คุรุจิต ชี้ชาวเลไร้โฉนดที่ดิน วอนเร่งแก้ปัญหาลำดับ priorities

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๖ · ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙

คุรุจิต นาครทรรพ หารือการปฏิรูปเพื่อส่งเสริมชุมชนชาติพันธุ์ชาวเล โดยเสนอให้เร่งแก้ปัญหาสถานะสัญชาติ การศึกษา และสาธารณสุขก่อนเรื่องที่ดิน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงลำดับความสำคัญในการดำเนินการและหน่วยงานที่ควรเป็นผู้วินิจฉัยปัญหาที่ดินอย่างเป็นธรรม

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ท่านประธานครับ ก็ต้องขอขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสังคมที่ได้เสนอเรื่องการปฏิรูปเพื่อส่งเสริมชุมชน กลุ่มชาติพันธุ์เข้มแข็ง กรณีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลมาให้สภาพิจารณาในวันนี้ ซึ่งกระผมก็ได้ ศึกษาดูนะครับ เผอิญได้อยู่ในวิป (Whip) ก็ได้ศึกษามาก่อนด้วย ก็พบว่าในรายงานนี้ ก็ได้สรุปได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลว่ามีความเป็นมามาอย่างไรนะครับ ปัจจุบันก็มีประมาณ ๑๒,๐๐๐ คน เป็น ๓ กลุ่มก็คือ ที่เรียกว่ากลุ่มมอร์แกน กลุ่มมอแกลน หรือกลุ่มอูรักลาโว้ย อยู่ใน ๕ จังหวัดทางฝั่งอันดามันของภาคใต้เรา ก็คือจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และสตูล เท่าที่ศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลเหล่านี้ก็คงจะคล้าย ๆ กับ ชาวปาเลสไตน์คือไม่มีโฉนดที่ดินที่ตัวเองถืออยู่นะครับ ก็อยู่กันมาอย่างไรก็อยู่กันอย่างนั้น ไม่เคยคิดว่าจะต้องมีการครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพราะฉะนั้นต่อมาบ้านเมืองเจริญขึ้น ที่ดินก็ราคาแพงขึ้น โดยเฉพาะที่ดินที่จังหวัดภูเก็ต ติดชายหาดราไวย์อะไรอย่างนี้นะครับ ก็เป็นปัญหากระทบกระทั่งอย่างที่รายงานได้บอกมานะครับ ทีนี้แนวทางแก้ปัญหาที่กรรมาธิการ เสนอก็คือว่าอยากจะขับเคลื่อนต่อโดยใช้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ ก็เข้าใจว่าที่นำเสนอเพราะว่ามันไม่มีการขับเคลื่อน ซึ่งก็สรุปสั้น ๆ ว่ามีมาตรการระยะสั้น ระยะยาว อันแรกก็คือ จะแก้ปัญหา ๔ ประการ โดยจัดลำดับความสำคัญก็คือปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย และพื้นที่สาธารณะและจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล โดยเฉพาะที่หาดราไวย์ ปัญหา เกี่ยวกับการทำมาหากินคืออาชีพของเขา ปัญหาเกี่ยวกับสถานะความเป็นคนไทยของเขาคือ ทะเบียนราษฎร ซึ่งผมก็ประหลาดใจมากว่าทำไมคนเหล่านี้ไม่ใช่คนไทยอยู่มาได้ตั้งนาน เป็นร้อยปี ไม่ใช่เป็นคนไทยได้อย่างไร แล้วลำดับที่ ๔ ก็คือเรื่องของการจัดการให้การศึกษา และสาธารณสุขแก่ชุมชนชาวเลอย่างนี้ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่เห็น อกเห็นใจคนที่ด้อยโอกาสแล้วก็พร้อมที่จะช่วยเหลือนะครับ แต่ในรายงานนี้ผมก็อาจจะ เห็นต่างบ้างว่าลำดับความสำคัญที่ท่านจัดมาในเรื่องของที่ดิน จิตวิญญาณ ให้ที่ดินเขาก่อน แล้วก็ถึงหาอาชีพ แล้วก็จดทะเบียนราษฎร และการศึกษา ผมก็อยากจะกราบเรียนว่า เราอาจจะมีแนวคิดที่ต่างกันในเรื่องของแอปโพรช (Approach) ในการแก้ปัญหาและ จัดลำดับความสำคัญ ผมคิดว่าเราควรจะให้ความสำคัญในเรื่องสถานะเขาก่อน ให้เขา เป็นคนไทย เขาไม่เป็นคนไทยได้อย่างไร และอันที่ ๒ ก็คือให้การศึกษากับสาธารณสุข มาตรฐานกับเขา เขาต้องมีคุณภาพชีวิตที่เหมือนกับคนไทยทั่ว ๆ ไป แล้วก็เรื่องอาชีพ ส่วนเรื่องที่ดินมันเป็นปัญหาที่เซนซิทิฟ (Sensitive) มาทุกรัฐบาลทุกสมัย เพราะว่ามันก็ จะต้องมีการโต้แย้งสิทธิซึ่งกันและกันว่าใครได้ก่อนได้หลัง ใครได้มาโดยชอบ ไม่ชอบนะครับ ซึ่งก็คงไม่มีองค์กรใดนะครับ ในรายงานก็บอกว่าเคยมีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือคณะอนุกรรมการสิทธิ สถานะ และกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองชี้ว่าโฉนดที่ออกไว้ ทับที่ชาวเลไม่ชอบให้เพิกถอน คิดว่าองค์กรที่ควรจะเป็นออโทริตี (Authority) ในการบอกว่า โฉนดออกถูกต้องหรือไม่ก็คือกรมที่ดิน หรือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หรือกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และในที่สุดก็ต้องไปจบที่ศาลสถิตยุติธรรม คงไม่ใช่ องค์กรอิสระใดมาชี้บอกว่าฟังความข้างเดียวแล้วก็บอกว่าที่ดินนี้ได้มาถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ผมก็อยากจะฝากข้อคิดว่าในการแก้ปัญหาของสังคมไทยอย่างที่เราร้องเพลงชาติทุกวัน ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ คนไทยหลายกลุ่มที่อยู่ในประเทศไทย ก็เป็นหลักที่ผสมกลมกลืนหรือแอสซิมิเลชัน (Assimilation) เพราะฉะนั้นหลักการที่ท่าน เสนอว่าจะมีเขตพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมหรือชาติพันธุ์อะไรนี่ทำให้ผมนึกถึงเหมือนกับหลัก พรีเซอร์เวชัน (Preservation) อนุรักษ์เขาเป็นกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสทางสังคมถาวรตลอดไป เหมือนกับอินเดียนแดงในประเทศสหรัฐอเมริกาหรือเหมือนกับชาวอะบอริจินีส์ (Aborigines) ในประเทศออสเตรเลียอย่างนี้ ทำไมเราไม่มีหลักคิดแบบกองพล ๙๓ ก๊กมินตั๋ง มาอยู่ ในเมืองไทย แล้วต่อไปก็กลมกลืนเป็นคนไทยหมด หรือชาวแม้วที่เขาค้อ หรือภูหินร่องกล้า เมื่อเสร็จสงครามก็เป็นคนไทยไปหมด แล้วคนไทยก็ย่อมมีสิทธิเสรีภาพที่จะได้รับการศึกษา เคลื่อนย้ายถิ่นฐานประกอบอาชีพ ทำไมเราไม่คิดว่าชาวเลเขาจะเป็นหมอได้ เป็นวิศวะได้ เป็นผู้พิพากษาได้ เพราะฉะนั้นหลักคิดนี่ผมคิดว่าเราน่าจะให้แอปโพรช (Approach) ในเรื่อง ของการให้เขาเป็นคนไทยและการให้เขามีสิทธิเหมือนคนไทยทั่วไป แล้วก็การให้การศึกษา ให้อาชีพ ส่วนเรื่องปัญหาที่ดินก็เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข ทางกรรมาธิการได้เสนอว่าอยากให้ใช้ กลไกตามมติ ครม. ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ แต่เปลี่ยนองค์ประกอบของคณะกรรมการขับเคลื่อน ใหม่เป็นแม่ทัพภาคที่ ๔ ซึ่งกลไกนี้ถ้าให้แม่ทัพเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่รู้ปัญหาผมก็เห็นด้วย แต่แอปโพรช (Approach) ที่ผมว่าการจัดลำดับความสำคัญ เพราะว่าถ้าดูรายงานที่ท่าน นำเสนอ ถึงแม้ข้างหน้าท่านจะไม่ได้เขียน แต่ว่าในภาคผนวกท่านก็มีเรื่องของแนวคิด เรื่องเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมเพื่อกลุ่ม ชาติพันธุ์ของสถาบันวิจัยสังคม หรือมีข้อเสนอของกรรมาธิการที่ตั้งตามมติ ครม. ชุดที่แล้ว ในภาคผนวก ซ นะครับ ซึ่งก็มีข้อเสนอหลายอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกัน ในสังคม เช่น ท่านเสนอว่าตรวจสอบสิทธิแล้วก็เพิกถอนโฉนดที่ออกไปทับที่ที่ชาวเล เขาอ้างอยู่หรืออาศัยอยู่ แล้วก็ให้รัฐไปชดเชยกับผู้ที่ครอบครองเอกสารสิทธินั้น ซึ่งมันควรจะเป็นผู้ที่ออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบไปชดเชยมากกว่า ไม่ใช่รัฐไปชดเชย หรือเรื่องหลักคิดเรื่องโฉนดชุมชนซึ่งก็มีอยู่ในนี้ หรือเรื่องที่ว่าจะผ่อนปรนให้เขาเข้าไปใช้ อุปกรณ์การประมงแบบที่เขาใช้อยู่ แล้วไปทำการประมงในเขตอุทยานแห่งชาติ หรือเขตอนุรักษ์ต่าง ๆ ก็อาจจะเป็นประเด็นที่ทางราชการบางหน่วยก็อาจจะมีความลำบากใจ แล้วก็จะต้องหาเหตุผลรองรับว่ามันปฏิบัติได้หรือไม่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นโดยรวมนะครับ ผมคิดว่าปัญหาชาติพันธุ์กลุ่มชาวเล โดยเฉพาะที่หาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต ก็เป็นปัญหาที่ควร ได้รับการใส่ใจและแก้ไข แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านเขียนในรายงานก็คือบอกว่าถ้าแก้ไขตามแนวทาง ที่เสนอนี้แล้วก็ควรจะขยายผลต่อไปยังกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ เช่นชาวกะเหรี่ยงด้วย ซึ่งผมคิดว่า ก็จะมีพลเมืองเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย แล้วก็อาจจะต้องมีลักษณะของการแก้ปัญหาที่ดิน แบบเดียวกันซึ่งก็จะเป็นปัญหาอีก เพราะว่าประเทศเรามีที่ดินจำกัด เราก็ต้องการรักษา ทรัพยากรป่าไม้ ชุมชนคนไทยที่เป็นคนไทยแท้ ๆ บางครั้งถ้าอยู่ในเขตอนุรักษ์ เขตลุ่มน้ำ ๑ เอ (1A) ๑ บี (1B) ยังต้องถูกขอให้ออกมาเพื่อว่าเราจะอนุรักษ์เขตป่าไม้ หรือเขตอุทยาน เหล่านั้นไว้ให้กับลูกหลาน เพราะฉะนั้นหลักคิดเรื่องแนวคิดในการแก้ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ ๑. เราจะพรีเซิร์ฟ (Preserve) และรักษาเขาไว้เป็นกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสถาวร หรือเราจะทำ ให้เขาเป็นคนไทยที่มีสิทธิมีเสียง แล้วก็สามารถจะก้าวหน้าได้เท่าเทียมกับคนไทยทุกหมู่ทุกเหล่า ขอบพระคุณครับ