละครับ ให้บริการแก่ชุมชน มีกระปุกออมสิน มีสมุดบัญชีเงินฝาก เหมือนแบงก์ มีสมุดประจําตัวผู้ถือหุ้น ผู้กู้ มีตัวอย่างของสมุดบัญชีประจําตัวสมาชิก เอกสาร เปิดบัญชีเงินฝาก เหมือนแบงก์ทุกอย่างเลยครับ ใบฝากเงิน ระบบงานที่พัฒนาขึ้นมาเองครับ ที่ตําบลหนองสาหร่ายเขามีความรู้สึกว่าถ้าเกิดเขียนลงกระดาษเองสุดท้ายแล้วจะมีปัญหา เขาก็จ้างอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏขึ้นมาทําโปรแกรมนี้ให้ประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาท แล้วเขาก็ใช้โปรแกรมลงในคอมพิวเตอร์นี่ละ แล้วก็พิมพ์เอกสารต่าง ๆ เวลามีคนฝากเงิน ถอนเงินต่าง ๆ เหมือนกับแบงก์เอง แล้วพอหลังจากนั้นก็จะมีตัวของโครงข่ายกลไกต่าง ๆ แต่ผมอยากให้เห็นพวกนี้ เพราะว่านี่คือประชาชนคิดเองทําเองนะครับ แล้วก็สามารถ สร้างแบงก์เล็ก ๆ ขึ้นมาในตําบลของตนเองได้ แล้วก็จะเป็นสิ่งที่ทําให้ประชาชน มีความหวัง มีโอกาสเข้าถึงการออม มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน มีการประกาศอัตราดอกเบี้ย เงินกู้ มีค่าธรรมเนียม มีบริการโอนเงิน สถาบันการเงินเล็ก ๆ แห่งนี้ถ้าเกิดมีญาติ ๆ ไปทํางานในกรุงเทพฯ ก็สามารถที่จะโอนเงินกลับมาที่ ธ.ก.ส. หรือธนาคารออมสิน แล้ว ธ.ก.ส. หรือธนาคารออมสินก็จะใช้สถาบันการเงินแห่งนี้เป็นที่ที่จะเชื่อมโยง ไปถึงประชาชนในตําบล หมู่บ้าน ผมถามเขาว่าทํางานอย่างไรครับ เขาบอกว่าที่เขาทํางาน ก็คือว่า ถ้าเกิดมีคนเอามาฝากสตางค์ครบ ๕๐,๐๐๐ บาท เขาก็จะเอาไปฝาก ธ.ก.ส. ให้ ถ้าเกิดมีคนมาถอนเกิน ๕๐,๐๐๐ บาท เขาจะวิ่งไป ธ.ก.ส. ถอนมาให้ เพราะฉะนั้นตัวนี้ เป็นองค์กรการเงินที่ทําหน้าที่แทนประชาชนทุกคน ลดต้นทุนในการเดินทางจากบ้านไปสู่ ธ.ก.ส. หรือธนาคารออมสิน ซึ่งอาจจะห่างไป ๒๐-๓๐ กิโลเมตร แต่ว่าเขาสามารถเดินทาง ไปที่ตรงนี้ได้ อยู่ในตําบลของตนเอง ไม่มีต้นทุน แล้วเขาบอกว่าต้นทุนที่เขาประหยัดได้นั้น ประหยัดได้อย่างน้อยเที่ยวหนึ่งเกือบ ๒๐๐ บาทต่อคน เพราะอะไรครับ เพราะว่าเขาบอก อย่างนี้นะครับ เขาบอกว่าจะไปแบงก์ก็ต้องผัดหน้าทาแป้ง ต้องจ่ายค่ารถ ต้องเดินทาง ต้องรอกว่าจะกลับมาก็หมดไป ๑ วัน ๑ วันก็คือ ๒๐๐ บาทของเขา อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เขา อดออมถนอมได้ แล้วก็ใช้บริการเหล่านี้อยู่ที่ตรงนี้ ต่อทะเบียนรถก็ต่อได้ที่นี่เลยนะครับ บริการชําระเงินที่เป็นบิลเติมเงินค่าไฟฟ้า น้ําประปา โทรศัพท์ บัตรเครดิต โอนเงิน ถอนเงิน ก็สามารถทําที่นี่ได้เลย ผลการดําเนินการครับ นี่เป็นแค่เพียง ๑ ตัวอย่าง ประชาชนร่วมกัน จากที่ไม่เคยมีแบงก์ส่วนตัว มารวมกันสร้างสถาบันการเงินเล็ก ๆ ที่เรียกว่าสถาบันการเงิน ชุมชนตําบลหนองสาหร่าย หลังจากทําไปแล้วเป็นเวลาประมาณ ๑๐ ปี มีสมาชิกประมาณ ๓,๒๖๘ คน จาก ๙ หมู่บ้าน ฝากเฉลี่ยตกประมาณคนละ ๔๐๐ บาทต่อปี ก็คือ วันละ ๑ บาท มีเงินออมหลังจากทํามา ๑๐ ปี ๑๓ ล้านบาท แล้วก็มีเงินกู้ยืมประมาณ ๔๒ ล้านบาท สามารถปลดหนี้นอกระบบได้ ๑๗ ล้านบาท หลังจากนั้นเขาบอกว่า ผลการดําเนินงานแต่ละปีสามารถลดภาระของประชาชนในชุมชน ๓,๐๐๐ กว่าคน ค่าเดินทางได้ปีละประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้วภาระดอกเบี้ยนอกระบบที่สามารถปลด ออกมาได้ก็คือประมาณ ๑๗ ล้านบาท นี่คือตัวอย่างว่าประชาชนทําเอง ไม่ได้รอ กองทุนหมู่บ้านจากรัฐบาล เก็บออมกันเอง มีเงินเอง แล้วก็สามารถที่จะใช้เป็นแบงก์เล็ก ๆ ของตนเองได้ ซึ่งผมไปถามเขาว่าทําไมต้องทําระดับตําบล เขาบอกว่าที่ต้องทําระดับตําบล ก็เพราะว่าเป็นหมู่บ้านเปิดได้เดือนละ ๑ ครั้ง หรือเดือนละ ๒ ครั้ง ประชาชนต้องการทํา ธุรกรรมทางการเงินเขารอไม่ได้ เพราะฉะนั้นมี ๙ หมู่บ้าน ทั้ง ๙ หมู่บ้านก็มารวมกันเป็นตําบลหนองสาหร่าย สถาบันการเงิน ชุมชน ตําบลหนองสาหร่าย แล้วสถาบันการเงินแห่งนี้ก็จะเปิดเวลาปกติเหมือนแบงก์วันจันทร์ ถึงวันศุกร์ แล้วทุกคนสามารถมาฝากเงิน ถอนเงิน ทําตัวเหมือนกับเป็นสถาบันการเงินจริง ๆ ให้กับทุกคน แล้วเขาไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ําใจ เพราะอันนี้คือสถาบันการเงินของเขาเอง แล้วที่สําคัญไปกว่านั้นครับ สถาบันการเงินแห่งนี้ก็ทําให้ลดเงินที่จะไหลออกจากชุมชนอย่างที่ ท่านสมชัยได้กล่าวไปแล้วว่าถ้าเราไม่มีสถาบันการเงินแห่งนี้ อย่างน้อยชุมชนแห่งนี้จะถูกดูดเงิน ออกจากระบบไป ๑๕ ล้านบาทต่อปี จ่ายให้เจ้าหนี้เงินทุนนอกระบบ จ่ายค่าเดินทางอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท แค่ตั้งอันนี้ขึ้นมาอย่างน้อยก็มี ๑๗ ล้านบาทที่สะสมอยู่ตรงนั้นเอาไปทํา ธุรกรรมต่าง ๆ ได้ ผมอยากให้ดูนะครับว่าพอเขาทําเสร็จแล้วเป็นอย่างไร อันนี้ก็จะเป็น ลูกข่ายของเขา คือตัวของกลุ่มออมทรัพย์กองทุนหมู่บ้านก็เป็นลูกข่ายสามารถใช้เงินกําไร สะสมทําสวัสดิการชุมชนได้อีก ประเภทที่พอคลอดลูกก็ให้เงิน เวลาที่เจ็บป่วยก็ได้เงิน เวลาที่ เข้าสู่การศึกษาก็ได้เงิน เวลาที่เสียชีวิตก็ได้เงินด้วย เห็นไหมครับ นี่คือประชาชนสามารถ ใช้กองทุนการออมเล็ก ๆ แห่งนี้สามารถจัดสวัสดิการให้กับชุมชนเองจากเงินกําไรต่าง ๆ ที่อดออมมาจากการจ่ายให้กับเจ้าหนี้นอกระบบ อันนี้ก็ทําให้เกิดความเข้มแข็ง แล้วสามารถ ทําให้เกิดความเข้มแข็งอื่น ๆ เช่น เขามีระบบการสํารวจข้อมูลครัวเรือน มีปฏิทินการประชุม แล้วเขาบอกว่าคนที่จะกู้ยืมได้ก็ต้องเป็นสมาชิกมีคุณความดีก็คือมาประชุมอย่างต่อเนื่อง แล้วที่นี่ไม่ต้องใช้ที่ดิน ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ําประกัน หลักทรัพย์ค้ําประกันของเขาก็คือ ความรู้จักกัน คุณความดีของเขา ความเป็นสมาชิกที่ดี อันนี้คือสิ่งที่ทําให้ประชาชนคนจน ๆ สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ เพราะว่าเขาไม่จําเป็นจะต้องไปพึ่งที่ดิน พึ่งทรัพย์สิน ต่าง ๆ ในการเข้าถึงบริการทางการเงิน แล้วพอหลังจากนั้นทุกเดือนเขามีประชุม วันนี้ผมก็ ไปนั่งฟังประชุมกับเขาในที่รูปนี้ มีคนมาประชุมจํานวนมาก แล้วในการประชุมเขาก็สามารถ ทําโครงการต่าง ๆ ที่ทําให้เกิดความเข้มแข็ง อย่างวันนั้นเขาประชุมว่าสงกรานต์นี้จะจัดงาน อย่างไรดี ในอดีตชุมชนแห่งนี้ถ้าเกิดมีไอเดีย (Idea) ก็ต้องรอจนกระทั่งรัฐบาลจ่ายเงินมาให้ ถ้าเกิดจะทําเรื่องของหนองน้ําก็ต้องขอเงินรัฐบาล จะจัดงานก็ต้องขอเงินรัฐบาล แต่วันนั้น เขาไม่ต้องรอครับ เขามีกําไรส่วนตัวสามารถสร้างความเข้มแข็ง สามารถสร้างอินิชิเอทีฟ (Initiative) ต่าง ๆ ให้กับชุมชนได้โดยที่ไม่ต้องรอเงินจากรัฐบาล นี่คือความเข้มแข็งจาก ภายในที่สามารถสร้างขึ้นได้โดยการเก็บออมร่วมกัน หลังจากนั้นก็มีคนมาดูงานเป็นประจํา อย่างที่ผมไปวันนั้นมีทีมงานมาดูงานจากจังหวัดเชียงใหม่เยอะแยะไปหมดเลยครับ แล้วเขาก็ มีกฎ ระเบียบที่ธนาคารพาณิชย์ทําไม่ได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมไปเรียนรู้มา ผมก็ถามเขาว่า ทําอย่างไรถ้าเกิดเขาไม่คืนสตางค์ เขาบอกเอ็นพีแอล (NPL) น้อยมาก คนที่นี่คืนสตางค์เสมอ ถ้าไม่คืนสตางค์เขามีกฎลักษณะนี้ครับ เขาบอกว่าประชุมครบ ๘ ครั้ง สร้างคุณความดี ๕ อย่าง มีสิทธิกู้เงินได้ แล้วก็ให้กรรมการหมู่บ้าน ตําบล สถาบันการเงินเป็นคนตัดสินใจ ส่งชื่อมา ถ้าไม่จ่ายสตางค์ ๓ เดือน ส่งหนังสือเตือน ๑ ฉบับ ถ้าขาดครบ ๕ เดือน เขาประกาศ หอกระจายข่าวว่าคุณ ก ไม่คืนสตางค์แล้ว แล้วถ้าเกิน ๖ เดือน เขาประกาศวิทยุชุมชน ซึ่งมีรัศมีกระจายข่าวประมาณ ๑๗-๒๐ กิโลเมตร และหลังจากนั้นถ้าเกิดขาดส่งเกิน ๙ เดือน หมู่บ้านของสมาชิกคนนั้น ที่นี่เขามี ๙ หมู่บ้านใช่ไหมครับ หมู่บ้านนั้นจะไม่สามารถกู้เงินได้ อันนี้ก็เป็นเพียร์เพรสเชอร์ (Peer pressure) เป็นตัวอย่างแนวคิดที่เป็นภูมิปัญญาของ ประชาชน ของคนไทยที่คิดกันขึ้นมาเองแล้วทําให้สถาบันการเงินแห่งนี้โตขึ้นมาใน ๑๐ ปี สามารถมีเงินปล่อยกู้ให้กับประชาชนเองได้เกือบ ๔๐-๕๐ ล้านบาท ผมอยากให้ดู ตัวอย่างที่ ๒ ครับ อันนี้ผมก็ไปเยี่ยมมาเช่นกัน เป็นสถาบันการเงินชุมชนปากเกร็ดร่วมใจ ๒ ที่จังหวัดนนทบุรี อันนี้เป็นสิ่งที่น่าประทับใจอย่างหนึ่ง ผมคิดว่าสถาบันการเงินอย่างที่ว่า น่าจะอยู่ในชนบทอย่างเดียว แต่อันนี้อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากเลยครับ ที่ปากเกร็ด ที่ปากน้ํานนท์ ตรงนี้อยู่ที่ตลาดพิชัยครับ ผมก็เดินเข้าไปข้างในก็เป็นตลาดอย่างนี้ละครับ เสร็จแล้วก็มี มอเตอร์ไซค์มาฝากเงิน ที่ข้างหน้าถ้าเกิดมองด้านซ้ายมือจะเห็นว่ามีตู้เอทีเอ็ม (ATM) ของแบงก์ออมสินไปตั้งอยู่สีชมพู ขนาดมีตู้เอทีเอ็ม (ATM) ก็ยังมีสถาบันการเงินชุมชน ของตนเองได้ ไม่ได้จําเป็นเลยว่าต้องไปอยู่ที่ห่างไกลจากแบงก์ แต่สามารถอยู่ในที่ร่วมกันได้ แล้วพอเราเดินเข้าไปข้างในเขาก็มีสถาบันการเงิน อย่างเมื่อสักครู่นี้ แต่อันนี้จะมีคนเยอะหน่อย มีพนักงานเกือบ ๑๐ คน แม้กระทั่งวินมอเตอร์ไซค์ก็มาฝากเงิน แล้วก็มาจ่ายเงินกู้ ค่าเสื้อวินมอเตอร์ไซค์ หลังจากนั้นรับฝากบริการเงินนอกสถานที่ นี่คือพ่อค้าแม่ค้าในตลาด มีคนเดินไปแล้วก็ไปรับ เงินฝากมาครั้งหนึ่งไม่ต่ํากว่าทีละ ๕๐ บาท เวลาคนมาทําธุรกรรมนะครับ เขาเชื่อใจกัน ขนาดที่ทิ้งบุ๊ก (Book) ไว้ที่แบงก์เลยครับ ในภาพถัดไปก็จะเห็นว่าตัวบุ๊ก (Book) ก็ทิ้งไว้ หน้าแบงก์นี่ละ แล้วถึงเวลาก็หยิบแล้วก็ให้เขาเติมเงินให้ว่าถึงไหน มีการจัดทํารายงาน การประชุม หลังจากนั้นนะครับอยู่มา ๑๐ ปี มีเงินหมุนเวียนให้กู้ยืมทั้งหมด ๑๕๓ ล้านบาท นี่เงินประชาชนเลยนะครับ ไม่ต้องพึ่งพากองทุนหมู่บ้าน ไม่ต้องขอเงินจากรัฐบาล แต่เป็นเงิน ที่เก็บออมร่วมกันแล้วก็สามารถที่จะสะสมความมั่งคั่ง สะสมความอุดมสมบูรณ์ด้านการเงิน ของทุกคนไว้ร่วมกัน มีเงินออมทั้งหมดเกือบ ๑๒๐ ล้านบาท เป็นเงินฝากประจํา ๕ ปีเลยนะครับ บางอัน ๒ ปี เงินออมทรัพย์ และหลังจากนั้นมีสมาชิกประมาณ ๒,๓๐๐ คน นี่ก็เป็นอีก ตัวอย่างหนึ่งที่มีความภาคภูมิใจมาก สะท้อนว่าสถาบันการเงินแห่งนี้สามารถอยู่ในหลาย ๆ ที่ได้ ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ได้เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่าคนในตลาดเขาไม่สามารถเอาแผงเขาไป วางไว้กับแบงก์ได้ เพราะแบงก์ไม่สามารถเอามาจํานองจํานําตรงนั้นได้ แต่ถ้าเกิดเอาไป สถาบันการเงินชุมชนเขารู้จักกันดี รู้ว่าใครสับหมูกี่ตัว ใครทํางานหนักบ้างแล้วแผงก็มีมูลค่า เสื้อวินมอเตอร์ไซค์ก็มีมูลค่า อันนี้คือสิ่งที่คนจนตอบโจทย์ทางด้านการเงินด้วยกันเอง ผมอยากให้ดูตัวอย่างที่ ๓ ครับ อันนี้คือสถาบันการเงินชุมชนสุขสําราญที่จังหวัดชุมพร อันนี้ก็น่าสนใจนะครับ ริเริ่มโดยเด็กที่มาทํางานกรุงเทพฯ ครับ เขากลับไปบ้านเขา เขาบอกว่ากรุงเทพฯ มันไม่ไหวแล้วกลับไปอยู่บ้านก็แล้วกัน แล้วพอเขากลับบ้านนะครับ เขาริเริ่มทําสถาบันการเงินชุมชนของเขา ในวันนี้เขามีเด็กจากกรุงเทพฯ กลับไปทั้งหมด ๙ คน เขาก็เริ่มจากห้องเดียวอย่างนี้ละครับ สีเขียวนี่คือ ธ.ก.ส. ช่วย สีชมพูเมื่อสักครู่นี้เป็น ธนาคารออมสินช่วย เสร็จแล้วในเวลาไม่กี่ปีเขาก็ขยายมา จาก ๑ ห้อง กลายเป็น ๒ ห้อง และข้างในนะครับก็เหมือนแบงก์ เห็นไหมครับ คือมีเก้าอี้นั่ง มีเคาน์เตอร์ หลังจากนั้นก็มี คนมาดูแลในภาพถัดมา และแม้กระทั่งรับบริการชําระสินเชื่อรถยนต์ของธนาคารธนชาติ ทําบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิส (Counter service) ต่าง ๆ ได้เหมือนกับที่อื่น ๆ หลังจาก ทํางานไปสักพักหนึ่งครับ ที่นี่มีเงินหมุนเวียนทั้งหมด ๘๙ ล้านบาทครับ ระยะเวลาแค่ ๑๒ ปี มีเงิน ๘๙ ล้านบาท มีเงินฝาก ๕๑ ล้านบาท มีเงินกู้ยืม ๕๖ ล้านบาท และมีสมาชิกประมาณ ๓,๐๐๐ คน ที่นี่นะครับผมภาคภูมิใจมากผมอยากจะไปเยี่ยมด้วยตัวเองแต่เขามาคุยที่ กรุงเทพฯ ให้ผมฟัง เขาบอกว่าพอเขามีเงินแล้วเขาทําน้ําประปาเอง เขาทําโรงงานปุ๋ยเคมีเอง เขาทําไร่กาแฟเอง แล้วไร่กาแฟของเขานะครับผลิตกาแฟขายเป็นร้านกาแฟอยู่ที่สนามบิน สุวรรณภูมิครับ ชื่อกาแฟสุขสําราญ เขาบอกว่าขอเชิญท่านสมาชิกทุกคนไปเยี่ยมชมแล้วก็ ลองดื่มได้ นี่คือคนต่างจังหวัดครับ สามารถระดมเงินด้วยกันเอง สร้างความเข้มแข็งให้กับ ชุมชน พอสุดท้ายแล้วเกิดวิสาหกิจชุมชน เกิดเอสเอ็มอี (SMEs) ต่าง ๆ จนกระทั่งสามารถ มาขายที่สนามบินสุวรรณภูมิซึ่งไม่ใช่ของง่าย อันนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจ เราก็เลยหารือ กับคนเหล่านี้ครับ แล้วก็ร่าง พ.ร.บ. ฉบับหนึ่งขึ้นมาชื่อ พ.ร.บ. การเงินระดับฐานราก ซึ่งวันนั้นมีตัวแทนจาก ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ชุมชนต่าง ๆ เข้ามาร่วมประชุมกับเรา ทุกคน พูดเสียงเดียวกันว่านี่คือกฎหมายที่ประชาชนรออยู่เป็นเวลานาน ที่เขารออยู่เป็นเวลานาน เพราะอะไรทราบไหมครับ ก็เพราะว่าสถาบันการเงินที่ผมให้ดูทั้ง ๓ แห่ง ผิดกฎหมาย ทั้ง ๓ แห่งครับ ผิดกฎหมายเพราะไม่มีกฎหมายรองรับ เขาทําด้วยใจรัก ทําด้วยความปรารถนาดี กับชุมชนของเขา รู้ว่าอาจจะผิด อาจจะถูกฟ้องได้แต่เขายังทํา แล้ว ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ก็พยายามช่วยให้เขามีความเข้มแข็งขึ้นมาเขาบอกนะครับว่าเขารับจํานองที่ดิน แต่ถ้าเกิดเขา เอาไปฟ้องต้องถูกข้อหายักยอกทรัพย์ทันทีเพราะว่าเขาไม่มีความเป็นนิติบุคคลในการทํา ธุรกรรมแห่งนี้ แม้ว่าไปทําเรื่องเงินฝาก เงินกู้ ถ้าเกิดปล่อยเงินกู้ไม่ได้คืนเงินไปฟ้องร้องคืน ก็ถูกข้อหาว่าไปทําผิดกฎหมาย นี่คือสิ่งที่เป็นความหนักอกของประชาชน ท่ามกลาง ความสําเร็จของเขาก็คือว่าเขาสร้างกลุ่มการออมให้กับตนเองได้ สร้างความเข้มแข็งได้ แต่ว่าเขา ยังทําอย่างผิดกฎหมายอยู่ในปัจจุบันนี้ นี่เลยเป็นที่มาครับว่าหลังจากคุยกันแล้ว เราก็เลยได้ดําเนินการร่างพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งขึ้นมาเรียกว่าพระราชบัญญัติการเงิน ระดับฐานราก ซึ่งมีเป้าหมายทั้งหมด ๔ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ก็คืออย่างที่ท่านสถิตย์ ท่านสมชัย ได้พูดไปก็คือ ทําให้คนจนเข้าถึงบริการทางการเงินไม่ใช่แค่ฝากเงิน ถอนเงินเท่านั้น แต่ต้องเป็นบริการ ที่ครบถ้วนเหมือนกับแบงก์อย่างเมื่อสักครู่เห็นไหมว่าเอ็มเปย์ (mPay) โอนเงิน จ่ายเงิน ทําทุก ๆ อย่างในที่นี้หมดเลย อันนี้ก็เหมือนกับเขามีแบงก์เล็ก ๆ ส่วนตัวของเขาที่เขา ภาคภูมิใจเดินก้าวเข้าไปได้ ทําบริการได้ไม่ต้องเสียค่าเดินทาง มีมาตรฐานการดําเนินงานที่ดี มั่นคง และถูกต้องตามกฎหมาย ถูกต้องตามกฎหมายได้กล่าวไปแล้วครับ ส่วนมาตรฐาน มีความสําคัญมาก เพราะเราเริ่มเห็นว่าประชาชนเริ่มจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาจํานวนเกือบ ๓๐,๐๐๐ แห่ง เป็นการริเริ่มจากทางตัวเขาเองบางส่วนก็จะมาจากภาคใต้ เช่น เรียกว่า กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ บางส่วนมาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เรียกว่าธนาคารหมู่บ้าน บางส่วนเรียกว่ากลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตต่าง ๆ บ้าง กลุ่มเหล่านี้ถ้าเกิดโชคดีสามารถ ออมเงินได้ก็จะมีความเข้มแข็ง แต่หลาย ๆ ที่ที่เราพบก็คือว่าบางครั้งพอเงินถึงระดับหนึ่งแล้ว อาจจะมีการฉ้อโกงกันขึ้นมาอันนี้เป็นความกังวลใจมาก เพราะว่าเมื่อมีความเข้มแข็ง มีเงินออม แล้วไม่มีคนตรวจสอบ ดูแล ขาดมาตรฐาน อันนี้ก็เลยเป็นที่มาของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ที่อยากจะทํา ๔ เรื่องนี้ให้เกิดขึ้น ก็คือ เพิ่มการเข้าถึง ให้บริการที่ครบถ้วน สร้างมาตรฐาน การดําเนินงานที่ดี แล้วก็มั่นคง แล้วก็ต้องให้ความเป็นนิติบุคคลเพื่อความถูกต้อง ตามกฎหมายและกรอบแนวคิดรวบยอด เราตั้งใจทําอย่างนี้นะครับ เริ่มต้นจากข้างล่างครับ ข้างล่างมีกองทุนหมู่บ้าน ๘๐,๐๐๐ แห่ง กลุ่มออมทรัพย์อีก ๓๐,๐๐๐ แห่ง ตัวนี้ก็รวมกัน ประมาณเกือบ ๑๑๐,๐๐๐ แห่ง อันนี้ทาง ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน บอกผมว่าวิธีการทํา ก็คือว่าเขาจะไปดูในพื้นที่ที่มีกองทุนหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ หรือมีกลุ่มการออมต่าง ๆ ที่เข้มแข็ง แล้วเขาจะเสนอว่าทุกคนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ตามหมู่บ้านต่าง ๆ มาตั้งสถาบัน การเงินชุมชนระดับตําบลที่สามารถเปิดทุกวันได้หรือเปล่า แล้ว ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน จะเป็นคนช่วยจัดตั้งขึ้นมา เขาจะเลือกจากพื้นที่ที่มีการออมที่ดี มีสมาชิกเข้มแข็ง กรรมการ เข้มแข็ง แล้วเขาจะจัดตั้งเป็นอย่างที่ผมไปเห็น สีเขียวบ้าง สีชมพูบ้าง เรียกว่า สถาบันการเงิน ชุมชน ซึ่งในปัจจุบันจัดตั้งไปแล้ว ๑,๐๐๐ กว่าแห่ง เราก็ตั้งใจว่าเราจะจัดตั้งโครงข่ายการออม ระดับฐานรากชุมชนประมาณ ๗,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศไทยก็คือตําบลละ ๑ แห่งอย่างน้อย แล้ว ๗,๐๐๐ แห่งก็จะผูกโยงกันเป็นโครงข่ายเดียวกันโดยที่มีแม่ ๒ คน ก็คือ ธ.ก.ส. กับ ธนาคารออมสิน ที่ต้องมีแม่ ๒ คนเพราะอะไรครับ ก็เพราะว่าใครอยู่ใกล้คนนั้นคือแม่ เพราะปัญหาของคนในชนบทก็คือว่าถ้าเดินทางไกลต้นทุนจะเยอะ เขาก็จะเลือกเอาว่า ธ.ก.ส. ใกล้กว่าเขาใช้ ธ.ก.ส. เป็นแม่ ถ้าธนาคารออมสินใกล้กว่าธนาคารออมสินก็เป็นแม่ แต่หัวใจสําคัญก็คือ ๒ คนนี้จะทํางานเหมือนเป็นแม่เลี้ยงร่วม แล้วก็สามารถแชร์ (Share) ข้อมูล แชร์ (Share) บริการต่าง ๆ แล้วก็ดูแลทั้ง ๗,๐๐๐ แห่งร่วมกันให้เกิดความเข้มแข็ง ขึ้นมา แล้วเหนือขึ้นไปหลังจากนั้นก็จะมีคณะกรรมการชุดหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการพัฒนา ระบบการเงินระดับฐานราก ซึ่งจะทํางานร่วมกับสถาบันกองทุนหมู่บ้าน กรมพัฒนาชุมชน พอช. กรมส่งเสริมสหกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้ทิศทาง แนวนโยบาย แล้วก็อาศัย ธ.ก.ส. เป็นแม่ข่าย แล้วก็มีลูกข่าย ๗,๐๐๐ แห่ง แล้วใต้ ๗,๐๐๐ แห่งก็จะมีกองทุนต่าง ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีอยู่ ในปัจจุบันผูกโยงเป็นสมาชิกรวมขึ้นไป ถ้าเราทําอันนี้ได้จะพลิกโฉมระบบการเงินของ ประเทศไทยทั้งหมดเลย จะเป็นระบบการเงินใหม่ที่ผมมั่นใจว่า สปท. ทุกคนจะภาคภูมิใจ อย่างยิ่ง เพราะจะเปลี่ยนชีวิตคนจํานวนมากของประเทศไทย และเป็นก้าวแรกของการสร้าง เศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง เพราะทุกอย่างเริ่มต้นที่เงิน แล้วถ้าเขามีเงิน มีความเข้มแข็ง ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจก็จะเกิดขึ้น แล้วประชาธิปไตยที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้น ตรงนี้เราก็ ตั้งใจว่าพอแม่ข่ายมีกําไรเราก็จะจัดสรรกําไรออกมาส่วนหนึ่งเพื่อเป็นกองทุนในการพัฒนา ระบบทั้งหมด อันนี้จะมาจากกําไรของแม่ข่ายที่ได้จากการโอนสตางค์ทีละ ๕ บาท ๆ ก็แบ่ง กําไรบางส่วน แล้วสมาคมธนาคารไทยผมก็ได้คุยเบื้องต้นเขาก็พร้อมที่จะไปให้บริการ ให้ข้อคิดเห็น ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับตัวของสถาบันการเงินชุมชนเหล่านี้ ผมอยากจะเล่าให้ฟังถึงตัว พ.ร.บ. การเงินฐานรากที่อยู่ในเอกสารวาระวันนี้มีประกอบด้วย ๖ หมวดที่สําคัญนะครับ

หมวด ๑ คือหมวดของคณะกรรมการพัฒนาระบบการเงินฐานรากที่เป็น คนดูแลภาพรวมข้างบน

หมวด ๒ คือตัวแม่บทที่จะต้องเขียนขึ้นมาแล้วทําให้เกิดการขับเคลื่อน อย่างชัดเจน

หมวด ๓ คือโครงข่ายที่ประกอบด้วยแม่ข่ายคือ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน แล้วตัวลูกข่ายอีก ๗,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศไทยที่จะสร้างขึ้นภายใน ๕-๑๐ ปีข้างหน้า

หมวดที่ ๔ ว่าด้วยกองทุนที่จะจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นเงินที่เก็บมาจากกําไร ที่ได้มาจากโอนสตางค์เล็ก ๆ น้อย ๆ ทําธุรกรรมของ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน แล้วมาใช้ ในการพัฒนาการเงินฐานรากโดยที่ไม่ต้องพึ่งพางบประมาณของภาครัฐ

หมวดที่ ๕ มีความสําคัญมากก็คือการกํากับดูแล และสร้างความมั่นคงระยะยาว เพื่อตอบโจทย์ของกองทุนที่กําลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้

แล้วหมวดสุดท้ายเป็นหมวดกําหนดโทษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ให้คนที่ใช้ชื่อ การเงินฐานรากหรือว่าตัวโครงข่ายไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ ผมอยากไปทีละหมวดนะครับ อย่างเร็ว ๆ

หมวดที่ ๑ มาตราที่สําคัญคือมาตรา ๖ ก็คือองค์ประกอบของคณะกรรมการ องค์ประกอบนี้จะประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรรมการจากหน่วยงาน ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ที่สําคัญก็คือจะมีผู้แทนจากองค์กรการเงินฐานราก หรือสถาบันการเงิน ชุมชนภาคละ ๑ คน เพื่อเป็นตัวแทนของแต่ละภาค เพราะแต่ละภาคมีรายละเอียดที่ แตกต่างกัน คนนี้ก็จะเป็นเสียงของประชาชนที่มาเล่าให้ฟังว่าเขาอยากได้อะไร อยากได้ บริการด้านไหน และประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินฐานราก การพัฒนาชุมชน และกฎหมายซึ่งมาช่วยตอบโจทย์ในการปล่อยกู้ ในภารกิจต่าง ๆ แล้วก็มีสํานักงานเศรษฐกิจ การคลังเป็นกรรมการและเลขานุการ ตัวของคณะกรรมการในมาตรา ๗ มีงานทั้งหมด ๓ ด้านครับ ด้านที่ ๑ คือการจัดทําแผนแม่บทการพัฒนาการเงินฐานราก ซึ่งอันนี้ตั้งใจให้ทํา ทุก ๔ ปี ที่ต้องมีตัวนี้เพราะว่าจะได้มีกรอบเวลาที่ชัดเจน แล้วจะได้เดินตามกรอบเวลา ที่ตั้งใจไว้ ซึ่งทุก ๔ ปีก็จะมีรายละเอียดเรื่องของการส่งเสริม พัฒนาระบบ การประเมิน ความเสี่ยงของระบบ แล้วก็มีการคุ้มครองประชาชนในระบบ ประเมินว่าที่มีอยู่ ๓,๐๐๐ แห่ง ๕,๐๐๐ แห่ง ๗,๐๐๐ แห่ง มีความเข้มแข็ง จุดอ่อนที่สาขาไหนบ้าง แล้วจะได้ลงไปแก้ไขได้

หมวดที่ ๒ บทบาทด้านการพัฒนาครับ ก็คือเป็นคนคัดเลือกแม่ข่าย ใน พ.ร.บ. เขียนว่าเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่จะเลือกมา ก็คือ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน เป็นคนกําหนดเกณฑ์ ในการที่จะเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพในการจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชน ให้ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ไปปฏิบัติตาม เป็นคนที่เสนอนโยบายการพัฒนาการเงินฐานรากต่อ ครม. ก็เป็นคนที่ ทํางานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าร่วมกัน ในปัจจุบันทํางานอย่างเบี้ยหัวแตก แล้วบทบาทด้านกํากับดูแลก็จะเป็นคนกําหนดเกณฑ์ในการประเมินลูกข่าย ประเมินแนวทาง การบริหารความเสี่ยง มาตรฐานการบัญชี แล้วก็แต่งตั้งผู้ตรวจสอบ อันนี้ในอนาคตจะมี ความสําคัญอย่างมากครับ

หมวดที่ ๓ ครับ ผมอยากจะให้เห็นเรื่องของโครงข่ายการเงินฐานรากว่ามี อะไรบ้าง ตัวของโครงข่ายจะประกอบด้วยแม่ข่าย ลูกข่าย แล้วก็ฐานข้อมูลร่วม อันนี้จะมี ความสําคัญ ตั้งใจว่าจะสร้างขึ้นมา ๓,๕๐๐ แห่ง คือครึ่งหนึ่งของประเทศหรือ ๗,๐๐๐ แห่ง ประมาณ ๕-๑๐ ปีข้างหน้า แล้วตัวแม่ข่ายจะเป็นคนกําหนดร่วมกับคณะกรรมการว่ามาตรฐาน ระบบบัญชีคืออะไร เพื่อให้ทุกคนอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ในปัจจุบันนี้ทุกคนตามมีตามเกิด คิดอะไรได้ก็ทํา แต่ผมคิดว่าถ้าเกิดทําอย่างนี้แล้วระยะยาวจะเกิดปัญหาในระบบขึ้นมา เป็นคนจัดทําโปรแกรมของการธนาคาร อย่างเมื่อสักครู่เห็นไหมครับว่าที่หนองสาหร่าย เขาต้องจ้างอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏ ๕๐,๐๐๐ บาทในการทําโปรแกรมอันนั้น ในอนาคต ธ.ก.ส. ธนาคารออมสินจะช่วยกันพัฒนาระบบขึ้นมาแล้วแจกฟรีเลยครับ ไม่ต้องทํา ๕๐,๐๐๐ บาททุกชุมชน พอแจกฟรีเสร็จแล้วทุกธุรกรรมทําข้อมูลลงไปก็สามารถเป็น ฐานข้อมูลร่วม ซึ่งไม่ว่าจะ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสินสามารถดูได้ ก็จะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็น ลูกใคร อยู่ใกล้ใคร แต่พอสุดท้ายแล้วดูแลเหมือนกับอยู่ระบบเดียวกัน อันนี้ก็จะมี ความสําคัญอย่างยิ่ง ระบบการโอนเงินที่ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสินจะพัฒนาขึ้นมา แล้วก็สามารถทําให้อยู่ในโครงข่ายเดียวกัน ไม่ต้องพึ่งพาเอ็มเปย์ (mPay) อย่างเมื่อสักครู่นี้ แล้วทําให้ตัวของรายได้ตกอยู่ในมือของชุมชน แล้วตกอยู่ในมือของกองทุน แล้วก็กลับไปเวียน ช่วยชุมชนต่อไป ข้อกําหนดเรื่องการกู้ยืมข้ามข่าย การให้ความรู้ทางการเงิน แล้วทาง กอช. ก็มีความสําคัญครับ กระผมได้คุยกับท่านเลขาธิการของ กอช. กองทุนการออมแห่งชาติ ในปัจจุบันจัดตั้งขึ้นมาแล้ว แต่ปัญหาสําคัญก็คือว่ายังเข้าไม่ถึงประชาชน เพราะว่าประชาชน ไม่รู้จะฝากเงินอย่างไร ทั้ง ๆ ที่ถ้าเกิดเป็นผู้สูงอายุ ฝาก ๑๐๐ บาท กอช. เพิ่มให้ ๑๐๐ บาท จนกระทั่งถึงประมาณ ๑,๐๐๐ บาท แต่เขาเข้าไม่ถึงเพราะไกลเกินไป ในอนาคตท่านเลขาธิการ กอช. บอกว่าถ้าเกิดเราทําโครงข่ายนี้สําเร็จ กอช. จะใช้โครงข่ายนี้เป็นฟร้อนต์ (Front) ในการรับเงินฝากจากประชาชนทั่วประเทศเข้าสู่ กอช. ฝาก ๑,๐๐๐ บาท ได้บวกอีก ๑,๐๐๐ บาท สําหรับคนสูงอายุ แล้วจะหาวิธีที่จะไม่เอาเงินออกจากชุมชน จะทิ้งไว้ตรงนั้น แล้วก็สามารถหมุนเวียนให้เป็นเงินในชุมชนได้ ซึ่งถ้าเกิดทําตรงนี้ได้ปุ๊บเราจะสามารถ ตอบโจทย์ปัญหาผู้สูงอายุ ผู้สูงวัยต่าง ๆ ของเมืองไทยได้ ในหมวดนี้ก็จะมี ๓ ส่วนครับ แม่ข่าย ในมาตรา ๑๖ จะเป็นมาตราสําคัญที่ให้อํานาจแม่ข่าย ในการจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชนในพื้นที่ที่มีศักยภาพ มาตรา ๑๗ ให้แม่ข่ายแยกบัญชี เฉพาะสําหรับโครงการนี้ นี่คือสิ่งที่สําคัญเป็นโครงการของภาครัฐบาล กําไร ขาดทุนก็อยาก ให้ชัดเจน ถ้ากําไรก็อยากให้อยู่ในบัญชีนี้เพื่อที่เราจะจัดสรรเข้าสู่กองทุนและจะกลับไปสู่ ประชาชน ถ้าเรากําไรเอาออกมาเหมือนกับดูดเลือดจากประชาชน ผมเคยเห็นธนาคาร ในต่างประเทศทําธนาคารเพื่อคนจนกําไรปีละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเงินนี้ ถ้าเกิดเราสามารถวางกองทุนขึ้นมาได้ก็จะเป็นเงินที่ย้อนกลับไปสู่การพัฒนาความเข้มแข็ง การดูงาน การสร้างระบบต่าง ๆ ให้กับประชาชนทั่วประเทศไทย ส่วนลูกข่าย มาตรา ๑๘ คือมาตราที่สําคัญที่สุด เป็นมาตราที่ให้ความเป็นนิติบุคคลกับลูกข่าย นี่คือสิ่งที่เขาเรียกร้อง มาตลอดเวลา ถ้าเกิดทําตรงนี้ได้ก็จะเปลี่ยนชีวิตเขาอย่างยิ่ง มาตรา ๒๐ กําหนดอํานาจ หน้าที่ในการให้บริการทางการเงินในด้านต่าง ๆ มาตรา ๒๔ เป็นมาตราเกี่ยวกับเรื่องของ ฐานข้อมูลที่ให้อํานาจของธนาคาร ๒ แห่ง สามารถแชร์ข้อมูลของลูกค้าได้ อันนี้ก็จะมี ความสําคัญมาก และขณะเดียวกันตัวของหน่วยงานก็คือตัวของสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง จะเป็นเลขานุการ เป็นคนดูแลระบบส่วนนี้

ในหมวดที่ ๔ ก็คือการส่งเสริม พัฒนาระบบการเงินฐานราก ก็คือเรื่องของ กองทุน มาตรา ๒๖ ให้อํานาจว่าให้ผลกําไรจากแม่ข่ายสามารถเก็บบางส่วนมาอยู่ที่กองทุนนี้ได้ เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระกับทางการ แล้วทําให้คณะกรรมการชุดนี้มีเงินที่จะขับเคลื่อน การเงินฐานรากได้ตามที่คิดไว้โดยไม่ต้องรอพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐ อันนี้เป็นเงินของ ประชาชนเอง จะมาจากเวลาโอนสตางค์ได้ทีละ ๕ บาท ๑๐ บาท แบ่งส่วนหนึ่งมาเก็บไว้ใน กองทุน แล้วเอากองทุนนั้นมาช่วยพัฒนาประชาชนอีกทีหนึ่ง มาตรา ๗ (๘) ให้อํานาจ คณะกรรมการกําหนดอัตราส่วนแบ่งของกําไรที่จะมาเก็บไว้ที่กองทุน อันนี้ก็จะทําให้เงินของ กองทุนอยู่ในตัวของชุมชนเองเช่นเดิม มาตรา ๒๖ วรรคสาม ให้คณะกรรมการเป็นผู้บริหาร จัดการกองทุน ซึ่งทําให้การขับเคลื่อนตามแผนแม่บททํางานได้ดีขึ้น

ในหมวดที่ ๕ การกํากับดูแลที่ผมเรียนไปแล้ว ในปัจจุบันอยู่ในจุดหักเหที่สําคัญ ของประเทศไทย เพราะว่าเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วทุกคนยังเล็ก ๆ อยู่ เสียหายไม่เป็นไร แต่วันนี้ กองทุนการออมของชุมชนจํานวนมากกําลังใหญ่ขึ้นมา บางแห่งใหญ่ระดับ ๑,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือที่จังหวัดระยอง บางแห่งใหญ่ระดับ ๑๐๐ ล้านบาท ที่เราเห็นไปแล้ว กองทุนเหล่านี้ ถ้าเกิดล้มลงไปประชาชนจะเสียหายอย่างยิ่ง เราเลยต้องมีหมวดที่ ๕ เป็นหมวดที่ว่าด้วย การกํากับดูแลแล้วก็สร้างความมั่นคงให้กับสมาชิกในโครงข่าย ตรงนี้ก็จะมีการกําหนด มาตรฐานบัญชีแล้วก็แนวทางการบริหารความเสี่ยงของลูกข่าย และขณะเดียวกันมาตรา ๒๙ จะเพิ่มความโปร่งใสโดยให้ลูกข่ายเปิดเผยงบดุลแล้วก็รายงานผลดําเนินการแก่สมาชิกรวมถึง จัดส่งให้แม่ข่าย และพอสุดท้ายก็ให้แม่ข่ายเป็นคนประเมินมาตรฐานการให้บริการคุณภาพ ตลอดความเสี่ยงเป็นประจําทุกปีและแจ้งผลต่อคณะกรรมการได้ อันนี้ขอให้คิดง่าย ๆ นะครับ อย่างธนาคารที่ผมเคยอยู่ก็คือธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงเทพมีสาขา ๑,๐๐๐ แห่ง เราเป็นคนกํากับดูแลแต่ละสาขาให้มีความมั่นคง เราส่งคนเข้าไปตรวจสอบดูว่าเขาทําตาม บัญชีหรือเปล่า แล้วแบงก์ชาติก็ตรวจสอบเราอีกหนึ่ง อันนี้ก็อยากให้คิดว่า ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน มีสาขาประมาณ ๒,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศไทย สาขาเหล่านี้ก็จะเป็นพี่เลี้ยง ให้กับกองทุนสถาบันการเงินชุมชน ๗,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศไทย ตกประมาณ ๒-๓ แห่ง ต่อที่แล้วเขาก็จะเป็นคนเข้าไปดูความเสี่ยง ดูประเมินผลต่าง ๆ แล้วจากจุดจุดนั้นจะเป็นสิ่งที่ ทําให้เกิดความมั่นใจได้ว่าสิ่งที่เราสร้างขึ้นมามีความเข้มแข็ง ยั่งยืนระยะยาว ในตัวของ มาตรา ๗ (๙) ก็จะมีอํานาจของคณะกรรมการในการแต่งตั้งผู้ตรวจสอบ ผู้ตรวจสอบสามารถ เรียกดูข้อมูลรายงานการประชุม เอกสารต่าง ๆ ของลูกข่าย รวมถึงให้ลูกข่ายมาชี้แจง ข้อเท็จจริง จําได้ไหมครับว่าอย่างตัวของปากเกร็ดมีรายงาน อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของรายงาน ที่เขาทําได้ เสร็จแล้วพอหลังจากนั้นผู้ตรวจสอบมีอํานาจในการเข้าไปตรวจสอบในสํานักงาน ของลูกข่ายได้ และพอสุดท้ายก็คือว่ามีอํานาจในการตรวจสอบกิจการแล้วก็ฐานะการเงิน ของลูกข่าย อันนี้ผมได้เรียนถามกองทุนการออมเหล่านี้ว่าเขารู้สึกอย่างไรกับการต้องมีคน เข้าไปตรวจสอบ เขาบอกอย่างนี้ครับ เขาบอกว่าสําหรับเขาเขาอยากให้มีคนมาตรวจสอบ เพราะว่าพอเขาเริ่มมีเงินเยอะสมาชิกเริ่มกังวลใจว่ามีความมั่นคง ดําเนินการดีมากน้อย แค่ไหน ถ้ามีคนของส่วนกลางเข้าไปช่วยดูแลด้วย แล้วก็บอกว่าได้ตรวจสอบเสร็จแล้วจะสร้าง ความมั่นใจให้กับประชาชนในชุมชนอย่างยิ่งแล้วทําให้เกิดความยั่งยืน เพราะฉะนั้นมาตรา ในหมวดนี้เป็นหมวดที่ทางกลุ่มสถาบันการเงินชุมชนทั่วประเทศไทยอยากได้เช่นเดียวกัน

แล้วข้อสุดท้าย ก็คือเรื่องของอํานาจในการเพิกถอนความเป็นสมาชิกของลูกข่าย อันนี้อย่าลืมนะครับว่าการเป็นลูกข่ายเข้าถึงโครงข่ายการโอน โครงข่ายการให้บริการทางการเงิน เข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ รวมถึง กอช. แต่ถ้าเกิดลูกข่ายบางแห่งไม่ทําการบริหาร ความเสี่ยงที่ดี บริหารจัดการที่ดี เตือนแล้วไม่ทําก็จะสามารถที่จะเสนอแนะให้ระงับการเป็น ลูกข่ายได้ อันนี้ก็เขียนไว้เพื่อให้เกิดอํานาจของแม่ข่ายขึ้นมา แล้วพอหลังจากนั้นตัวของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็จะมี ๖ มาตราลักษณะนี้ครับ หลังจากเราเขียน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ทาง สปช. ก็ได้ส่งกฎหมายฉบับนี้ให้กับทางรัฐบาล ทางรัฐบาลก็ได้ส่งให้ทางหน่วยงานต่าง ๆ ได้ให้ ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ผมได้อ่านข้อคิดเห็นของเขาที่ให้มาเรียบร้อยแล้วครับ

ประเด็นที่ ๑ ที่สําคัญก็คือทุกหน่วยงานเห็นด้วยในหลักการ แล้วก็เหตุผลของ ข้อเสนอแนะทาง สปช. เสนอไป ผมคิดว่าอันนี้เป็นหนึ่งในกฎหมายที่ทางหน่วยงานราชการ เห็นตรงกับเรา แล้วก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่สําคัญแล้วก็อยากให้เกิดกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวตัว พ.ร.บ. ที่เขาฝากมา แล้วก็เราได้เอาข้อคิดเห็นเหล่านั้นไปแก้ไข ในร่าง พ.ร.บ. ที่ได้ส่งให้ท่าน สปท. ทุกท่านแล้วครับ ที่อยู่ในมือได้รวมข้อคิดเห็นจากรัฐบาล และแก้ไขตามข้อเสนอแนะแล้ว ข้อเสนอแนะอันที่ ๑ ก็คือทางหน่วยงานต่าง ๆ กังวลใจ นิดหนึ่งว่าถ้าจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชนขึ้นมาแล้วเราไปหยิบเอาสิ่งที่มีอยู่แล้ว อย่างเช่น กองทุนหมู่บ้าน สหกรณ์ เป็นต้น แล้วมาจัดตั้งเป็นสถาบันการเงินชุมชน ๗,๐๐๐ แห่งนี้ จะใช้ พ.ร.บ. ฉบับไหนดูแล จะมีความซ้ําซ้อนในเรื่องของ พ.ร.บ. หรือเปล่า อันนี้ผมได้เรียน ถามผู้บริหารระดับสูงของ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสินเรียบร้อยแล้ว เขาบอกว่าในวิธีที่เขาทํานี้ เขาไม่ได้หยิบเอากองทุนหมู่บ้าน หรือเอาสถาบันการเงินชุมชน หรือสหกรณ์ขึ้นมาเป็นตัว สถาบันการเงินชุมชนที่เขาจัดตั้งขึ้นมา แต่วิธีที่เขาทําก็คือว่าเขาจะไปดูพื้นที่ที่มีความเข้มแข็ง แล้วจัดตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาโดยใช้กรรมการชุดเดิม สมาชิกพื้นที่เดิม แล้วก็หลังจากนั้นก็จะ จัดตั้งขึ้นมาเป็นสถาบันการเงินชุมชนอันใหม่ เพราะฉะนั้นพอเข้ามาเป็นอันใหม่ปุ๊บจะไม่มี ข้อซ้ําซ้อนกับตัว พ.ร.บ. ต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่จะเป็นสถาบันการเงินที่ในปัจจุบัน ไม่มีความเป็นนิติบุคคล แล้วก็ได้ความเป็นนิติบุคคลจากกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้น ในข้อนี้เราก็ได้เอาข้อคิดเห็นของเขาเปลี่ยนจากกฎหมายเดิมที่บอกว่ายกระดับเป็นการจัดตั้งใหม่ เพราะฉะนั้นก็ได้ตอบโจทย์ที่ทางหน่วยงานภาครัฐได้ยกขึ้นมาแล้ว

ประเด็นที่ ๒ ที่ทาง คปภ. กังวลใจก็คือเป็นตัวแทนจําหน่ายประกันภัย รายย่อย อันนี้เราก็ได้ตัดทิ้งไปแล้วครับ อันนี้ค่อยให้กรรมการไปจัดทําทีหลังได้

ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของตัว พ.ร.บ. ไม่ได้กําหนดคุณสมบัติของสมาชิก ขอบเขตการให้บริการอย่างชัดเจน อย่างในกองทุนหมู่บ้านนี้จะเขียนชัดเจนว่าให้บริการ ได้เฉพาะในหมู่บ้านเท่านั้น อันนี้เราได้ถามกองทุนการเงินชุมชนต่าง ๆ เหล่านี้ครับ สถาบัน การเงินชุมชนเขาบอกว่าเงินฝากนี้ฝากข้ามตําบลได้ แต่เงินกู้นี้เขาอยากให้อยู่ในตําบลเขา เท่านั้น เพราะว่าจะสามารถตามได้ อันนี้เราก็คิดและได้ปรึกษากันแล้วกับฝ่ายกฎหมาย ก็ตัดสินใจว่าอันนี้จะอยู่ในกฎกระทรวงที่สามารถเขียนขึ้นมาได้เพื่อที่ว่าเวลาที่อยากจะแก้ไข ในภายหลังนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ให้เข้มงวดขึ้น หรือให้อ่อนลงทีหลังได้โดยที่ไม่ต้องอยู่ใน พ.ร.บ. ซึ่งจะแก้ไขยาก

ประเด็นที่ ๔ เรื่องของกองทุน กองทุนนี้ทางหน่วยงานกังวลใจนิดหนึ่งว่า กองทุนที่จัดตั้งขึ้นมาไม่ได้เขียนรายละเอียดเรื่องของหลักการบริหารรูปแบบต่าง ๆ ให้ระบุ เจาะจงลงไป ในส่วนนี้ได้ปรึกษากันเช่นเดียวกันกับฝ่ายกฎหมายคิดว่าที่ทําลักษณะนี้ เป็นเพราะว่าอยากให้มีความคล่องตัวรายละเอียดของกองทุนนี้เมื่อจัดตั้งขึ้นแล้วตามกฎหมาย จะอยู่ในตัวของกฎกระทรวง ซึ่งทางกฎกระทรวงนี้สามารถเขียนขึ้นมาได้แล้วก็สามารถ ปรับเปลี่ยนได้ในอนาคตโดยที่ไม่ต้องกลับมาแก้ไขในกฎหมายอีกครั้งหนึ่ง อันนี้ก็เลยทําให้เรา ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตรงนี้ แต่เราจะชี้แจงว่าตั้งใจจะให้อยู่ในกฎกระทรวง

และข้อสุดท้าย มีแนวคิดมีข้อถามว่าสิ่งที่เราเสนอนี้จะสอดรับกับที่ทางกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงการคลังทําอยู่หรือไม่ คือเขาทําแผนแม่บทการเงินภาคประชาชน แล้วก็ ทํางานต่าง ๆ ที่เราได้คุยกันแล้ว ผมได้หารือแล้วนะครับ ก็คือสิ่งที่เราทํานี่เป็นเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) เป็นสิ่งที่สนับสนุน เป็นกฎหมายที่จะเอื้อให้สิ่งที่กระทรวงการคลังทําอยู่ ในขณะนี้มีอํานาจ มีเงินสนับสนุน แล้วก็มีโครงข่ายสนับสนุนได้มากขึ้น ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราตั้งใจ ว่าเมื่อทําเสร็จแล้วก็จะเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังสามารถเอาไปใช้เป็นกลไกในการ ขับเคลื่อนงานที่อยู่ในปัจจุบันได้แล้วเลย โดยที่ไม่ต้องมีการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ แล้วอันนี้ ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สําคัญ ซึ่งอย่างที่ผมเรียนไปแล้วครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ สําคัญที่สุดของประเทศไทย ถ้าเราทําได้อันนี้คือสิ่งที่จะเปลี่ยนโฉมประเทศไทยทั้งประเทศ และจะทําให้ทุกคนมีความเข้มแข็ง อยากให้ท่านสมาชิกคิดภาพนี้ครับ ๓ แห่งที่เราเห็น เมื่อสักครู่ใช่ไหมครับ ถ้ามีทุกตําบลทั่วไทย ประเทศไทยจะเข้มแข็งแค่ไหน ทุกตําบล จะสามารถทําโครงการเองได้ ทําวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ เองได้โดยที่ไม่ต้องรอรัฐบาล ไม่ต้องรอ กรุงเทพฯ เพราะว่าเขาสามารถเอาเงินของเขามาช่วยตัวเองได้ แล้วเขาก็สามารถจัดสวัสดิการ ให้กับคนที่อยู่ในชุมชนเขาเองได้เช่นเดียวกัน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นความหวังของทุกคน ทั้งประเทศไทย ขอบคุณครับ