สมชัย ชี้ปัญหากองทุนชุมชน หนุนปฏิรูปการเงินฐานราก

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓ · ๑๘ มกราคม ๒๕๕๙

สมชัย ฤชุพันธุ์ หารือปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชน โดยชี้ให้เห็นปัญหาของกองทุนชุมชนที่ขาดระบบการเงินที่มั่นคง ขาดสถานะนิติบุคคล และเน้นการกู้ยืมมากกว่าการออม จนทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นรั่วไหล จึงเสนอแนวทางปฏิรูประบบการเงินฐานรากด้วยการปรับกองทุนการกู้ยืมเป็นกองทุนการออม ส่งเสริมการรวมตัวของกองทุนหมู่บ้าน จัดตั้งเป็นนิติบุคคลภายใต้กรอบกฎหมายที่ชัดเจน และผลักดันให้มีพระราชบัญญัติการเงินฐานรากเพื่อสร้างความมั่นคงทางกฎหมายและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความเห็นชอบในหลักการแล้วแต่ยังอยู่ในขั้นตอนการปรับแก้รายละเอียดกฎหมาย

นายสมชัย ฤชุพันธุ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ําและแก้ปัญหา ความยากจน เป็นเรื่องซึ่ง สปช. ได้มีมติผ่านไปแล้ว แล้วก็เสนอรัฐบาลไปแล้วนะครับ เมื่อเดิมที่เป็น สปช. นั้นมีคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ซึ่งผมเป็น ประธาน ในคณะกรรมาธิการชุดนั้นมีคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปด้านความเหลื่อมล้ํา ทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีท่านอาจารย์กอบศักดิ์เป็นประธานนะครับ งานส่วนใหญ่ที่นําเสนอวันนี้ เป็นงานซึ่งท่านอาจารย์กอบศักดิ์ได้ทําไว้ ปัญหาของเรื่องนี้จริง ๆ ก็คือว่าระบบธนาคารพาณิชย์ ของเรานี้จริง ๆ แล้วเป็นระบบที่เข้มแข็ง เกรียงไกร และมั่นคง เป็นระบบที่ดีระบบหนึ่ง ของโลก แต่ว่าความสามารถในการให้บริการให้ประชาชนอย่างทั่วถึงนั้นยังไม่เต็มร้อยนะครับ ความจริงแล้วธนาคารพาณิชย์เราให้บริการกับประชาชนได้เพียง ๔๕.๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนอีก ๒๘.๕ เปอร์เซ็นต์นั้นธนาคารของรัฐที่เรียกว่าธนาคารเฉพาะกิจได้ให้บริการ ต่อประชาชน เพราะฉะนั้นประชาชนคนไทย ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์จึงได้รับบริการจากระบบ ธนาคาร ส่วนอีก ๒๕.๘ เปอร์เซ็นต์เข้าไม่ถึงระบบธนาคารครับ รัฐไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ จึงได้จัดตั้งระบบต่าง ๆ เช่น ระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ ระบบกองทุนหมู่บ้าน กองทุน ออมทรัพย์ต่าง ๆ ระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ก็ช่วยในเรื่องทําให้ประชาชนได้เข้าถึง ธนาคารหรือกิจการการเงินในระบบ สหกรณ์ออมทรัพย์ได้ช่วยอยู่ ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ กลุ่มออมทรัพย์ต่าง ๆ ได้ช่วยอยู่ ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีคนที่เข้าไม่ถึงระบบการเงิน ในระบบอีก ๑๘.๑ เปอร์เซ็นต์ การเข้าไม่ถึงระบบการเงินในระบบนี่เป็นความทุกข์ยาก เป็นความลําเค็ญ แล้วก็เป็นเรื่องที่ทําให้คนจนต้องตกระกําลําบากเวียนว่ายอยู่ใน ความยากจนตลอดไป เพราะว่าเงินหรือเงินทุนเป็นปัจจัยการผลิตที่สําคัญมากประการหนึ่ง ในระบบเศรษฐกิจแบบเสรี คนที่เข้าไม่ถึงระบบการเงินก็ต้องไปกู้เงินนอกระบบ ซึ่งดอกเบี้ย แพงมากตามที่ท่านทั้งหลายทราบกันดีอยู่แล้วนะครับ คราวนี้เมื่อตั้งกองทุนหมู่บ้าน กองทุนการออมของชุมชนขึ้นมาก็เป็นเรื่องที่ดีได้แก้ปัญหาไปได้บ้าง แต่ขณะนี้เราพบว่า กองทุนการออมในระดับชุมชนมีปัญหาอยู่หลายประการ มีความก้าวหน้าแต่ว่ายังมีปัญหา อยู่หลายประการซึ่งจําเป็นต้องปฏิรูปเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้สามารถพัฒนาก้าวหน้าต่อไปได้ ปัญหาที่สําคัญก็คือว่ากองทุนเหล่านี้มีจํานวนมากมายเหลือเกิน ขณะนี้มีกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนอยู่ประมาณ ๘๐,๐๐๐ แห่ง ตัวเลขจริง ๆ คือ ๗๙,๒๒๕ แห่ง และมีกองทุน ออมทรัพย์ที่ชาวบ้านจัดตั้งขึ้นเองโดยประมาณ ๓๐,๐๐๐ แห่ง แต่ว่าเรามีกองทุนเล็ก ๆ เหล่านี้อยู่ ๑๐๙,๐๐๐ กว่าแห่ง การที่มีจํานวนแห่งมากก็ทําให้มีต้นทุนในการบริหาร จัดการสูงทําให้การกํากับดูแลลําบาก แล้วก็การที่จะส่งเสริมให้พัฒนาก้าวหน้าต่อไปก็ยาก เพราะฉะนั้นน่าจะมีนโยบายที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้มีการรวมกันโดยสมัครใจเพื่อให้มีขนาด มีสเกล (Scale) ที่ใหญ่พอที่จะโอเปอเรต (Operate) ได้นะครับ

ประการที่ ๒ ก็คือว่ากองทุนเหล่านี้ตั้งอยู่ตามหมู่บ้าน ตําบล ซึ่งก็มีผู้นําชุมชน ของหมู่บ้าน ตําบล ซึ่งเป็นคนดีมีความสามารถสูงส่วนมากก็ซื่อสัตย์สุจริต แต่ว่าเขาขาด ความสามารถในการบริหารทางการเงิน ขาดการจัดการเชิงระบบที่จะทําให้หน่วยงาน กํากับดูแลสามารถพัฒนากองทุนเหล่านี้ให้ขึ้นสู่ระดับสูงได้ นอกจากนั้นยังพบว่ากองทุน เหล่านี้ขณะนี้ส่วนมากเน้นการกู้ยืมไม่ได้เน้นการออม การที่ไปเน้นการกู้ยืมจึงทําให้เศรษฐกิจ ท้องถิ่นกลายเป็นเศรษฐกิจที่ผมใช้คําว่า รั่ว คือไม่สามารถรักษาและสะสมความมั่งคั่ง ไว้ในท้องถิ่นได้ ความมั่งคั่งซึ่งก่อเกิดทั่วประเทศไทยจึงไหลมารวมกันอยู่ที่ส่วนกลางหมด จนทําให้เกิดความแตกต่าง เหลื่อมล้ําอย่างมากมาย กองทุนบางแห่งก็มีปัญหาเกี่ยวกับ ความมั่นคงทางการเงิน นอกจากนั้นกองทุนเหล่านี้ขาดกฎหมายรองรับส่วนมากเป็นกองทุน ที่ไม่เป็นนิติบุคคล การที่ไม่เป็นนิติบุคคลทําให้ยากลําบากที่จะประกอบการในทางธุรกิจ แล้วก็ทําให้ผู้ประกอบการความรับผิดสูงแล้วก็ความรับผิดไม่จํากัด เพราะฉะนั้นความจําเป็น ที่จะต้องมีกฎหมายเพื่อออกมารองรับความเป็นนิติบุคคลและเป็นกรอบการดําเนินงาน ของกองทุนเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่จําเป็นมาก

ประการสุดท้าย ก็คือว่าขาดการเชื่อมโยงการเป็นเครือข่ายทําให้ขาดพลัง ในการบริหารและการพัฒนา เพราะฉะนั้นข้อเสนอการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจของเราจึงเสนอไว้หลายข้อ ประการแรก คือปรับกองทุน ให้เปลี่ยนจากกองทุนการกู้ยืมเป็นกองทุนการออม แล้วก็ให้ทําการคัดสรรเนื่องจากมีเป็นแสน ๆ แห่งนะครับ ให้คัดสรรยกระดับองค์กรการเงิน ระดับชุมชนประมาณ ๓,๐๐๐-๗,๐๐๐ แห่ง ภายใน ๕-๑๐ ปีข้างหน้าให้เป็นสถาบันการเงิน ชุมชน แล้วเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายการเงินระดับฐานราก นอกจากนั้นก็ควรจะมีโครงการ ที่จะให้การศึกษา ให้การฝึกอบรม เพื่อยกระดับผู้บริหารกองทุนซึ่งเป็นคนดีมีความสามารถ อยู่แล้วได้มีความรู้ในการบริหารทางการเงิน รู้ถึงการบริหารความเสี่ยง ขณะเดียวกันก็ต้อง จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบการเงินฐานรากขึ้นเพื่อทํายุทธศาสตร์เกี่ยวกับระบบการเงิน ฐานราก ทําแผนแม่บท แล้วทําการบูรณาการในเรื่องที่จะทําให้ระบบการเงินฐานรากสามารถ รองรับและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป แล้วประการสําคัญที่สุดก็คือต้องออก พระราชบัญญัติการเงินฐานรากเพื่อรองรับสถานะทางกฎหมาย แล้วก็เป็นกรอบในการ ดําเนินงานของกองทุนการออมฐานรากนี้นะครับ เรื่องนี้ที่จริง สปช. ได้พิจารณาและผ่าน เสนอให้คณะรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม คณะรัฐมนตรีก็ได้ประชุมกันเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๘ เห็นชอบกับความเห็นของ สปช. แล้วก็ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปพิจารณาภายใน ๓๐ วัน กระทรวงการคลังซึ่งเป็นแม่งานในขณะนั้นก็ได้ทําการประชุม หน่วยงานต่าง ๆ จํานวน ๘ หน่วยงาน เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน แล้วก็แสดงความเห็นชอบ ในหลักการ แต่ว่ามีข้อสังเกตและมีข้อแก้ไขในรายละเอียดในเรื่องกฎหมายอยู่หลายประการ ซึ่งเดี๋ยวอาจารย์กอบศักดิ์คงจะได้ตอบข้อเหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนอของเราก็คือ ให้ทําการปฏิรูประบบการเงินฐานรากเพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจในการเป็นหน่วยงาน ซึ่งจะสนองทุนในระบบให้ประชาชนชาวไทยได้รับใช้ประโยชน์กันอย่างทั่วถึง ขอบคุณครับ